ย้อนกลับ

หมวกมุงเมือง

ในยุคที่ประเทศไทยในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นมีการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมใหม่ โดยจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485การสวมหมวกก็เป็น1ใส่รองเท้าก็จัดอยู่ในจัดระเบียบการดำเนินชีวิตของคนไทยให้เป็นแบบอารยประเทศโดยในอดีตในสมัยที่ยังรบโดยใช้ดาบกันอยู่นั้นนักรบก็จะสวมหมวกที่สานด้วยหวายลงรักจารอักขระคาถาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเรียกว่า "กุ๊บละแอ"ซึ่งปัจจุบันหาดูได้ยากมาก นอกจากนี้คนเมืองแพร่จะใช้ผ้าหัว(ผ้าขาวม้า)ผู้ชายนิยมโพกส่วนผู้หญิงก็จะคลุมศรีษะเวลาออกแดดจ้าๆเรียกว่า "ว่อม" ในช่วงการสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่นี้คนเมืองแพร่โดย เฉพาะผู้ชายก็นิยมสวมหมวกสักหลาด2ชนิดชนิดแรกเป็นหมวกปีกค่อนข้างกว้าง ทรงGAMBLERสีดำ ยี่ห้อ"วินสัน" เรียกติดๆปากกันว่า"หมวกวินสัน"ชนิดที่2 ก็เป็นหมวกสักหลาดเหมือนกันแต่ทรง FADORAสีน้ำตาลคาดริปปิ้นผ้าสีขาว ยี่ห้อ จอนสัน เรียกติดๆปากกันว่า"หมวกจอนสัน" ราคาสมัยนั้นก็สูงถึง 3ถึง400บาทเลยที่เดียว ส่วนเด็กๆที่กำลังศึกษาอยู่นั้นก็สวมหมวกกะโล่สีขาวไม่หุ้มหรือบุผ้าข้างใน(เหมือนของพวกข้าราชการ) สวมไปโรงเรียนกันจะไม่นิยมสวมในขณะขี่จักรยานเพราะน้ำหนักที่เบาทำให้ตกแตกได้ง่าย นอกจากนี้วัยรุ่นช่วงปี พ.ศ. 2510นั้น
ก็จะสวมหมวก "flat cap" หรือ หมวกติงลี่ ส่วนพวกผู้หญิงเมืองแพร่ไม่ค่อยนิยมสวมหมวกกันสักเท่าไหร่นักสาวๆรุ่นใหม่ก็หันมาไว้ผมบ๊อบตามที่รัฐบาลประกาศ นิยมดัดผมกันเป็นอันมากไม่นิยมเกล้าผมเป็นมวยเหมือนในอดีต สมัยนั้นการดัดผมนั้นจะดัดโดยใช้ที่ดัดผมที่ทำจากเหล็กเผาไฟให้แดงจึงนำมาดัดเรียกว่าทรงคลื่น แต่คนเมืองเรียก "ทรงดอกต๋าล่อม"กัน หน้าเสียดายมากที่หนุ่มสาวสมัยนั้นก็กลายเป็นคนแก่สมัยนี้การแต่งกายแบบในอดีตก็ยังพอมีให้เป็นอยู่บ้างแต่น้อยมากจึงจัดทำบทความเรื่องนี้เพื่อที่จะเป็นการอนุรักษ์มนต์เสนห์ของจังหวัดเล็กๆปแห่งนี้ที่เรียกว่าแพร่สืบต่อไป

หมวกกะโล่แบบที่นักเรียนสวมเวลาไปโรงเรียน

สมัยก่อนหมวกนิยมสวมทุกสถานที่ทุกงานจากรูปจะเป็นหมวกติงลี่และหมวกจอจอนสัน

1,630 views

3

แบ่งปัน

มิวเซียมในจังหวัดแพร่