ย้อนกลับ

สุพรรณบุรีที่ตราตรึง

ไปไหมแจ่มจันทร์ ไปเที่ยวสุพรรณบ้านพี่ เมืองสุพรรณบุรี มีของดีมานาน

เพลงอีแซวหนุ่มสาว หอดูดาวบรรหาร เจดีย์งามล้ำ ของโบร่ำโบราณ

เขามีงานทุกปี เชิญยอดหญิง อเมซิ่งสุพรรณบุรี...

          เพลงอเมซิ่งสุพรรณบุรี ของเสรี รุ่งสว่าง เป็นบทเพลงเชิญชวนให้ทุกคนมาเที่ยวชมความอัศจรรย์ของสุพรรณบุรี ที่มีไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนครับ เพราะสุพรรณบุรีมีทั้งภาษาถิ่นที่ฟังเหน่อ ๆ อย่างมีเสน่ห์ เพลงอีแซวซึ่งเป็นเพลงพื้นเมืองของจังหวัด หอคอยบรรหารแจ่มใสที่สูงลิบลิ่วมองเห็นแต่ไกล และเจดีย์ยุทธหัตถีที่จัดงานยิ่งใหญ่ทุกปี นอกจากนี้ยังเป็นเมืองกำเนิดเรื่องขุนช้างขุนแผนอันเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี และของชาติไทย สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ ล้วนมาจากความรู้สึกที่ประทับใจของผมที่ได้ไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยว ๓ แห่งในจังหวัดสุพรรณบุรีครับ

 

                                                                           ...ที่จังหวัดสุพรรณก็มีงานวัดป่า               คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์

                                                                           ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา              ให้บุญกุศลรักษามีชีวาสดใส...

          สถานที่แรกที่ได้ไป คือ วัดป่าเลไลยก์ ครับ จากเพลงอีแซวของคณะแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ข้างต้น จะเห็นว่าวัดป่าเลไลยก์นี้มีนักท่องเที่ยวจากหลายสถานที่มากราบไหว้ ปิดทอง และขอพรหลวงพ่อโตซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด ผมจึงมีโอกาสได้เข้าไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต ครั้งแรกที่ผมได้เห็นองค์หลวงพ่อ ผมรู้สึกประทับใจอย่างบอกไม่ถูก และยิ่งได้เข้าไปในวิหาร ผมรู้สึกเย็นใจ สบายตัว เหมือนกับว่าอยู่ในถ้ำที่เย็นสบาย ทั้ง ๆ ที่อากาศข้างนอกนั้นเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นรูปช้างหมอบถวายผลไม้หรืออ้อย และลิงถวายรังผึ้ง อยู่ภาพละฝั่งขององค์หลวงพ่อ เมื่อดูเสร็จ ผมจึงกราบลาหลวงพ่อโต เพื่อจะไปที่คุ้มขุนช้างต่อ ผมเดินอ้อมหลังวิหารหลวงพ่อโตไปพบศาลาเสี่ยงทายที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีความเชื่อลองอธิษฐานแล้วเสี่ยงทายด้วยการยกหิน จากนั้นผมได้เดินไปที่ประตูทางออก ซึ่งมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับวรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผน ผมดูแล้วสวยงามมากครับ แล้วผมจึงเดินออกไปที่คุ้มขุนช้าง ซึ่งเมื่อไปถึงจะเป็นบ้านทรงไทยสมัยเก่าที่ยังดูใหม่อยู่ ภายในคุ้มมีบรรยากาศที่เย็นสบายไม่แพ้ภายในวิหารหลวงพ่อโตเลยครับ รอบ ๆ คุ้มจะมีพิพิธภัณฑ์ครูสุรพลและพิพิธภัณฑ์พระขุนแผน ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางออก เมื่อดูสิ่งต่าง ๆ ภายในคุ้มเสร็จ  ผมจึงรีบวิ่งไปที่รถ เพื่อไปยังสถานที่ต่อไป

 

                                                                                                   ...ถึงนามสามชุกถ้า         ป่าดง

                                                                                         เกรี่ยงไร่ได้ฟ่ายลง                   แลกล้ำ

                                                                                        เรือค้าท่านั้นคง                       คอยเกรี่ยง  เรียงเอย

                                                                                        รายจอดทอดท่าน้ำ                  นับฝ้ายขายของ ฯ...

          สถานที่ต่อมาที่ได้ไป คือ ตลาดร้อยปีสามชุก ครับ จากนิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่ ข้างต้น จะเห็นว่าตลาดสามชุกในอดีตนั้น เป็นตลาดที่ติดแม่น้ำ แม่ค้าจะใช้เรือในการค้าขาย และมีเรือแม่ค้าจอดเรียงรายขายของมากมาย  แต่ปัจจุบันแม่ค้าได้ขึ้นมาค้าขายบนพื้นดิน สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดคือ ความเก่าแก่ของอาคารบ้านเรือนและเป็นร้านขายของ ซึ่งมีทั้งร้านขายของฝาก ร้านขายน้ำ ร้านขายกาแฟ ร้านขายของเก่า ร้านขายอาหาร และร้านอื่น ๆ อีกมากมาย สำหรับอาหารที่ขึ้นชื่อของตลาดร้อยปีสามชุกคือ ข้าวห่อใบบัว ผมไม่ทราบว่าร้านไหนเป็นร้านที่อร่อยที่สุด และเป็นต้นตำรับของข้าวห่อใบบัว แต่ร้านที่ผมได้ไปทาน ทางร้านจะให้ต้มยำมาทานคู่กับข้าว เมื่อผมได้ชิมน้ำต้มยำ ปรากฏว่า อร่อยมากครับ รสชาติถูกใจผมมาก เมื่อผมทานเสร็จผมได้เดินไปซื้อของฝาก และเดินเที่ยวตลาดสักพัก จนไปถึงพิพิธภัณฑ์ บ้านขุนจำนง จีนารักษ์ ที่รวบรวมของเก่า ๆ ไว้มากมาย เมื่อผมออกจากบ้านขุนจำนง ผมเดินไปถึงร้าน ๆ หนึ่งที่เขาจัดหน้าร้านได้ตลกมาก ชื่อ ร้านบ้านโค๊กครับ ลองดูภาพสิครับว่าตลกแค่ไหน (ในความรู้สึกของผมนะครับ) ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะถ่ายรูปกันทั้งนั้น (แต่ไม่แวะเข้าไปในร้าน)  เพียงแค่การจัดหน้าร้านยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวให้แวะดูและถ่ายรูปกันทุกคน แม้กระทั่งตัวผมเอง จากร้านบ้านโค๊กผมจึงเดินกลับไปที่รถ เพื่อไปสถานที่สุดท้าย

 

นึกไว้ทุกนาที ถ้าเขาไปได้ดี แล้วคงไม่มาขี่ควาย

เขานั้นคงแหนงหน่าย เบื่อนั่งหลังควาย เบื่อเคียวเกี่ยวหญ้า...

          สถานที่สุดท้ายที่ได้ไป คือ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ครับ จากเพลงคนดังลืมหลังควาย ของราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ข้างต้น จะเห็นว่าถ้าคนที่อยู่บ้านนอกไปทำงานในกรุงเทพฯ แล้วมีฐานะมากขึ้น เขาจะไม่กลับมาขี่ควายทำนาอีก เพราะเขาเบื่อบ้านนอกที่แสนลำบาก และในปัจจุบัน สภาพสังคมไทยก็เป็นเหมือนกับเพลงข้างต้นไม่มีผิดเลยครับ เมื่อผมมาถึงที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ผมรู้สึกตื่นเต้นมากครับเพราะผมไม่เคยมาเที่ยวที่นี่เลย และอีกอย่างผมต้องการเห็นความสามารถของควายไทยที่ฟังคำสั่งคนแล้วปฏิบัติได้ ผมเคยคิดว่า ถ้าบ้านผมมีพื้นที่พอ ผมจะเลี้ยงควายสักตัวหรือมากกว่านี้ เพราะในความรู้สึกของผม ควายมีความน่ารักและซื่อสัตย์เทียบเท่าสุนัข ถ้าเราเลี้ยงและดูแลควายเป็นอย่างดี การมาเที่ยวในครั้งนี้ ผมจึงประทับใจที่นี่เป็นพิเศษครับ ก่อนการแสดงความสามารถของควายจะเริ่มขึ้น ผมเดินดูควายทุกตัวด้วยความตื่นเต้น ผมพยายามเข้าใกล้และสัมผัสควาย แต่ก็กลัวควายเหมือนกัน ผมจึงหยิบหญ้าให้ควายกินเพื่อสร้างความคุ้นเคย ในที่สุดผมก็ได้สัมผัสควายได้สำเร็จครับ เมื่อผมดูควายเสร็จ  ผมได้เดินไปที่พิพิธภัณฑ์ชาวนา ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเครื่องสีข้าวในสมัยก่อนและอุปกรณ์ในการสีข้าวและทำนาไว้มากมาย มีลุงท่านหนึ่งที่คอยให้ข้อมูลเวลาที่มีคนถามคำถามเกี่ยวกับการสีข้าว และลุงก็ได้สาธิตการสีข้าวและฝัดข้าวให้ดู จากนั้นผมจึงเดินไปที่ลานแสดงควายเมื่อใกล้ถึงเวลาแสดง แต่ก่อนการแสดงควายจะเริ่มขึ้น มีน้องนักเรียนได้แสดงเพลงอีแซวและการละเล่นพื้นบ้านให้ชมก่อน น้องที่แสดงบางคนได้วิ่งมาหาเพื่อนผม เพื่อขอให้ไปร่วมกิจกรรมกับพวกเขาด้วย ในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมมากเลยครับ เสร็จจากน้องนักเรียนแสดง จึงเป็นการแสดงความสามารถของควาย สิ่งที่ผมทึ่งมากก็คือ ควายทำตามที่คนสั่งทุกอย่าง เช่น สั่งให้ควายยกขา สั่งให้สวัสดี สั่งให้ยิ้ม และให้ขึ้น-ลงที่สูง ซึ่งควายก็ทำตามคำสั่งได้เป็นอย่างดี ในการแสดงครั้งนี้ ผมจึงมีความรู้สึกประทับใจในความสามารถของควายที่นี่มากครับ และผมได้รับความรู้เกี่ยวกับลักษณะของควายมากมาย เช่น การแบ่งประเภทของควาย แบ่งเป็น ควายเขาโก่ง ควายเขากาง ควายทุย ควายน้ำ ควายเผือก ควายแคระ และพญาควาย นอกจากนี้ยังสาธิตวิธีการสนตะพายควายให้ชม สิ่งที่ทำให้ผมดีใจมากที่สุดที่ได้มาที่นี่คือ ผมได้มาเห็นพญาควายครับ เพราะผมเคยหวังไว้ว่า สักวันคงได้มาดูพญาควาย ผมจึงมีความสุขที่สุดครับ สำหรับลักษณะของพญาควาย จะมีจุดสังเกตอยู่ ๕ จุด คือ หน้าผากแด่น ปากขาว หน้าอกแด่น เล็บเท้าขาว และปลายหางดอก ซึ่งในตอนนี้พญาควายมีที่นี่ที่เดียวครับ เมื่อจบการแสดงควาย คนสาธิตได้จูงควายมาที่ผู้ชม ผมจึงมีโอกาสได้ถ่ายภาพคู่กับควาย ซึ่งก็เป็นพญาควายด้วยครับ

 

มองภาพถ่ายแล้วใจคิดถึง เฝ้ารำพึงคิดถึงแต่เธอ มั่นในรักสม่ำเสมอ ยังรักเธอไม่มีเสื่อมคลาย...

          จากเพลงข้างหลังภาพของหนู มิเตอร์ ข้างต้น ทำให้ผมคิดถึงสุพรรณบุรี ทำให้ผมรักในความเป็นสุพรรณบุรีมาก ผมรู้สึกภูมิใจ ดีใจ และประทับใจที่ได้ไปเที่ยวทั้ง ๓ แห่งในครั้งนี้ครับ ถึงแม้ว่าในการไปสุพรรณบุรีของผมในครั้งนี้  จะเล่าเรื่องราวความประทับใจของผมออกมาไม่หมด แต่สิ่งที่ผมได้บรรยาย ก็ล้วนมาจากความรู้สึกที่แสนประทับใจของผม ไม่ว่าจะได้ไปกราบนมัสการองค์หลวงพ่อโตที่วัดป่าเลไลยก์ หรือได้ไปทานข้าวห่อใบบัวที่ตลาดร้อยปีสามชุก  และได้ไปเห็นพญาควายที่ผมได้หวังไว้ ทั้ง ๓ แห่งนี้ ได้สร้างความประทับใจให้ผมอย่างมากครับ สิ่งที่ผมได้บรรยายทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่บันทึกส่วนหนึ่งของความรู้สึกผม เมื่ออ่านแล้วก็อาจจะลืมได้ แต่สำหรับผม ผมได้บันทึกใส่สิ่ง ๆ หนึ่งไว้ จนยากที่จะลืมได้ สิ่ง ๆ นั้น ก็คือ ผมได้บันทึกความประทับใจในชีวิตของผม ใส่ความทรงจำในใจที่ดีที่สุดของผมแล้วครับ แล้วคุณล่ะ ได้บันทึก ความประทับใจในชีวิตของคุณ ใส่ความทรงจำในใจที่ดีที่สุดของคุณแล้วหรือยัง

1,241 views

0

แบ่งปัน

มิวเซียมในจังหวัดสุพรรณบุรี