วัดไชยมงคล (จองคา)
ปี พ.ศ. 2420
วิหารสองชั้นแบบพม่า สถาปัตยกรรมแห่งศรัทธาและความรุ่งเรืองของชุมชนพม่าในลำปางยุคค้าไม้
ท่ามกลางยุครุ่งเรืองของกิจการป่าไม้ พื้นที่รกร้างแห่งนี้ได้ถูกพลิกฟื้นโดย อูโง่ยซิ่น สุวรรณอัตถ์ คหบดีชาวพม่าจะร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา เพื่อสร้างเป็นสำนักสงฆ์สำหรับชุมชน เนื่องจากอาคารหลังแรกมุงด้วยหญ้าคาจำนวนมาก จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ “วัดจองคา” (คำว่า “จอง” ที่แปลว่า วัด ในภาษาพม่า และ “คา” ที่หมายถึงหญ้าคา) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันใน “วัดไชยมงคล” วัดแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์กลางทางสังคม วัฒนธรรม และตัวแทนความศรัทธาของชุมชนชาวพม่าที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเมืองลำปางในช่วงนั้น
สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของวัดคือวิหารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สูงราว 15 เมตร เสาประดับด้วยอัญมณีหลากชนิด สะท้อนความมั่งคั่งและศรัทธาของคหบดีค้าไม้ ชั้นล่างเคยเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรม ภาษาบาลีมคธแห่งเดียวในลำปางยุคนั้น ส่วนชั้นบนประดิษฐาน ‘พระพุทธไชยมงคล” พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิอัญเชิญมาจากมัณฑะเลย์เมื่อ พ.ศ. 2450 ภายในวัดยังมี “พระบรมเกศาธาตุไชยมงคล” เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่ประดับด้วยอัญมณี ภายในบรรจุพระบรมเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า 3 เส้น ซึ่งอัญเชิญมาจากพระมหาเจดีย์ชเวดากอง
นอกจากคุณค่าทางศาสนาและสถาปัตยกรรมแล้ว วัดจองคายังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ตั้งกองทัพญี่ปุ่นอยู่ระยะหนึ่ง ปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยความเสียหายบริเวณประติมากรรมปูนปั้นเทวดาที่หัวบันได ซึ่งถูกตัดเศียรออก โดยมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาใช้พื้นที่วัด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือบทบาทของวัดพม่า-ไทใหญ่ในลำปาง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากวัดล้านนาโดยทั่วไป วัดจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นจากการเป็นวัดประจำหมู่บ้าน แต่เสร้างขึ้นโดยคหบดี พ่อค้าไม้ หรือกลุ่มตระกูลชาวพม่าผู้มีฐานะ จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของเครือข่ายผู้คนกลุ่มหนึ่งมากกว่าจะเป็นวัดประจำชุมชนโดยตรง ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนาจึงมีลักษณะเฉพาะ เช่น การถวายสังฆทาน การถวายทานขันข้าว และการเวียนเทียนของผู้คนในชุมชนโดยรอบ มากกว่าการทำบุญตักบาตรแบบที่พบเห็นทั่วไปในวัดล้านนา
ปัจจุบันวัดจองคายังคงเป็นหนึ่งในวัดพม่าที่สำคัญของลำปาง ทั้งในฐานะแหล่งรวมศรัทธา มรดกทางสถาปัตยกรรม และจุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวการเข้ามาของชุมชนพม่าในยุครุ่งเรืองกิจการป่าไม้ ผ่านอาคาร สถาปัตยกรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่ยังคงอยู่ในพื้นที่แห่งนี้จนถึงปัจจุบัน