ย้อนกลับ

เที่ยวลพบุรี...ดีต่อใจ...ได้ความรู้

ท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋ ได้ความรู้ จ. ลพบุรี

ทริปนี้ผมจะชวนทุกท่านตามกระแสละครดังแห่งยุค บุพเพสันสิวาส “ออเจ้า” ปลุกกระแสคนไทยย้อนชื่นชมอดีต เมืองพระนารายณ์ จ.ลพบุรี เพื่อมาต่อยอดความรู้ทางประวัติศาสตร์จากละครที่พึ่งจบไป เรียกว่า “ละครจบ แต่การใฝ่รู้หาจบไม่”  ปกติใครมาเที่ยว ที่นี่ส่วนใหญ่จะไปเที่ยวที่ พระปรางค์สามยอด ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คหลัก ของ จ.ลพบุรี ...แต่..รีวิวนี้จะเน้นพาเที่ยวแบบเจาะลึก นอกเหนือจากการเที่ยวพระราชวังโบราณในสมัยพระนารายณ์ กันหน่อยนะครับ .......เริ่มจากหาที่จอดรถให้เรียบร้อยแล้วซื้อบัตรผ่านประตู แล้วตามมาเลยครับ....รีวิวนี้ถ่ายภาพไว้เมือ 18/4/2561 นะครับ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เปิดวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.

โบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เปิดบริการวันจันทร์ – วันอาทิตย์ 09.00-16.30 น.

ค่าเข้าชมชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท *นักเรียนนักศึกษาในเครื่องแบบ, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ภิกษุสามเณรและนักบวชในศาสนาต่าง ๆ ไม่เสียค่าธรรมเนียมเข้าชม

 

แนะนำให้มาเที่ยวกันเช้า ๆ อากาศดี ไม่ร้อนครับ เดินถ่ายภาพกันสนุกสนานมาก ๆ ช่วงแรกเดินถ่ายภาพ อาคารเก่าของพระนารายณ์ราชนิเวศน์กันก่อนครับ พระที่นั่ง และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มากมาย เป็นพระราชวังโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีความสำคัญและมีคุณค่าทางด้านสถาปัตยกรรมแสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ในสมัยหนึ่งของเมืองลพบุรี.......ตามมาชมกันยาว ๆ เลยครับ

โซนนี้เป็น บริเวณกลุ่มอาคาร สิบสองท้องพระคลัง เป็นที่เก็บสินค้า หรือสิ่งของเพื่อนใช้ในราชการ

ตรงนี้เป็น อาคารรับรองแขกเมือง  เป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับคณะราชฑูตชาวต่างประเทศ (อยู่ระหว่างการบูรณะ)

เราจะสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมยุคนี้ ช่องประตู หน้าต่าง จะเป็นซุ้มโค้งทรงกลีบบัว ครับ

ตึกพระเจ้าเหา (หลายคนคงเคยพูดเปรียบเปรยของเก่า ๆ โบราณ ๆ ว่า สมัยพระเจ้าเหา..นี่แหล่ะครับ ของจริงเลย)....เป็นหอพระประจำพระราชวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ แห่งนี้นั่นเองครับ

ในอดีตคงอลังการงานสร้างมากนะครับ โชคดีที่วันนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ยังดูแลรักษาเป็นอย่างดี ให้พวกเราได้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์แบบสัมผัสได้จริงครับ

ดูจากปูนปั้นลวดลายไทยเหนือซุ้มหน้าต่าง และช่องหน้าต่างโค้งแบบกลีบบัวแบบยุโรป ดูสอดคล้องลงตัวอย่างงดงามมากครับ

โรงช้างหลวง ก็เหมือนโรงรถ ของพระมหากษัตริย์ นั่นแหล่ะครับ จะอยู่ด้านหน้าประตูพระราชวัง มีทั้งหมด 10 โรง เป็นที่อยู่ของช้างพระที่นั่ง และช้างหลวง สำหรับใช้ในราชการเสด็จประพาสป่าล่าสัตว์

ทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นกลาง (ประตูกลาง) วันธรรมดา ก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวกันเรื่อย ๆ ครับ

ทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นกลาง (ประตูแรก) ทางนี้เราจะเดินเข้าสู่ พิพิธภัณฑ์

ที่เห็นคือ พระที่นั่งจันทรพิศาล อดีตเป็นที่ประทับออกว่าราชการแผ่นดินและประชุม องคมนตรี ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เรื่อง“ประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” น่าสนใจมากมายครับ  ...ตามเข้าไปดูด้านในกันดีกว่าครับ

ภายในจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญ และโบราณวัตถุที่มีความเกี่ยวข้องกับรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ภาพการเข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 ต่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่พระบรมมหาราชวัง พระนครศรีอยุธยา

ประติมากรรมสัญลักษณ์ฤดูใบไม้ผลิ หรืออาจจะเป็นรูปเทพธิดาแห่งดอกไม้

ตู้พระธรรมสมัยโบราณ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้รวบรวมเอาไว้เมื่อครั้งเป็นนายกราชยบัณฑิต

วัตถุโบราณเก่า ๆ ที่จัดแสดง ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

ธรรมมาสโกษาปาน ทำจากไม้แกะสลักลายกระจังขนาดใหญ่ ดูเหมือนกระทงรองรับเรือนบุษบก งดงามจริง ๆ ครับ

เดินตามรอยประวัติศาสตร์มาเรื่อย ๆ มาถึง พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นอาคาร 3 ชั้น จัดแสดงนิทรรศการถาวร เกี่ยวกับพัฒนาการเมืองลพบุรี ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยปัจจุบัน

เดินเข้ามาด้านใน แอร์เย็นฉ่ำ คลายร้อนได้อย่างดีเลยครับ ภายในชั้น 1 นั้น เป็นการลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุประมาณ 3500 ปีมาแล้วครับ

ต่อเนื่องมาจนถึงยุคสมัย ยุคต้นประวัติศาสตร์ หรือสมัยทาราวดี และการเริ่มติดต่อสัมพันธ์ กับดินแดนโพ้นทะเลในช่วง พุทธศตวรรษที่ 12-16

โดยจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่พบจากแหล่งต่าง ๆ ใน จ.ลพบุรี

รูปปั้นพระวิษณุ อายุราว พุทธศตรวรรษที่ 12-13  พบที่ศาลพระกาฬ จ.ลพบุรี ...ใครที่เคยเข้าไปเดินถ่ายภาพในศาลพระกาฬ กลางเมืองลพบุรี พอจะนึกออกนะครับ ว่า รูปปั้นองค์นี้น่าจะมีประวัติยาวนาน ตามองค์พระปรางค์แน่ ๆ 

หัวสิงห์ปูนปั้น  อายุราว พุทธศตรวรรษที่ 16-17  พบที่สถูปหน้าที่ทำการ ปณ.ลพบุรี คนลพบุรี น่าจะพอนึกออกว่า ปณ. ลพบุรี อยู่ตรงไหนเนอะ

โครงกระดูกมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ขุดพบได้ที่ แหล่งโบราณคดีท่าแค อ.เมือง ลพบุรี

ตุ๊กตาดินเผาโบราณ รูปแบบต่าง ๆ

บริเวณชั้น 2 จัดแสดง ศิลปเครื่องปั้นที่ได้รับอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมขอม สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงยุครัตนโกสินทร์ ครับ

พระพุทธรูปดินเผาปางไสยยาสน์ ลงรักปิดทอง สมัยอยุธยาตอนปลาย ราวพุทธศตรวรรษที่ 22-23  มีความงดงาม และสมบูรณ์มากครับ

อาวุธในรูปแบบต่าง ๆ  ทั้ง ดาบ หอก ง้าว โล่ ตะขอ ปืน ฯลฯ ของจริงเลยครับ

ห้องนี้รวบรวมหินแกะสลักศิลปะเขมร ที่ค้นพบที่ลพบุรี เก่าจริง และสภาพสมบูรณ์ งดงามมากครับ

ตามผมขึ้นมาชั้น 3 กันต่อเลยครับ  ห้องนี้จัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนะธรรม และพระราชประวัติ ครับ

พระแท่นบรรทม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

อาคารไม้สักโบราณสวยงาม สีเขียวที่อยู่ด้านหน้าทางเข้านี่ ปัจจุบันเป็นสำนักงาน นะครับ....ออกจากที่นี่เดี๋ยวเราไปเที่ยวที่อื่นใกล้ ๆ กันต่อดีกว่าครับ

เดินถ่ายภาพ ย้อนอดีตกันเพลินเลยครับ เดี๋ยวเราไปเที่ยว บ้านหลวงรับราชฑูต หรือ บ้านวิชาเยนทร์ กันต่อดีกว่าครับ อยู่ใกล้ ๆ กันในเมืองนี่แหล่ะครับ ให้ GPS นำทางได้เลย ชาวไทย และต่างประเทศ มาเที่ยวที่นี่เรื่อย ๆ ครับ

คนไทยซื้อบัตรผ่านประตู 10 บาทแล้วตามเข้ามาเลยครับ บ้านวิชาเยนทร์ อยู่บนถนนวิชาเยนทร์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ห่างจากเ ทวสถานปรางค์แขกประมาณ 200 เมตร เปิดบริการวัน พุธ – อาทิตย์ เวลา 8.30 – 17.00 น.

บ้านวิชาเยนทร์ หรือ บ้านหลวงรับราชทูต สร้างขึ้นเพื่อใช้ต้อนรับคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2228 ในสมัยแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์ อีกทั้งยังเป็นบ้านพักที่เมืองลพบุรี ของท้าวทองกีบม้า กับสามี เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือ หลวงสุรสาคร (คอนสแตนติน ฟอลคอน) สมุห์นายกชาวกรีก คนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ อีกด้วย

คอนสแตนติน ฟอลคอน คือชื่อเดิมเมื่อครั้งท่านเข้ามารับราชการ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์  ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” ด้วยเพราะทำความดีความชอบไว้มาก และได้รับพระราชทานที่พักอาศัยให้อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของบ้านหลวงรับราชทูต จึงเป็นที่มาของชื่อบ้านวิชาเยนทร์ นั่นเอง

ลักษณะของสถาปัตยกรรมในบ้านหลวงรับราชทูต บางหลังเป็นแบบยุโรปอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาคารใหญ่ทางทิศตะวันออกก่ออิฐถือปูนสูง 2 ชั้น หน้าต่างและซุ้มประตูแสดงให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกแบบ เรอเนสซองส์ ซึ่งเจริญแพร่หลายในระยะเวลาเดียวกัน และที่สำคัญอีกคือ อาคารที่เป็นโบสถ์คริสต์ศาสนา ผังและแบบของโบสถ์เป็นแบบยุโรป มีซุ้มประตูหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้ว มีเสาปลายเป็นรูปกลีบบัวยาว ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทย ซึ่งถือว่าเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนา หลังแรกในโลกที่ตกแต่งด้วยลักษณะการผสมผสานของโบสถ์ทางศาสนาคริสต์ และพระพุทธศาสนา

ห้องอาหาร มีห้องชั้นใต้ดิน เอาไว้เก็บไวน์ ...ลองนึกภาพย้อนไปหลายร้อยปีดูแล้วกันครับ ว่าที่นี่จะหรูหราขนาดไหน

ช่วงนี้ คนไทย จะแต่งชุดไทยมาเที่ยว โบราณสถานกันเยอะดีครับ ถือว่าละครไทยช่วยปลุกจิตสำนึกคนไทย ให้ย้อนกลับมานิยมแฟชั่นแบบไทยเดิมดีจริง ๆ วันหยุด จะเห็นคนใส่ชุดไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาเที่ยวถ่ายภาพกันมากมายครับ

เรื่องสำคัญที่อยากบอกให้เพื่อน ๆ จดใส่ปฏิทินไว้ลวงหน้าเลยก็คือ ช่วงกลางเดือน กุมภาพันธ์ (คอยติดตามข่าวอีกที)  เขาจัดงาน แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วย ขอบอกเลยว่าน่าเที่ยวมาก ชาวบ้านร้านตลาดเขาแต่งกายด้วยชุดไทยกันทั้งเมืองเลยนะ สวยงามน่าอนุรักษ์ดี ช่วงปลายฤดูหนาวอากาศเย็น ๆ  ใส่ชุดไทยมาเที่ยว ชิม แชะ แชร์ ในบ้านยากาศย้อนยุค กันชิล ๆ ดีนะครับ

ออกจากบ้านวิชาเยนทร์ เรามาเที่ยวกันต่อที่ พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ กันดีกว่าครับ การเดินทางหาไม่ยากเลย ตั้งพิกัด gps มาที่วัดเชิงท่า ครับ อยู่ในเมืองนี่เอง พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ตั้งอยู่ภายใน วัดเชิงท่า  ต. ท่าหิน อ.เมือง จ.ลพบุรี นี่เองครับ

พระครูโสภณธรรมรัต หลวงพ่อถม เจ้าอาวาสวัดเชิงท่า สร้างเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่าทางศาสนา ศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ให้ผู้ที่สนใจศึกษาได้ รวมทั้งได้รับความรู้ในเวลาเดียวกัน ให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมเรื่องพระพุทธศาสนา  และโบราณวัตถุ เปิดทุกวันตั้งแต่ 8.30 – 16.30 น. โดยไม่เก็บค่าเข้าชม ซึ่งถือว่าช่วยส่งเสริมวิชาการ ศิลปวัฒนธรรม ให้กับชาวไทย และชาวต่างประเทศเป็นอย่างดี

วันนี้ผมเที่ยวถ่ายภาพสนุกมาก ตั้งแต่เช้ายันเย็นเลย คืนนี้เลยเลือกที่จะพักบ้านที่อยู่นอกเมืองซักหน่อย อยากได้ฟิล ทุ่งนา ป่า เขา ม้า วัว กระบือ ประมาณนั้น....สุดท้ายเลือก วัลลภาฟาร์มสเตย์ คือที่พักผ่อนสำหรับคืนนี้ของผมครับ

วัลลภาฟาร์ม นอกจากจะเป็นฟาร์มม้าที่เหมาะกับการท่องเที่ยวแนว ฟาร์มสเตย์ แล้ว ยังมีร้านอาหาร บรรยากาศ วิวทุ่งนา จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ ที่นี่ก็คือคือ อาชาบำบัด ที่จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกสมาธิบนหลังม้า เหมาะสำหรับเด็กสมาธิสั้น และเด็กพิเศษครับ เด็กทั่วไปก็ขี่ม้าสนุก ๆ ได้นะครับ

กิจกรรมต่าง ๆ มีให้เลือกเยอะแยะ เช่น การขี่ม้า, การนั่งรถอีแต๋นชมทุ่ง, การทำไข่เค็มดินสอพอง, การนั่งรถม้าไปไหว้พระ, การสาธิตการทำนา, เก็บไข่ไก่จากฟาร์ม, การปั้นดิน

การเดินทางมาพัก วัลลภาฟาร์มสเตย์  ไม่ยากครับ ตั้ง gps มาได้เลย ตามที่อยู่ : ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี ครับ

ตื่นแต่เช้ารีบออกเดินทางต่อ ไปจุดหมายต่อไป ที่ไหนยังไม่บอก คอยติดตามชมกันครับ คอนเฟิร์มว่า ได้ชมภาพ สวย สนุก ได้ความรู้ แน่นอน....แล้วเราจะพบกันอีกครับ.....โชคดีมีเงินใช้ทุกท่านครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน

436 views

0

แบ่งปัน

ไฮไลท์ทริป

18 กรกฎาคม 2562
เที่ยวสุโขทัย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีไทย
20 มิถุนายน 2562
เที่ยวเชียงราย ในมุมมองที่แตกต่าง
08 มิถุนายน 2562
ของดี เมืองชัยนาท ต้องห้ามพลาด
25 กรกฎาคม 2562
ท่องเที่ยวไทย เก๋ไก๋ ได้ความรู้ จ.นครราชสีมา
11 กรกฎาคม 2562
ชวนเที่ยว ประจวบคีรีขันธ์ เมืองน่าเที่ยว ได้ความรู้มากมาย
27 มิถุนายน 2562
เสน่ห์นครพนม เที่ยวแล้วติดใจ ต้องมาอีกแน่นอน
30 พฤษภาคม 2562
ชวนเที่ยวสิงห์บุรี เมืองคนดีวีรชนคนกล้า ท้าให้มาลองสัมผัส
13 มิถุนายน 2562
พังงา ความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชนต่างสายพันธ์ุที่หลากหลาย