ย้อนกลับ

ประจวบฯ เหมาะสโลว์ไลฟ์สายชิลที่สุด

ชวนเที่ยว ประจวบคีรีขันธ์ เมืองน่าเที่ยว ได้ความรู้มากมาย

ทริปนี้ปลายทางภารกิจหลักผมอยู่ที่หัวหิน  เช่นเคยครับถือโอกาสใช้วันหยุดสุดสัปดาห์เที่ยวตระเวนละแวกนี้ซักหน่อย ใครๆ ก็คงจะมาหัวหินกันบ่อยแล้ว ผมเองก็มาหัวหินบ่อยมาก ๆ บ่อยจนนึกไม่ออกแล้วว่าอยากจะไปไหนอีก 555

เพื่อความสดใหม่และขอรำลึกความหลังครั้งยังเยาว์ กลับไปเที่ยวเมืองประจวบแถวๆ อ่าวมะนาวซักหน่อย ....โดนรับน้องครั้งแรกแบบแสบๆ คันๆ ก็โดนที่นี่ พาสาวมาเที่ยว ตจว ครั้งแรกก็แถวๆ นี้ 555 กลับไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงซักหน่อยก็น่าจะดี....ภาพชุดนี้ถ่ายเมื่อ 6 พค 2561 นะครับ

ก่อนออกจากหัวหิน ตื่นแต่เช้าแวะไปเดินเล่นแถวๆ สะพานปลา ตรงสุดซอยหัวหิน53 เก็บแสงเช้า สังเคราะห์แสงเพิ่มวิตามินดีกันซักหน่อยซักหน่อยถือเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างมีคุณภาพนะคร้าบ 555

บรรยากาศแถวๆสะพานปลา ใครๆ ก็ตื่นแต่เช้าออกมาทำมาหากินกัน

สะพานปลาเก่า ในอดีตที่เคยเป็นท่าเทียบเรือประมง มีทั้งชาวเรือ และพ่อค้าปลา คึกคัก ตอนเช้ามืดทุกวัน แต่วันนี้ผุพังไปตามกาลเวลา แต่ยังคงสวยงาม และเป็นจุดถ่ายภาพที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งในเมืองหัวหิน...รักถ่ายภาพจริงต้องตื่นเช้า ๆ กันหน่อยนะครับ

ถ่ายรูปเล่นจนเวลาสายแล้ว เริ่มหิวไปหาอาหารเช้ากินกันครับ ร้านนี้ผ่านไปผ่านมาหลายรอบไม่ได้แวะซักทีวันนี้อยู่ใกล้ๆ ได้จังหวะแวะซะเลย ร้านบ้านถั่วเย็นอยู่ใกล้ๆ ซอย 51ครับ เปิด GPS ไปได้เลย จากสะพานปลาไปนิ๊ดเดียว

มาร้านนี้ก็ต้องกินถั่วซะหน่อย ผมเลือกเป็นถั่วแดงเย็นละกัน...หวานนิด หอมหน่อย ชื่นใจ สไตล์ไทยแลนด์ครับ

สำหรับมื้อเช้าต้องนี่เลยครับ ปาท่องโก๋กรอบ ๆ จิ้มกับแยมถั่วแดงราดนมสด อร่อยลงตัวจริง ๆ ครับ

ตามด้วยโจ๊กทรงเครื่องหนัก ๆ แบบนี้อีกชาม ไม่อิ่มก็ไม่รู้ว่าไงแล้วครับ...จบข่าว...สบายพุงกันไป..ฮ่า ๆ...เมนูนี้ห้ามพลาดนะครับ (เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดีนะ)

อ่ะ...ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมจัดเผื่อแซนวิททูน่าไปกินบนรถอีกนิ้ดก็ไม่ผิดกติกา ...555..ของเค้าอร่อยจริง..ใครไม่รู้บอกไว้ว่า "อย่าไปหวังน้ำบ่อหน้า"

ที่กินเยอะขนาดนี้เพราะว่าวันนี้ ผมจะต้องใช้พลังงานกันอีกเยอะครับวันนี้มีแผนยาวๆ เต็มวัน โดนตอนเช้าเราจะไปถ้ำพระยานคร กันก่อนแล้วค่อยไป อุทยานประวัติศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอตอนบ่าย จากตัวเมืองหัวหินไปถ้ำพระยานคร ให้ตั้ง GPS ไปหาดบางปูได้เลย ประมาณ 50กิโลหน่อยๆใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงก็ถึงครับ ถ้ามาเจออนุสาวรีย์ปูนี่ก็แปลว่ามาถูกที่แล้วครับ เลือกเอาได้เลยว่าจะนั่งเรือไปหรือจะเดินข้ามเขาไปนะครับ

ผมเลือกนั่งเรือแน่นอน ขอเก็บพลังงานในร่างกายไว้ใช้ทางอื่นดีกว่า  ค่าเรือตกลำละ 300 บาทถ้าจะไม่ผิดนะครับ รอไปพร้อมๆ กันหลายๆ คนก็หารกันไป มีเรือรับส่งทั้งไปและกลับนะครับ พร้อมแล้วเดินลงหาดไปขึ้นเรือกันเลย

ทางเดินขึ้นเขาชันหน่อยยาว 430เมตร ตามที่ป้ายบอกไว้ วันร้อนๆ นี้บอกได้เลยว่าเปียกครับ น้ำผมหมดขวดตั้งแต่ยังไม่ถึงถ้ำเลย ...ใครอยากเบิร์นพลังงาน ลดน้ำหนัก ล่ะก็มาที่นี่ไม่ผิดหวังครับ..ฮ่า ๆ  

แล้วก็มาถึงปากถ้ำแล้วครับ....(เหมือนใกล้ ๆ สบาย ๆ เนอะ)...555

พระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ สวยงามแปลกตาขัดกับสภาพแวดล้อมรอบๆ  มัคคุเทศก์น้อยอายุ10 ขวบ บอกว่าถ้าพี่อยากจะได้ภาพที่แสงลงตรงพระที่นั่งพอดีพี่ต้องมาหน้าหนาวนะคับ...ทำไม่เอ็งเพิ่งมาบอกพี่ตรงนี้ว๊า 5555

เดินสำรวจไปรอบๆ ค้นหามุมมองใหม่ๆ กันบ้างนะครับ

อีกซักรูป ก่อนเดินกลับลงไปด้านล่างครับ

เดินกลับออกมาพักกินน้ำกินขนมที่ร้านค้าให้หายร้อนหายเหนื่อยแล้วนั่งเรือกลับมาที่หาดบางปู จากนั้นก็ออกเดินทางไปอุทยานประวัติศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ กันต่อเลยตั้ง GPS จากหัวหินไป ใช้เวลา 1ชั่วโมง กับระยะทางราวๆ 75 กิโลเมตร อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งนี้ตั้งอยู่บนสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ซึ่งครั้งหนึ่งในหลวงรัชการที่4 (พระบิดาของวิทยาศาสตร์ไทย) เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ 2411 ซึ่งท่านได้ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วถึง 2 ปี

บริเวณอุทยานกว้างมากกกก ต้องใช้รถส่วนตัวในการเที่ยวชมนะเดินไม่ไหวแน่นอน อุทยานฯแบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลักๆ ตามนี้ 1. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ 2. กิจกรรมค่ายหว้ากอ 3. สวนผีเสื้อ 4. อาคารดาราศาสตร์และอวกาศ 5. พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4....แดดร้อนมากหาที่ร่มๆ จอดรถแล้วเข้าไปเดินตากแอร์ข้างในกัน

ตามผมมาเลยครับ...พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าถึงบ่าย 4 โมงเย็น ค่าเข้าชม เด็ก 20 บาทผู้ใหญ่ 30 บาท ครับ

จากขุนเขาสู่สายน้ำ ส่วนจัดแสดงส่วนนี้จำลองบรรยากาศป่าต้นน้ำ ป่าฝนเขตร้อนที่มีความหลากหลายทั้งชนิดพืชและสัตว์ เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนของโลกที่เกื้อกูลต่อสิ่งมีชีวิตและเป็นพื้นที่รับน้ำฝนที่ตกลงมา ดูดซับและค่อย ๆ ระบายผ่านร่องน้ำลำธารน้อยใหญ่ลงสู่พื้นที่ราบแอ่งน้ำต่าง ๆ และไหลระบายลงสู่ทะเล ระบบนิเวศน้ำจืด ประกอบด้วยระบบนิเวศน้ำไหล บริเวณลำธาร น้ำตก บริเวณ ต้นน้ำ และระบบนิเวศน้ำนิ่ง เช่น บึง ป่าพรุ เป็นต้น รวมทั้งแหล่งน้ำต่าง ๆ พร้อมหุ่นจำลองของสัตว์ในระบบนิเวศ โดยแสดงถึงแหล่งต้นน้ำและแหล่งน้ำใหญ่ ความสัมพันธ์เชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆ พันธุ์ปลาที่จัดแสดงในส่วนนี้ ได้แก่ ปลาในระบบนิเวศต้นน้ำ ลำธารและน้ำตก ปลาในระบบนิเวศแหล่งน้ำใหญ่ แม่น้ำ ลำคลอง ปลาน้ำจืดที่ไม่มีเกล็ด ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดของไทย ปลาน้ำจืดของไทยที่ใกล้สูญพันธุ์ ปลาที่มีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ ปลาน้ำจืดสวยงามของไทย และปลาน้ำจืดสวยงามต่างประเทศ

ระบบนิเวศแหล่งน้ำใหญ่

พันธ์ปลาน้ำจืด ชนิดต่างๆ ที่พบในประเทศไทย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ สนใจกันมากครับ ปลาบางชนิด บางคนไม่เคยเห็นตัวเป็น ๆ กันเลย นอกจากตอนเป็นอาหารอยู่บนโต๊ะกินข้าวเท่านั้น...ฮ่า ๆ

สีสันแห่งท้องทะเลเป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตสัตว์น้ำตามถิ่นอาศัยในระบบนิเวศน้ำกร่อย และน้ำทะเล เช่น ระบบนิเวศป่าชายเลน และระบบนิเวศหาดทราย หาดหิน แหล่งหญ้าทะเล โลมา พะยูน และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แนวปะการัง ชมปลาเศรษฐกิจ สัตว์ทะเลที่มีพิษและอันตราย ที่อาศัยบริเวณกองหิน ที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล พันธุ์ปลาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ชมดอกไม้ทะเลและปะการังนานาชนิดรวมทั้งสิ่งมีชีวิตรูปร่างแปลก ๆ

ระบบนิเวศป่าชายเลน

ระบบนิเวศชายฝั่ง

ปลาทะเลชนิดต่างๆ มากมาย

พันธุ์ปลาขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ในแนวปะการังฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน

เปิดโลกใต้ทะเล จัดแสดงโลกใต้ทะเลไทย สัตว์น้ำขนาดต่าง ๆ โดยเฉพาะขนาดใหญ่ในถิ่นอาศัยใต้ทะเล ตั้งแต่ผิวน้ำ กลางน้ำ และพื้นทะเล พร้อมทั้งชมนักประดาน้ำให้อาหารสัตว์น้ำในตู้ปลาขนาดใหญ่ และอุโมงค์ปลา

เก๋าใหญ่มากกกกกก

เทียบขนาดให้ดู...ตัวเกือบเท่าเด็กอ่ะครับ

อุโมงค์ใต้ทะเลเดินชมถ่ายรูปกันตามสะดวกเย็นสบายและไม่เปียกเลยซักนิ๊ด..เหมือนเราหายใจใต้น้ำได้เลยนะ...555

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ซึ่งจุดที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับ ขณะเสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่บ้านหว้ากอเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411

อาคารดาราศาสตร์และอวกาศ ประกอบด้วยอาคาร 3 หลังเชื่อมต่อกันและมีชื่อคล้องจองกันเพราะเชียวคือ อาคารพันทิวาทิต อาคารพันพินิจจันทรา และอาคารดาราทัศนีย์

อาคารแรกดาราทัศนีย์ลักษณะของอาคารนี้เป็นโดมทรงสูงเท่ากับตึกเจ็ดชั้น ด้านในเป็นบันไดเวียนค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปด้านบน รวมทั้งมีนิทรรศการเกี่ยวกับพัฒนาการทางดาราศาสตร์ แนวคิดของปราชญ์ในสมัยโบราณที่เกี่ยวกับดวงดาว และชั้นบนสุดก็สามารถชมวิวรอบๆ อุทยานได้ด้วย (แต่ตอนที่ผมไปปิดปรับปรุงอยู่นะครับ)

มุมมองจากชั้นล้างมองขึ้นไปยังชั้นบน (อาคารนี้ไม่ได้เปิดแอร์นะครับ เหมือนอยู่ใน เตาอบ จนได้ที่เลย)

จินตนาการไปว่ากำลังเดินลงบันได้เวียนอันโด่งดัง ที่พิพิธภัณฑ์วาติกันที่กรุงโรม อยู่ ๆ ก็เย็นขึ้นมาเลย 555

วิวัฒนาการทางด้านดาราศาสตร์ไล่ขึ้นไปจากอดีตสู่ปัจจุบัน ข้อมูลเยอะมากนะเดินหมุนไปอ่านไปตาลายเลย

จากอาคารดาราทัศนีย์ที่ชั้น 2 จะมีทางเดินเชื่อมไปยังอาคาร พันพินิจจันทรา เมื่อผ่านเข้าไปก็จะพบกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 4 ที่ทำจากไฟเบอร์กลาส อยู่ในท่าประทับยืน รวมทั้งยังมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์ของพระองค์อย่างเช่นแผนที่ดาว และกล้องส่องดูดาวด้วย

นอกจากนั้นภายในอาคารแห่งนี้ยังเป็นที่จัดแสดงเรื่องราวของดาราศาสตร์ในยุคสมัยต่างๆ ของไทย เริ่มจากยุคสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ และปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ด้วย

ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะเสด็จทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่บ้านหว้ากอเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2411 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 บริเวณชั้น1 อาคารพันพินิจจันทรา

ออกจากอุทยานฯ มุ่งหน้าเข้าอ่าวมะนาว เข้าที่พักที่ผมจองไว้แล้ว  ฟ้าชมคลื่น เป็นอาคารที่พักสวัสดิการของกองทัพอากาศนะครับ แต่เปิดให้คนนอกเข้าไปพักได้ ห้องที่ผมพักคืนละ 1500 บาท รวมอาหารเช้า ติดชายหาด มีสระว่ายน้ำ ห้องกว้างดีถึงจะเก่านิด ๆ แต่ก็สะอาดสะดวกสบายดีทำสำคัญคือสงบมากกกก... ไม่เหมือนชะอำ หรือหัวหินเลย  

ภายในห้องนอน ผมว่า ใช้ได้เลยนะครับ นอนติดทะเล ราคา ห้องแบบนี้ผมโอเคมาก

วิวจากระเบียงห้องนอนเห็นแสงเหนือด้วยนะ....ล้อเล่นนน ๆ  

เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ออกไปเดินเล่นชมชีวิตแสงสีของที่นี่กันครับ.......บริเวณอ่าวประจวบยามเย็น

ถนนคนเดินประจวบ ตรงสะพานสราญวิถี มีเฉพาะวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่ 5 โมงเย็น ถึง 5 ทุ่ม ของกินเยอะมากมื้อเย็นนี้สบายแล้วเรา 

เช้านี้กินข้าวเสร็จแล้วเราจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์กองบิน 53กัน (บางที่ก็เรียกกองบิน 5 นะ) อยู่ติดกับที่พักนี่เลยครับ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติการต่อสู้ของวีรชนชาวกองบินน้อยที่ 5 ที่ได้ร่วมกันต่อสู้อย่างกล้าหาญและสละชีวิตกับกองกำลังญี่ปุ่นที่ยกพลขึ้นบกที่อ่าวมะนาวแห่งนี้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่2 เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางเดินทัพ เพื่อเข้าตีฐานทัพอังกฤษในประเทศพม่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484

พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น อัตราเข้าชมผู้ใหญ่ 40 บาทเด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 80 บาทเด็ก 50 บาท  โดยส่วนจัดแสดงถูกแยกออกเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ 3 หลัง ด้วยกัน

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังที่1

โดยในอาคารจัดแสดงแผนที่จำลองบริเวณกองบินที่5 และประวัติ กองบินที่5 ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ห้องการแสดง แสง สี เสียง จำลองการสู้รบเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ( ชำรุดรอการซ่อมแซม) ...จะไปเที่ยวชมห้องนี้กันยังไงเช็คข้อมูลกันอีกทีนะครับ

รูปปั้น น.ต.ม.ล. ประวาศ ชุมสาย ผู้บังคับการกองบินน้อยที่5 ผู้นำกองกำลังต่อต้านการยกพลขึ้นบกของกองกำลังทหารญี่ปุ่น ด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เมื่อวันที่ 8 -9 ธันวาคม พ. ศ. 2484

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังที่ 2

จัดแสดงเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ห้องนี้จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ ของครอบครัวทหารในสมัยนั้น

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังที่ 3

จัดแสดงประวัติศาสตร์และขั้นตอนการแกะสลัก แท่งหิน

จัดแสดงประวัติความเป็นมาของการได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญของกองบินน้อยที่ 5

จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติและการจำลองสถานที่ทำงานของ ร.ต. สมศรี สุจริตธรรม

ชั้น 2 ของอาคารพิพิธภัณฑ์หลังที่ 3

บริเวณรอบ ๆ อุทยานประวิติศาสตร์ยังมีอนุสาวรีย์ และประติมากรรมหินแกะสลักที่น่าสนใจอีกหลายชิ้น อนุสาวรีย์รายนามผู้เสียชีวิต ทั้ง 42 คนในเหตุการณ์ต่อสู้วันที่ 8 ธันวาคม 

อนุสาวรีย์วีรชน 8 ธันวาคม 2484 จัดสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติประวัติการต่อสู้อันกล้าหาญของทหารอากาศไทย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ.กองบิน 5 แห่งนี้

แท่งหินแกะสลัก ภาพหินแกะสลักทำจากหินทรายเขียวน้ำหนัก 60 ตันจัดสร้างเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของวีรชน 8 ธันวาคม 84 ด้านหน้าเป็นภาพจำลองการต่อสู้เพื่อขัดขวางการยกพลขึ้นบกของกองกำลังญี่ปุ่น

ด้านหลังเป็นภาพจำลองเหตการณ์ การเซ็นสัญญาสงบศึก

มีค่างแว่นแอบอยู่ด้วยนะ ใครไปแล้วหาให้เจอกันล่ะ ....เดี๋ยวเฉลยให้ดูครับ...ตามเที่ยวกันต่อให้จบนะครับ อีกนิดเดียวเท่านั้น...ฮ่า ๆ 

เครื่องบินรบของกองบินน้อยที่ 5 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ เขี้ยวเล็บของชาติไทยในอดีต ยังถูกเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นลูกหลาน ได้มาชมความเป็นมาครับ

ชายหาด และเรือประมงชาวบ้านที่จอดทอดสมออยู่บริเวณด้านหลังอนุสาวรีย์วีรชน

บริเวณใกล้ ๆ รอบเขาล้อมหมวก ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของค่างแว่นถิ่นใต้ สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พศ. 2535 จำนวนมาก อย่ามัวเดินกันเพลิน มองดูดี ๆ เจอแน่ครับ

หน้าตาน่ารักแบบนี้สามารถพบเห็นได้อย่างใกล้ชิดทั่วบริเวณและไม่กลัวคนเลย...เจ้าค่างแว่น เลยกลายเป็นดาราจำเป็นของที่นี่เลยครับ

ก่อนไปหาที่พัก เห็นคำจารึกใต้ฐาน "เอกราช จะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาด เป็นชาติพลี" ...อ่านแล้วขนลุกครับ..ขอกราบหัวใจท่านวีรชนผู้กล้าทุกท่าน มา ณ. ที่นี้ด้วยเลยครับ

ไหน ๆ ก็มาถึงตีนเขาล้อมหมวกแล้วคืนนี้หาที่พักแถวๆ นี้แล้วพรุ่งนี้เราปีนเขากันแต่เช้าดูวิวมุมสูงซักหน่อยแล้วค่อยปิดทริปกลับบ้านกันละกัน.....เขาล้อมหมวกอยู่ในเขตของพื้นที่กองบิน 5 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเดินทางนั้นจะต้องเข้าไปภายในกองบิน แล้วจะมีทางแยกไปเขาล้อมหมวกก่อนที่จะถึงอ่าวมะนาว เมื่อเลี้ยวเข้าทางแยกในกองบินก็ให้ขับตรงไปจนถึงตีนเขา แล้วก็หาที่จอดรถบริเวณนี้ได้เลย

 

ขอเตือนไว้ดังๆ ก่อนเลยใครจะมาเดินออกกำลังกายที่นี่ ว่าเค้าไม่ได้เปิดให้เดินขึ้นยอดเขากันทุกวันนะ จะเปิดเฉพาะวัดหยุดยาวตามตารางด้านล่างเท่านั้น (เช็คกับทางเพจ เที่ยวประจวบ ก็ได้ครับ) เพราะฉะนั้นวางแผนกันให้ดี ๆ วันหยุดที่ผมไปคนเยอะมากกกกกกกกกกก กอไก่ 2ล้านตัว!!!.... ใช้เวลาเดินๆ หยุดๆ ไป 3 ชั่วโมงหน่อยๆ (จากบันไดขั้นแรกจนถึงยอด จากที่น่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง) ดังนั้นควรจะเริ่มออกเดินเช้าๆ ยิ่งได้เดินเป็นกลุ่มแรกๆ ยิ่งดีเพราะจะได้ไม่ติด ไม่ต้องเข้าคิวรอกันบนเขาให้เสียอารมณ์ รองเท้าฟองน้ำไม่รอดแน่นอนทิ้งไว้ข้างล่างได้เลย เตรียมรองเท้าเดินพื้นหนาๆ ใส่สบายๆ มา ถุงมือมีขายที่จุดลงทะเบียน ซื้อติดมาด้วยรับรองได้ใช้แน่นอน หมวกกันแดด น้ำดื่ม ติดมาให้พร้อม ขนมนิดหน่อยติดตัวไว้กินเพิ่มพลังระหว่างทาง (เราเตือนท่านแล้วนะ555)  อย่าลืมเก็บขยะของตัวเองลงมาด้วยนะครับอย่างเอาไปทิ้งข้างบนให้เป็นภาระสังคมเด็ดขาด

ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้วไปกัน เห็นยอดเขาอยู่ลิบๆ นู้นละปลายทางของเรา…ไฮไลท์ ของทริปนี้ อยู่บนโน้นจร้า

เจ้าบ้านมารอต้อนที่หัวบันได้เลย.......ทางช่วงแรกก็จะชิวๆ เดินขึ้นบันไดชมนกชมไม้ชมวิว 2 อ่าวไปเรื่อย ๆ

พอหมดบันได้ก็ต้องเริ่มออกแรงกันมากขึ้น บางช่วงก็เดิน 2 ขา บางช่วงก็ต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (2 แขน 2 ขา)  ก็ว่ากันไปตามที่สะดวกแล้วกันครับ..555

ถึงยอดเขาล้อมหมวก แล้ว เอิ่ม...นี่ทัวร์จีนลงรึป่าว ….เขาล้อมหมวกไม่น่าดังขนาดนั้นนะ 555  อย่างที่บอกว่าวันนั้นคนเยอะมากกกก ความชิวอย่าไปพูดถึงเอาแค่ระวังอย่าไปเหยียบหัวแม่เท้าคนข้างๆ ให้ได้ก่อนก็พอแล้ว มองโลกในแง่ดีไว้ครับมากันเยอะๆ ไม่มีเหงาหาเพื่อนใหม่ไประหว่างทาง แบ่งขนมกันกินสนุกจะตาย...ไม่แน่นะ อาจจะเจอเนื้อคู่บนนี้ก็ได้... 555

จุดชมวิวด้านล่าง คือ ฝั่งอ่าวประจวบฯ จากยอดเขาล้อมหมวก นะครับ....เห็นภาพนี้แล้วหายเหนื่อยเลย...อยากให้ทุกท่านมาเที่ยวกันจริง ๆ เลยครับ...รับรองประทับใจแน่นอน

เสพความงดงามของยอดเขาล้อมหมวก กันเต็มปอดแล้ว  ก็ได้เวลาลงเขาแล้ว....ขาลงก็ไม่ต่างจากขาขึ้นซักเท่าไหร่ ต่อคิวกันลงไปใจเย็นๆ ได้ลงทุกคนคร๊าบบบ 

 

กว่าจะกลับมาถึงรถ เล่นเอาหมดพลังเลยครับ...ทริปนี้เป็นสุดสัปดาห์ที่ใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว ได้เวลาเดินทางกลับกันซักที่ แต่ขอแวะเติมคาเฟอิน และความหวานซักนิดก่อนจะอำลากันนะครับ....แวะร้านกาแฟซักนิดก่อนจะยิงยาวเข้ากรุงเทพม้วนเดียวเลยครับ

บรรยากาศภายในร้านฝั่งนี้จะขายช๊อกโกแลตที่ทำกันสดๆ ในร้าน

อีกฝั่งหนึ่งจะเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟบรรยากาศกว้าง ๆ สว่างๆ หน้าต่างบานใหญ่ ๆ รอบด้านเลย

ตอนนี้ผมต้องการความหวาน และความเย็นแค่ไหนให้ดูจากอาหารที่สั่งนะครับ

เค้กสตอเบอร์รี่ชิ้นละ 120 ส่วนกาแฟนี่จำไม่ได้จริงๆ  ..... สำหรับทริปนี้ ผมขอ ลาทุกคนไว้แต่เพียงเท่านี้นะครับ.....จนกว่าจะพบกันใหม่โอกาสหน้านะครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน

231 views

0

แบ่งปัน

ไฮไลท์ทริป

27 มิถุนายน 2562
เสน่ห์นครพนม เที่ยวแล้วติดใจ ต้องมาอีกแน่นอน
08 มิถุนายน 2562
ของดี เมืองชัยนาท ต้องห้ามพลาด
30 พฤษภาคม 2562
ชวนเที่ยวสิงห์บุรี เมืองคนดีวีรชนคนกล้า ท้าให้มาลองสัมผัส
18 กรกฎาคม 2562
เที่ยวสุโขทัย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีไทย
13 มิถุนายน 2562
พังงา ความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชนต่างสายพันธ์ุที่หลากหลาย
20 มิถุนายน 2562
เที่ยวเชียงราย ในมุมมองที่แตกต่าง