วัดพระธาตุม่อนจำศีล
ปี พ.ศ.2410
วิหารไม้สักซ้อนชั้นแบบพม่ากับความทรงจำหลายยุคสมัยบนม่อนจำศีล
วัดแห่งนี้ยังสะท้อนประวัติศาสตร์การเคลื่อนย้ายของชาวพม่าที่เข้ามาตั้งรกรากในเมืองลำปางช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อความมั่งคั่งจากการค้าไม้สักทำให้เกิดการสร้างวัดและศาสนสถานตามแบบพม่าขึ้นหลายแห่ง วัดพระธาตุม่อนจำศีลเป็นหนึ่งแห่งที่สะท้อนอิทธิพลศิลปะพม่าที่เข้ามาพร้อมการตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวพม่าในลำปางช่วงยุคค้าไม้ได้อย่างชัดเจน รวมถึงกลุ่มช่างจากเมืองมัณฑะเลย์ที่เข้ามามีบทบาทในการบูรณะและก่อสร้างตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะวิหารไม้สักหลังใหญ่ที่ทำให้ภาพรวมของวัดแตกต่างจากวัดล้านนาโดยทั่วไป
เมื่อมองจากด้านหน้า สิ่งแรกที่สะดุดตาคือบันไดทางขึ้นฝั่งทิศเหนือที่ประดับด้วยสิงห์ปูนปั้นคู่เฝ้าทางเข้า ถัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูโขงที่ทำหน้าที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่เขตพุทธาวาส หัวใจสำคัญของวัดคือวิหารไม้สักโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2424 โดยหมิ่นโหม่ตะก่า ชาวพม่าตระกูลโพติ๊ดพันธุ์ ตัวอาคารไม้สักยกพื้นสูงตามแบบสถาปัตยกรรมพม่าหลังคาเป็นรูปแบบ “สองคอ สามชาย” หรือการยกคอ 2 ชั้นและลดหลั่นชายคา 3 ชั้นแบบเชตวัน ภายในวิหารประดิษฐาน พระเจ้าทันใจ และพระพุทธรูปองค์พระประธาน 3 องค์ รูปแบบมัณฑเลย์ของพม่า เป็นปูนปั้นสีขาวห่มจีวรมีจีบริ้วระบายสีทอง พร้อมตกแต่งดาวเพดานประดับด้วยแก้วคริสต์มาส
นอกจากนี้ ภายในพื้นที่วัดยังมีเจดีย์สำคัญถึง 3 องค์ที่สะท้อนพัฒนาการของวัดในแต่ละช่วงเวลา ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ทอง เจดีย์ประธานรูปทรงพม่าที่เน้นการยกฐานสูงและการไล่ระดับขององค์ระฆังขึ้นสู่ยอดฉัตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งสี่ด้านตามคติการกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ถัดมาคือ เจดีย์พระอรหันต์ 8 ทิศ สร้างใน พ.ศ. 2470 มีลักษณะเด่นคือฐานทรง 8 เหลี่ยมและซุ้มประดิษฐานพระประจำทิศที่สะท้อนคติจักรวาล 8 ทิศแบบพม่า และด้านหลังพื้นที่วัดคือ เจดีย์พระฤๅษี เป็นเจดีย์ทรงรามัญฐานแคบ มีส่วนซุ้มรายรอบเจดีย์ทรงกลม สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2474 จากแรงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อฤๅษีอูส่วยหล่า ผู้จำศีลและรักษาผู้คนด้วยสมุนไพรและคาถาอาคม
แม้ว่าวัดพระธาตุม่อนจำศีลจะผ่านการบูรณะและต่อเติมมาหลายครั้งจนบางส่วนแตกต่างจากรูปแบบดั้งเดิม แต่สิ่งที่ยังคงมองเห็นได้ชัดคือโครงสร้างหลักของศิลปะพม่า ทั้งวิหารไม้สัก กลุ่มเจดีย์ กำแพงแก้ว และการจัดวางองค์ประกอบภายในวัดที่ยังคงรักษาบรรยากาศของศาสนสถานพม่าในยุคค้าไม้เอาไว้ ปัจจุบัน วัดยังคงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและการศึกษาของพระสงฆ์ในพื้นที่ มีการใช้งานอาคารต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งวิหาร พระธาตุ ศาลา และพื้นที่ปฏิบัติธรรม ขณะเดียวกันก็มีการดูแลและบูรณะโบราณสถานตามกำลังของชุมชนและคณะสงฆ์ เพื่อรักษาร่องรอยของสถาปัตยกรรมพม่าในยุคอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่ให้คงอยู่คู่เมืองลำปางต่อไป