คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

ย้อนกลับ

ตำนานเมืองสิงห์

ตํานานเมืองสิงห์บุรี

              จังหวัดสิงห์บุรีเป็นเมืองเก่าสร้างมานาน ประวัติการสร้างเมืองเป็นอย่างไรยังไม่ทราบชัด  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าเมืองสิงห์บุรี เมืองอินทร์บุรี เมืองพรหมบุรี มีอยู่แล้วในสมัยก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

              สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าถึงเมืองสิงห์ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ไว้ในสาส์นสมเด็จ ว่า “เมืองสิงห์บุรีเป็นเมืองใหญ่และเก่ามาก มีป้อมปราการ วัง วัดมหาธาตุและของสำคัญคือวัดพระนอนจักรสีห์ใหญ่ยาวกว่าพระนอนองค์อื่นๆ ในเมืองไทย” เมืองสิงห์บุรีเรียกชื่อต่างๆ ดังนี้ เมืองสิงหราชาธิราช เมืองสิงหราชา เป็นเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำจักรสีห์ อันเป็นลำน้ำใหญ่ห่างแม่น้ำเจ้าพระยา 00 เส้น เพราะแม่น้ำจักรสีห์ตื้นเขิน เมืองสิงห์ จึงกลายเป็นเมืองอยู่ลับลี้..”

นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วยังมีประวัติการสร้างเมืองสิงห์บุรีตามตำนานหรือนิยายปรัมปราซึ่งกล่าว โดยสรุปได้ดังนี้

              นิยายปรัมปราเกี่ยวกับการสร้างเมืองสิงห์บุรี มีการเล่าสืบต่อกันมาว่าผู้สร้างเมืองสิงห์บุรี คือ พระเจ้าสิงหพาหุ ซึ่งชื่อนี้ไปคล้ายกับสีหพาหุกุมาร ในพงศาวดารลังกา ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือว่า ในสมัยพุทธกาล มีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าวังคราช มีเมืองวังนครเป็นราชธานี ต่อมาได้อภิเษกสมรสกับนางสุปาซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้ากลิงคราษฏร์ ต่อมานางสุปาได้ถูกขับไล่ออกจากเมือง เพราะมากด้วยตัณหาจึงเที่ยวชัดเซพเนจรไปยังที่ต่างๆ และได้พระยาราชสีห์เป็นสามี มีบุตรชื่อสีหพาหุ เมื่อเติบใหญ่จึงได้พามารดาหนีพระยาราชสีห์กลับมาอยู่กับมนุษย์ พระยาราชสีห์ผู้เป็นพ่อมีความอาลัยรัก จึงได้ออกติดตามและเที่ยวขบกินชาวเมืองวังนครล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้าวังคราชจึงประกาศหาบุคคลที่จะรับอาสาฆ่าราชสีห์ สีหพาหุกุมารได้รับอาสาและฆ่าพระยาราสีห์สำเร็จ เพราะเหตุนี้ จึงปรากฏนามต่อมาว่า “สีหพาหุกุมาร” หมายความว่า กุมารผู้ฆ่าราชสีห์ ต่อมาพระเจ้าวังคราชสิ้นพระชนม์ ไม่มีเชื้อพระวงศ์สืบราชสมบัติชาวเมืองวังนครจึงพร้อมใจถวายราชสมบัติแก่สีหพาหุกุมาร สีหพาหุกุมารเมื่อรับราชสมบัติแล้วไม่ปรารถนาที่จะอยู่ในวังนคร จึงได้มอบให้อำมาตย์ซึ่งเป็นสามีใหม่ของมารดา ส่วนตนไปสร้างเมืองใหม่ ชื่อว่า สีหบุรี ซึ่งคําว่า “สีห” กับ"สิงห” เป็นคําเดียวกัน เป็นภาษาบาลีส่วน “สิงห์” เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า ราชสีห์ สําหรับนิยายปรัมปราเรื่องนี้ มีความสอดคล้องกับประวัติศาสตร์การสร้างพระนอนจักรสีห์ซึ่งกล่าวถึงสิงหพาหุผู้มีบิดาเป็นราชสีห์ จึงได้ฆ่าพ่อของตน ภายหลังสำนึกบาปจึงได้สร้างพระนอนจักรสีห์เพื่อเป็นการชำระบาป หลังสร้างวัดพระนอนจักรสีห์แล้ว ได้ไปสร้างวัดสละบาปขึ้นอีกวัดหนึ่ง เพื่อเป็นการไถ่บาป เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ไปสร้างวัดประชดขึ้นอีกหนึ่งวัด เพื่อเป็นการประชด เพราะเกรงว่าบาปยังไม่หมด ต่อมาชื่อประชดเพี้ยนเป็นประโชติ และประโชติการามในที่สุด

              นิยายปรัมปราเรื่องเกี่ยวกับการสร้างเมืองสิงห์บุรีนี้ ยังมีอีกฉบับหนึ่งซึ่งออกมาในรูปแบบของนิทานพื้นบ้าน มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อๆกันมาดังนี้ว่า

              นานมาแล้ว มีสิงห์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำ เป็นสิงห์หนุ่มผู้มีพละกำลังมหาศาล สามารถแปลงร่างเป็นชายหนุ่มรูปงามได้ และมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนเช่น มนุษย์ทุกประการ  วันหนึ่งสิงห์ตนนี้ได้พบกับลูกสาวเศรษฐีเมืองชัยนาท แล้วเกิดความรักใคร่ในตัวของนาง จึงลักพาลูกสาวเศรษฐีไปอยู่ในถ้ำของตน ซึ่งทั้งสองครองรักกันอย่างมีความสุขอยู่ภายในถ้ำนั้น จนกระทั่งลูกสาวเศรษฐีตั้งครรภ์และคลอดลูกชายออก มาเป็นมนุษย์ ชื่อว่า สิงหพาหุ  พ่อสิงห์เลี้ยงดูสิงหพาหุด้วยความรักจนเติบใหญ่ ไม่ว่าสิงหพาหุจะไปแห่งหนใด พ่อสิงห์ก็จะตามไปคุ้มครองดูแลลูกชายอย่างสม่ำเสมอ  โดยที่สิงหพาหุไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าสิงห์นั้น เป็นพ่อของตน จนสิงหพาหุเติบโตเป็นหนุ่ม ด้วยความสงสัยจึงเข้าไปถามแม่ว่าพ่อของตนเป็นใคร ชื่ออะไร และตอนนี้อยู่ที่ไหน

              ในที่สุดสิงหพาหุก็รู้ความจริงจากแม่ว่าสิงห์ที่คอยติดตามดูแลคุ้มครองตนเองมาตลอดคือพ่อของตน ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอับอายที่มีพ่อเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทั้งโกรธ แค้นและเกลียดชังสิงห์ผู้เป็นพ่อมากยิ่งนัก นับแต่นั้นสิงหพาหุก็เฝ้าครุ่นคิดหาหนทางที่จะกำจัดสิงห์ผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งสิงหพาหุก็ออกตามฆ่าพ่อสิงห์ ส่วนพ่อสิงห์ก็หนีไปทางเขตอำเภอบางระจันปัจจุบัน แล้วนำไม้มาดัดกั้นขวางทางไม่ให้ลูกตามมาทัน พื้นที่ตรงนั้นจึงเรียกว่าตำบลไม้ดัด แต่สิงหพาหุก็ผ่านมาได้ พ่อสิงห์ก็หนีต่อไปเรื่อยจนถึงตำบลโพชนไก่ ที่นั่นมีบ่อนไก่ พ่อสิงห์ก็ไปยืนดูเค้าตีไก่พอลูกเข้ามาใกล้ก็หนีต่อไปอีก ที่ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่าตำบลโพชนไก่ พ่อสิงห์ออกหนีลูกต่อไปจนไปเหยียบเอาหัวหอมซึ่งชาวบ้านมัดตากแดดเอาไว้กระจุยกระจายไปหมด ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านหอมกระจุย หลังจากนั้นพ่อสิงห์ก็หนีลูกไปเรื่อยๆ จนเหนื่อยและหยุดพักรอลูก และลูกก็ตามพ่อมาทัน จึงเรียกตำบลนั้นว่าตำบลพักทัน พ่อสิงห์หนีลูกต่อไป อีกจนไปถึงบริเวณที่มีต้นโพธิ์ แล้วพ่อสิงห์ก็ปีนต้นโพธิ์ร้องตะโกนให้ลูกมาหาและก็ยอมให้ลูกฆ่าเพราะถ้าหนีอีกต่อไปลูกก็จะต้องเหนื่อย จึงร้องตะโกนให้ลูกมาฆ่าตนเสียให้ตาย ตรงนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านโพตะโกน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

              หลังจากที่สิงหพาหุได้ฆ่าพ่อสิงห์ตายแล้วก็เกิดอาการปวดศีรษะมาก จึงแล่ท้องพ่อเอาไส้มาพันศีรษะจึงหายปวด จากนั้นก็กลับมาบ้านพระนอนซึ่งเป็นเมืองของแม่ ฝ่ายแม่เมื่อรู้ว่าสิงห์ผู้เป็นสามีเสียชีวิต ด้วยน้ำมือของสิงหพาหุลูกชาย นางก็ร้องไห้คร่ำครวญกล่าวกับลูกด้วยเสียงสะอื้นว่า “กรรมเวรใดหนอทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เหตุใดลูกถึงฆ่าพ่อของเจ้าได้ เขาเป็นผู้ให้ชีวิตแก่ลูก เลี้ยงดูลูกมาด้วยความรักลูกทำอย่างนี้กับพ่อได้อย่างไร” ครั้นได้ยินคำของแม่ สิงหพาหุก็สำนึกผิดในบาปมหันต์ที่ได้กระทำกับพ่อของตนดังนั้นเขาจึงนำศพของพ่อสิงห์ไปเผาที่โคกจันทร์ แล้วสร้างพระพุทธรูปเป็นพระนอนขึ้นองค์หนึ่งทับถ้ำที่พ่อของตนเคยอาศัยอยู่ โดยนำเอาทองคำแท่งโต ๓ กำมือ ยาว ๑ เส้น เป็นแกนขององค์พระ  และสร้างวัดขึ้นที่ต้นโพธิ์ ชื่อว่าวัดสละบาปซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาทำปิตุฆาต และด้วยความกลัวว่าบาปที่ได้กระทำไปนั้นจะร้ายแรงจนชดใช้ยังไม่หมด จึงสร้างวัดขึ้นอีกหนึ่งวัดคือ วัดประชด หรือวัดประโชตินั่นเอง ทั้งนี้เพื่อไถ่บาปและอุทิศส่วนกุศลให้พ่อสิงห์ผู้จากไป

“ตำนานวัดพระนอนจักรสีห์" เป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับการสร้างหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์

               พระนอนที่สิงหพาหุสร้างทับถ้ำของพ่อสิงห์ เรียกว่า หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ พระพุทธรูปปางไสยาสน์  เทศนาปาฏิหาริย์แก่อสุรินทราหูผู้เป็นยักษ์ เพื่อลดทิฐิของอสุรินทราหู ที่ถือว่าตนนั้นมีร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงเนรมิตร่างกายให้ใหญ่กว่ายักษ์อสุรินทราหู  “หลวงพ่อพระนอนจักรสีห์”  เป็นพระพุทธรูปลักษณะแบบสุโขทัย มีขนาดใหญ่และมีความยาวถึง ๔๗.๔๐ เมตร ยาว ๑ เส้น ๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว  พระเศียรหันไปทางทิศ ตะวันออก พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ พระกรขวายื่นไปด้านหน้า ไม่งอพระกรขึ้นรับพระเศียรเหมือนแบบไทย  ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ตำบลจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ ๕ กิโลเมตร

 

 

1,699 views

0

แบ่งปัน