ย้อนกลับ

1 วันแห่งความสุข ใน จ. นครพนม

เสน่ห์นครพนม เที่ยวแล้วติดใจ ต้องมาอีกแน่นอน

ทิวเขาหินปูนสลับซับซ้อน ทอดตัวยาวเหยียดสุดสายตา เป็นฉากหลังอันงดงามของสายน้ำโขงที่ กั้นกลางระหว่างพรมแดนไทยลาว สายลมเอื่อยๆ ล่องตามลำน้ำเย็นสดชื่น ... นี่คือความประทับใจแรกที่ได้สัมผัสดินแดนแห่งนี้ “นครพนม       

 

ก่อนจะหลงใหลไปกับความงดงามของธรรมชาติริมแม่น้ำโขง บริเวณหน้าเมืองนครพนมจนลืมเวลา ผมอยากรู้จักเมืองนครพนมให้ลึกซึ้งขึ้นสักหน่อย จึงขับรถเลาะเลียบริมแม่น้ำโขงขึ้นไปทางทิศเหนือ ตามถนนสุนทรวิจิตร ไม่ไกลนักก็ได้พบอาคารทรงสถาปัตยกรรมตะวันตกสวยงามสะดุดตา ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม

 

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (หลังเก่า)  เดิมเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พระยาอดุลยเดชสยามเมศวรภัคดีพิริยพาหะ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรก ก่อสร้างระหว่างปี  พ.ศ.  2455-2457  โดยช่างชาวเวียดนาม ชั้นบนและล่างไม่มีเสา และไม่มีการตอกตะปูแม้แต่ดอกเดียว ใช้การเข้าเดือยไม้

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2470  พระยาอดุลยเดชฯ ได้ขายอาคารหลังนี้ให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อใช้เป็นที่พักของผู้ว่าราชการจังหวัด ในราคา 2 หมื่นบาท และเมือวันที่ 12-13 พ.ย. 2498  ในหลวงรัชกาลที่9และสมเด็จพระราชินี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ทางจังหวัดจึงจัดให้จวนแห่งนี้เป็นที่ประทับแรม 

          ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม

          พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม มีความสวยงามโดดเ่ด่น ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศส ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน แม้จะมีอายุที่เก่าแก่มากแล้ว แต่ยังคงรักษาสภาพและความสวยงามต่างๆ ไว้ได้อย่างดีและยังคงความสวยงามจนถึงปัจจุบัน   

ในปัจจุบันปรับปรุงให้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาวนครพนม  และมีนิทรรศการ "ภาพเล่าเรื่อง" ในอดีตของเมืองนครพนม

 

พอเข้ามาด้านในตัวอาคาร เราจะได้รับรู้กับเรื่องราวมากมายของเมืองนครพนมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การจัดแสดงภาพถ่ายที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองนครพนมทั้งประวัติศาสตร์และเรื่องราวความทรงจำของเมืองนครพนม , หอเกียรติยศพ่อเมือง ย้อนตำนานอาคารแห่งความทรงจำ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมหลังเก่า และภาพถ่ายของผู้ว่าฯ นครพนมตั้งแต่คนแรกถึงคนปัจจุบัน , เรื่องราวความหลากหลายทางวัฒนธรรม การสืบสานประเพณีและเชื่อมสายสัมพันธ์ของผู้คน 2 ฝั่งโขง , ที่สำคัญที่สุด นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งการจัดแสดงห้องที่ประทับเมื่อครั้งเสด็จเมืองนครพนม ในคืนวันที่ 12 พฤศจิกายน 2498

ในระหว่างเดินชมเรื่องราวต่างๆ อย่างเพลิดเพลิน ผมเห็นนักเรียนเข้ามาทัศนะศึกษา และแอบได้ยินภาษาพูดที่ฟังดูแปลกหู จึงได้ถามกับเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ว่าน้องๆเค้าพูดภาษาอะไรกันครับ ฟังดูบางคำก็คล้ายๆภาษาอีสาน แต่ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ผู้ใจดีก็ไขข้อข้องใจให้ผมได้กระจ่างว่า นั่นคือ”ภาษาผู้ไทย” เพราะเด็กนักเรียนกลุ่มนี้มาจากอำเภอเรณูนคร จึงถือเป็นแดนดินถิ่นผู้ไทย เจ้าหน้าที่ผู้ใจดีนั้นยังได้แนะนำผมเพิ่มเติมว่า หากสนใจหรืออยากรู้เรื่องราวของผู้คนชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดนครพนมซึ่งมีอยู่หลากหลาย ผมควรไปเยี่ยมชม หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี ผมไม่รอช้าชักอยากจะรู้เสียแล้วว่า “ผู้ไทยคือใคร” จึงรีบถามเส้นทางและไปต่อทันที

ระหว่างย้อนกลับตามเส้นทางเลียบริมแม่น้ำโขง ผมอดไม่ได้ที่จะแวะเช็คอิน ณ แลนด์มาร์คของจังหวัดนครพนม “จุดชมวิวพญาศรีสัตนาคราช” ซึ่งตระหง่านงามด้วยประติมากรรมพญานาค 7 เศียร ตั้งอยู่หน้าเมืองนครพนมริมแม่น้ำโขงท่ามกลางทิวทัศน์งดงาม

 

เยื้อง ๆ กันไม่ไกล ผมเหลือบไปเห็นป้ายร้านกาแฟ Coffee Wings โดดเด่นสะดุดตา เลยขอแวะจิบกาแฟและเติมพลังด้วยอาหารว่างเบาๆ สักหน่อย ก้าวแรกที่เข้ามาในร้านผมก็เห็นมุมถ่ายรูปเก๋ๆ มากมายในร้าน ที่นี่คงเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นหนุ่มสาวของนครพนม

 

ว่าแล้วมาดูเมนูกันดีกว่า กาแฟลัตเต้ร้อน กับฮันนี่โทสต์ ขนมปังหนานุ่มชุ่มเนย เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมไอศครีมวานิลลาวิปครีมหอมมัน และชิ้นกล้วยหอม โรยหน้าด้วยครัมเบิ้ลกรอบมันหอมเนย ตบท้ายด้วย เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน Chicken Wings ปีกไก่ทอดราดซอสน้ำผึ้งผสมกระเทียมหวานหอม

รองท้องจนอิ่ม เพื่อเดินทางไปเรื่องราวของผู้คนชาติพันธุ์และเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ที่ หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี

          "หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี อยู่ห่างจากใจกลางเมืองนครพนม เพียง 7 กม. ตั้งอยู่ที่ ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เปิดทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ 9.00 – 17.00 น. เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ที่นี่มีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท ส่วนผู้สูงอายุเข้าชมฟรีครับ ผมใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีก็มาถึงที่นี่

หอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี ของชาวนครพนม โดยจุดที่สร้างอดีตเคยเป็นที่ประทับแรมของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในขณะที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประชาชน ทหาร และตำรวจชายแดน ของจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2505 โดยเป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมา ของพระราชวงศ์จักรี ประกอบไปด้วยพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ภาพวาดสีน้ำมันของ 9 รัชกาล นิทรรศการพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดนครพนม  พร้อมพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ 

ชั้นสองของอาคารจะมีนิทรรศการจัดแสดงเรื่องราวและประวัติความเป็นมาของแต่ละชาติพันธุ์ พื้นเมืองของจังหวัดนครพนม ซึ่งมีถึง 8 เผ่า 2 เชื้อชาติ จำลองชุดประจำของแต่ละชนเผ่า  ภาพถ่ายของงานบุญประเพณี วิถีชีวิตและวัฒนธรรม ทีนี้ผมก็รู้แล้วแหละครับว่า คนผู้ไทยคือใครแถมยังได้รู้จัก ไทยโส้ ไทยแสก และชาวไทยชาติพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วยครับ 

นอกจากนี้ที่นี่ยังรวมภาพพระธาตุประจำวันเกิด ทั้ง 7 วันที่อยู่ในจังหวัดนครพนมให้เราได้รู้ว่าเกิดวันไหนต้องไปไหว้พระธาตุอะไร   แถมยังมีเจ้าหน้าที่คอยให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยว ผู้สนใจ อีกด้วย

 

ไม่ไกลกันนักกับหอเฉลิมพระเกียรติพระราชวงศ์จักรี คือ อาคารขนาดใหญ่อีกหลัง  นั่นคือ อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด แหล่งรวมปลาน้ำจืดของแม่น้ำโขง แม่น้ำสงครามและแม่น้ำก่ำ กว่า 96 ชนิด ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ ไฮไลท์ของที่นี่อุโมงค์ปลาขนาดใหญ่ ให้เรา สามารถชมความเคลื่อนไหวของปลา เหมือนเราได้ลงไปแหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำโขงร่วมกับปลาตัวโต ๆ จริง ๆ นอกจากนี้ภายในอาคารยังประกอบด้วย จุดนิทรรศการเกี่ยวกับปลาแม่น้ำโขงหลากหลายสายพันธุ์น่าตื่นตาตื่นใจ

ที่นี่มีห้องโสตทัศนศึกษาสำหรับฉายวีดีทัศน์ที่ทันสมัย และมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก ให้เราได้จับจ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับไปฝากคนที่บ้านได้อีกด้วย จึงนับเป็นอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่ทันสมัยซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แล้วยังให้ความเพลิดเพลินอีกด้วย

ติดกับอาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด คือศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภายนอกมีฐานต่าง ๆ เหมาะกับเด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมสนุก ๆ ในการทัศนศึกษา เช่น ฐานท้าปั่นนาวาล่าขุมทรัพย์วิทย์ ,ฐานเศรษฐกิจพอเพียง 1 ไร่ 1 แสน ,ฐานตามรอยพระยุคลบาท (ฝนหลวง) ,ฐานภาวะโลกร้อน โลกสวยด้วยมือเรา

ใครจะคิดล่ะครับว่า แค่ความอยากรู้ว่าคนผู้ไทยคือใคร จะทำให้ผมได้ความรู้เป็นของแถม อีกเยอะแยะมากมายในคราวเดียวครบครันเต็มอิ่มขนาดนี้เรียกว่าคุ้มสุด ๆ จริง ๆ และสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ จากความรู้ที่ได้ และทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษคือ เรื่องราวของคนเวียดนาม ปัจจุบันต้องเรียกว่า “คนไทยเชื้อสายเวียดนาม” ซึ่งเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ของจังหวัดนครพนม  และมีอดีตความเป็นมาผูกพันกับผืนแผ่นดินไทยมายาวนาน โดยมีอดีตผู้นำประเทศเวียดนามผู้ยิ่งใหญ่ “โฮจิมินห์” เคยอาศัยตั้งรกรากอยู่ที่นี่

ผมใช้เวลาไม่นาน ก็มาถึง บ้านนาจอก หรือบ้านลุงโฮ เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ครั้งหนึ่งอดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม “โฮจิมินห์” ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2467–2474 เนื่องจากอยู่ในช่วงระหว่างสงครามที่ต้องหนีออกมาจากเวียดนาม ลุงโฮและเพื่อนสนิทร่วมอุดมการณ์ ได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครพนม โดยต่างคนจึงได้ต่างหลบหนีแยกย้ายกันไปหลบภัยต่างถิ่น ก่อนมาถึงนครพนมลุงโฮเองก็ได้เดินทางโดยเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยมา รวมทั้งได้เปลี่ยนชื่อเรียกเพื่อเป็นการซ่อนตัวและไม่ให้ผู้ใดจำได้ 

ปัจจุบันบ้านหลังนี้ได้มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาและเป็นสถานที่แสดงประวัติเกี่ยวกับลุงโฮ รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวการใช้ชีวิตของลุงโฮที่ประเทศไทย  ในส่วนของบริเวณภายในบ้านนั้นเองจะมีต้นไม้นานาชนิดที่ลุงโฮได้ปลูกไว้ ได้แก่ ต้นมะพร้าว หมาก พลู กล้วย และชา ซึ่งมีบรรยากาศอันร่มรื่น รวมไปถึงเครื่องมือเครื่องใช้ของลุงโฮ อาทิเช่น โต๊ะทำงาน และเครื่องตำข้าวที่ลุงโฮใช้ในการตำข้าว  หมู่บ้านนาจอกแห่งนี้ได้รับการจัดตั้งให้เป็นหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม โดยได้มีการจัดนิทรรศการแสดงประวัติการทำงานและเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ของท่านโฮจิมินห์

 

ห่างไปจากบ้านลุงโฮประมาณ 200 เมตร จะมีสถาปัตยกรรมตามแบบเวียดนามสวยงามสง่า ที่นั่นคืออนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ ซึ่งเข้าไปแล้วเสมือนได้ไปเที่ยวเวียดนามจริงๆ เพราะมีบริการให้เช่าเครื่องแต่งกายชุดประจำเวียดนามเพื่อมาถ่ายรูปสวย ๆ กันอีกด้วย

ใกล้จะเย็นย่ำ แดดคล้อย ผมเคยได้ยินหลายคนพูดว่า สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3  ซึ่งเชื่อมระหว่างจังหวัดนครพนมกับเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว เป็นสะพานที่สวยที่สุด โดยเฉพาะช่วงแสงสุดท้าย จึงไม่ลังเลที่จะไปเก็บความทรงจำดี ๆ กับแสงสุดท้ายที่นี่ จากบ้านหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม บ้านนาจอก ผมมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ตัวเมืองนครพนมอีกครั้ง และแยกกออกทางเส้นบายพาสทางไป อ.ท่าอุเทน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ก็ได้เห็นสะพานมิตรภาพที่มีเสาสะพานออกแบบสวยงามปลียอดรูปทรง คล้ายองค์พระธาตุพนมสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครพนม ตั้งตระหง่านทอดตัวอย่างสงบข้ามลำน้ำโขง มีทิวเขาหินปูนอันสลับซับซ้อนของแขวงคำม่วน สปป.ลาว เป็นฉากหลัง ท่ามกลางแสงสีของท้องฟ้าที่ค่อย ๆเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นภาพอันน่าประทับใจของวัน

เหน็ดเหนื่อยกับการตระเวนเก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับเมืองนครพนมมาทั้งวัน เสียงท้องเริ่มร้องเตือนอีกครั้ง ให้สมองและสายตาสอดส่าย หาร้านที่ถูกใจ เพื่อพักคลายให้หายเหนื่อยกับอาหารอร่อย ๆ

De Café Bar & Bistro ร้านอาหารบรรยากาศดีริมแม่น้ำโขง ใจกลางเมืองนครพนม ร้านสวยตกแต่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์สีเหลืองสดใสตัดกับตัวอักษรสีดำ เป็นร้านที่ผมเลือกที่พักผ่อนและอิ่มอร่อยทั้งบรรยากาศและรสชาดอาหาร ในมื้อค่ำแสนพิเศษในเมืองนครพนม ร้านนี้จัดได้ว่ามีอาหารหลากหลายสไตล์ โดดเด่นด้วยอาหารรสชาดจัดจ้านโดนใจ ยำสามกรอบ ปลาหมึกกรอบ กระเพาะปลาทอด คลุกเคล้าด้วยน้ำยำรสชาดจัดจ้าน ทั้งเปรี้ยว เผ็ด หวาน ปูผัดพริกเกลือ กรรเชียงปูทอดผัดกับพริกเกลือกรุ่นหอมกลิ่นสมุนไพร ตบท้ายด้วย ซุปเปอร์ตีนไก่ ตีนไก่ตุ๋นจนเปื่อย น้ำซุปแซ่บสะใจ

ถึงจะอิ่มอร่อยจนเต็มที่กับมื้อค่ำ แต่มานครพนมทั้งทีถ้าไม่ได้ “ปากหม้อ” เดี๋ยวจะว่ามาไม่ถึง มีเจ้าถิ่นแนะนำว่า “ร้านข้าวเกรียบปากหม้อศูนย์หนึ่ง” ข้างร้านสะดวกซื้อ 7-11 สาขากลางเมืองนครพนม อร่อยมาก ผมจึงอดไม่ได้ที่จะแวะชิม แป้งปากหม้อบางใสนุ่มเหนียวใส่ไส้ด้วยหมูสับผัดกับต้นหอม กินกับน้ำจิ้มเผ็ดหวาน  แต่ถ้าเราสั่ง ข้าวเกรียบปากหม้อ เราจะได้แผ่นข้าวเกรียบกรอบ ๆ ห่ออยู่ด้านนอกของแป้งบางใส และไส้รสชาติอร่อย นอกจากนั้นยังมีปากหม้อใส่ไข่ ปากหม้อไข่ดาว ซึ่งเป็นอาหารพื้นถิ่นตามสไตล์คนเวียดนาม

ดูเหมือนว่าจะกินจนอิ่มเกินไปละ พอดีกับเป็นวันศุกร์ ที่บริเวณหอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ มีการจัดถนนคนเดินทุกวันศุกร์ เสาร์  ผมจึงเลือกไปเดินย่อยอาหารสักหน่อย ถนนสายเล็กเลียบริมโขงระยะไม่ไกล เดินสบายอากาศดีมีสินค้าหลากหลายทั้งสินค้าแฟชั่นและสินค้าพื้นเมือง และอาหารการกินเรียงรายสร้างสีสันให้กับทั้งคนนครพนม และคนแปลกถิ่นอย่างผมถือว่าเป็นการปิดทริป 1 วันในนครพนมได้สุดประทับใจ

ของแถมท้ายรีวิว อยากเชิญทุกท่าน มาเที่ยวเทศกาล งานประเพณีที่ยิ่งใหญ่  ของจังหวัดนครพนม ถ้าสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ทุกปีในเทศกาลวันออกพรรษา ที่นี่จะมีประเพณีไหลเรือไฟที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เรือไฟสุดอลังการกว่า 20 ลำจะล่องลอยเหนือแม่น้ำโขง เป็นภาพที่สุดประทับใจ....ดูรีวิวนี้จบแล้ว รีบจองตั๋วเดินทาง และ โรงแรมล่วงหน้าได้เลยครับ  ใกล้วันเทศกาล ห้องแน่นทุกปี รับประกันความประทับใจจริง ๆ 

และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องห้ามพลาดในการมาเยือนนครพนม นั่นคือการได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีีชีวิตของ ชาวผู้ไทย โดยเฉพาะที่ อำเภอเรณูนคร ต้องหาโอกาสไปชมการการฟ้อนผู้ไทยที่งดงาม มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยท่วงท่ารำ พร้อมสักการะองค์พระธาตุเรณูอันศักดิ์สิทธิ์

 

และเหนือสิ่งอื่นใด การได้มากราบพระธาตุพนม พระบรมธาตุอันเก่าแก่อายุกว่าพันปี ซึ่งเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของประชาชนสองฝั่งโขง คือสิริมงคลสูงสุด ที่ทุกคนเมื่อได้มาเยือนดินแดนแห่งนี้พึงกระทำ และที่นี่คือนครแห่งความสุข “นครพนม”

ขอกล่าวคำอำลาด้วยภาพ ครอบครัวช้างน้อย จากด่านชายแดน – แขวงท่าแขก สปป. ลาว ครับ...แล้วเราจะพบกันใหม่ครับ...ขอให้ทุกท่านโชคดี

เกี่ยวกับผู้เขียน

445 views

0

แบ่งปัน

ไฮไลท์ทริป

20 มิถุนายน 2562
เที่ยวเชียงราย ในมุมมองที่แตกต่าง
01 สิงหาคม 2562
ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ได้ความรู้ จ. ลพบุรี
18 กรกฎาคม 2562
เที่ยวสุโขทัย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีไทย
11 กรกฎาคม 2562
ชวนเที่ยว ประจวบคีรีขันธ์ เมืองน่าเที่ยว ได้ความรู้มากมาย
13 มิถุนายน 2562
พังงา ความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชนต่างสายพันธ์ุที่หลากหลาย
30 พฤษภาคม 2562
ชวนเที่ยวสิงห์บุรี เมืองคนดีวีรชนคนกล้า ท้าให้มาลองสัมผัส
25 กรกฎาคม 2562
ท่องเที่ยวไทย เก๋ไก๋ ได้ความรู้ จ.นครราชสีมา
08 มิถุนายน 2562
ของดี เมืองชัยนาท ต้องห้ามพลาด