สร้างโดยช่างฝีมือจากพม่า ภายในวัดมีอาคารหลัก ได้แก่ วิหารไม้หรือจอง ซึ่งโดนไฟไหม้เมื่อเดือนภุมภาพันธ์ 2569 พระเจดีย์จุฬามณีสัณฐานแบบมอญ วิหารและอุโบสถก่ออิฐถือปูนตัววิหารและอุโบสถก่ออิฐถือปูนสร้างแบบตะวันตก (ตัววิหาร ปัจจุบันทางวัดเรียกวิหารทรงโปรตุเกส) คาดว่าสร้างราวปี 2440 ลักษณะผนังสูง ไม่มีชายคายื่น การตกแต่งภายนอกเรียบง่าย เน้นเพียงกรอบโครงสร้าง ภายในมีเสากลมช่วยรับน้ำหนักกลางพระวิหาร 3 ต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นงานสกุลช่างมัณฑะเลย์ซึ่งสะท้อนการรับอิทธิพลตะวันตก มีลักษณะนิยมความเหมือนจริง การเขียนภาพแบบ perspective ที่มีมิติความลึกสมจริง
วัดม่อนสัณฐาน (ปู่ยักษ์)
ปี พ.ศ.2438
วัดของชาวไทใหญ่ที่ผสานศิลปะพม่าและโลกตะวันตก พร้อมจิตรกรรมมัณฑะเลย์แบบ Perspective ที่ทันสมัยในยุคนั้น
วัดม่อนปู่ยักษ์ หรือวัดม่อนสัณฐาน เป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่สะท้อนการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและบทบาทของชุมชนชาวไทใหญ่-พม่าในลำปางได้อย่างชัดเจน วัดตั้งอยู่บนเนินสูงทางทิศเหนือของตัวเมือง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ม่อน” อันหมายถึงเนินหรือที่สูงตามการเรียกขานของชาวพม่า ขณะที่ชื่อ “ปู่ยักษ์” มาจากเจ้าอาวาสชาวพม่ามีรูปร่างสูงใหญ่เป็นที่จดจำของชาวบ้าน จนกลายเป็นชื่อเรียกติดปากสืบต่อกันมา
ข้อมูลจากการศึกษาศิลาจารึกบริเวณลานด้านข้างพระเจดีย์โดย เจมส์ การ์ดเนอร์ ชี้ให้เห็นว่า วัดแห่งนี้ได้รับการอุปถัมภ์โดย “จองนันตาแกง” และกลุ่มพ่อค้าวัวชาวไทใหญ่จากเมืองโหปง ในเขตตองจี รัฐฉาน ซึ่งเดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานอยู่ในลำปาง หลักฐานนี้ช่วยยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างลำปางกับเครือข่ายชุมชนไทใหญ่ในรัฐฉานได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่เพิ่งได้รับการทำความเข้าใจอย่างชัดเจนในระยะหลัง เนื่องจากก่อนหน้านี้ยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถอ่านและแปลข้อความภาษาไทใหญ่บนจารึกดังกล่าวได้
ภายในวัดยังคงปรากฏองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คนที่เข้ามามีบทบาทในเมืองลำปางยุคการค้าและกิจการป่าไม้ โดยมีกำแพงอิฐล้อมรอบพื้นที่วัด ภายในประกอบด้วยกลุ่มอาคารสำคัญ ได้แก่ วิหารไม้หรือ “จอง” ตามแบบวัดพม่า ศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาของชุมชนชาวไทใหญ่ในอดีต แต่น่าเศร้าที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่จองหลังนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นอกจากนี้ยังมีวิหารก่ออิฐถือปูน อุโบสถก่ออิฐถือปูน และพระเจดีย์จุฬามณีสัณฐานแบบมอญ ซึ่งล้วนสะท้อนการผสมผสานอิทธิพลทางศิลปกรรม
อาคารที่โดดเด่นที่สุดหลังหนึ่งคือวิหารก่ออิฐถือปูน หรือ “วิหารทรงโปรตุเกส” สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2440 ด้วยการอุปถัมภ์ของชาวพม่าผู้มีฐานะ ลักษณะสถาปัตยกรรมแตกต่างจากวิหารล้านนาโดยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวอาคารมีผนังสูง ไม่มีชายคายื่นยาวคลุมผนังเหมือนอาคารพื้นถิ่น การตกแต่งภายนอกค่อนข้างเรียบง่าย เน้นกรอบช่องเปิดและสัดส่วนอาคารเป็นหลัก ภายในมีเสากลมขนาดใหญ่ 3 ต้นช่วยรับน้ำหนักโครงสร้างกลางวิหาร สะท้อนการรับรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายเข้าสู่ภูมิภาคในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
วิหารหลังนี้ยังมี ‘จิตรกรรมฝาผนัง’ ซึ่งคาดว่าเขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แม้งานจะไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์และถูกทิ้งค้างไว้ แต่กลับกลายเป็นหลักฐานทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า ภาพเหล่านี้เป็นผลงานของสกุลช่างมัณฑะเลย์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดศิลปะตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งการให้ความสำคัญกับความเหมือนจริงของบุคคล การถ่ายทอดรายละเอียดเครื่องแต่งกาย ชนชั้น และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ตลอดจนการใช้หลักการเขียนภาพแบบ Perspective เพื่อสร้างมิติความลึกและระยะใกล้ไกลอย่างสมจริง อันเป็นเทคนิคที่ถือว่าทันสมัยและแตกต่างจากขนบจิตรกรรมประเพณีในภูมิภาคอย่างมากในช่วงเวลานั้น
ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการเชื่อมโยงของลำปางกับการเข้ามาของชุมชนไทใหญ่-พม่า อาคารสำคัญภายในวัด ทั้งวิหาร อุโบสถ และพระเจดีย์ จึงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานโดยกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2541 นับเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนย้ายผู้คน ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมที่ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมล้านนา ปัจจุบันยังได้รับการดูแลและซ่อมแซมตามแนวทางการอนุรักษ์ โดยเฉพาะหลังเหตุเพลิงไหม้วิหารไม้ในปี พ.ศ. 2569 ก็ยิ่งสะท้อนความสำคัญในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่อายุหลักร้อยปีอีกหลายแห่งในลำปาง