วัดศรีจอมเรือง
สันนิษฐานว่า พ.ศ. 2442
ถอดรหัสการหลอมรวมทางชาติพันธุ์ที่สลักเสลาไว้ในวิหารวัดศรีจอมเรือง
หากจะตามหาร่องรอยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่หลอมรวมเข้ากับความเลื่อมใสในพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินพะเยา สายตาของนักเดินทางย่อมเจอแรงดึงดูดให้มาหยุดที่วัดศรีจอมเรือง วัดโบราณที่ยืนหยัดท้าทายกาลเวลาด้วยอัตลักษณ์สถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ผสมผสานพม่า ท่ามกลางกลุ่มวัดวาอารามสไตล์ล้านนาตะวันออกดั้งเดิมที่รายล้อมอยู่รอบตัวเมือง
.
วัดศรีจอมเรืองสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและแรงกายของกลุ่มผู้อพยพข้ามพรมแดนราว พ.ศ. 2442 นำโดยกลุ่มชาวไทใหญ่ หรือที่คนเมืองมักเรียกติดปากว่า ชาวเงี้ยวหรือกะลาข่า รวมถึงชาวพม่าและชาวพื้นเมืองที่เข้ามาปักหลักทำมาหากินจนชุมชนเริ่มเป็นปึกแผ่น ภาพในวันวานคือการที่ผู้คนต่างชาติต่างภาษาชวนกันมาถางพงหญ้าคา รื้อถอนขอนไม้ เพื่อจัดเตรียมผืนดินว่างเปล่าแห่งนี้ให้กลายเป็นหมุดหมายแรกในการสร้างศาสนสถาน
.
ต่อมาพะเยาเกิดการจลาจลจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองหัวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวพะเยาพากันหนีไปอยู่เมืองลำปาง หลังจากนั้นประมาณ พ.ศ. 2447 จึงกลับมาบูรณะบ้านเมืองดังเดิม ด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่ขับเคลื่อนอีกครั้ง ได้ร่วมกันบูรณะวัดศรีจอมเรืองเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์
.
โครงสร้างหลักของวัดศรีจอมเรืองสะท้อนอิทธิพลศิลปะไทใหญ่ หลังคาซ้อนชั้นขึ้นไปเป็นทรงยอดแหลมคล้ายปราสาทตามแบบฉบับช่างพม่า ส่วนด้านในวิหารเป็นสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ มีแนวเสาไม้สักรองรับโครงสร้างวิหาร เสาแต่ละต้นลงรักปิดทองและประดับกระจกสี สะท้อนประกายวิบวับล้อแสงเทียน หลังการอพยพย้ายถิ่นของชุมชนต่าง ๆ จึงเกิดการผสมผสานศิลปวัฒนธรรม กลายมาเป็นงานพุทธศิลป์ที่ผสานศิลปะไทใหญ่กับล้านนาเข้าด้วยกัน
.
ใจกลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปที่สะท้อนพุทธศิลป์แบบพม่า-ไทใหญ่ ด้านหลังองค์พระตกแต่งด้วยกระจกสี มีช่องลมตามโครงสร้างดั้งเดิม ส่วนด้านบนวิหารแขวนตุ๊กตาเทวดาจากพม่าอยู่ในเครื่องทรงงดงามในอิริยาบถเหาะเหินและร่ายรำราวกับกำลังลอยละลิ่วอยู่บนชั้นฟ้า ถือเป็นอัตลักษณ์ศิลปะแบบชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่
.
อาคารวิหารของวัดศรีจอมเรืองเก่าแก่และทรงคุณค่า โดยลวดลายศิลปะยังคงได้รับการปฏิสังขรณ์และดูแลรักษาเป็นอย่างดี ทำหน้าที่เป็นจดหมายเหตุที่สล่าโบราณได้ฝากจิตวิญญาณและความเลื่อมใสเอาไว้บนเนื้อไม้ ทลายขอบเขตของพรมแดนประเทศ แล้วหลอมรวมเรื่องราวการเดินทาง ความเชื่อ และการสร้างบ้านแปงเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์หลากวัฒนธรรมให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับจังหวัดพะเยาได้อย่างสมบูรณ์