วัดจอมสวรรค์
ปี พ.ศ.2437
"จอง" ไม้สักร้อยปีใจกลางเมืองแพร่ กับ "ปล่องกรวดน้ำ" อัตลักษณ์แห่งวิถีไทใหญ่ที่ยังคงอยู่
"วัดจอมสวรรค์" เป็นศาสนสถานอันงดงามด้วยศิลปะผสมผสานระหว่างไทใหญ่และพม่าสายมัณฑะเลย์ ตัววัดสร้างขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึงความรุ่งเรืองในยุคเกษตรกรรมสัมปทานป่าไม้ของเมืองแพร่ในอดีต จุดเด่นอันเป็นสง่าคือ "จอง" หรืออาคารหลักที่มีสถาปัตยกรรมหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกันอย่างอลังการตามเรือนยอดทรง "ปยาธาตุ" (Pyatthat) ประดับประดาด้วยลวดลายฉลุไม้แต้มสีทองแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนรายละเอียดบริเวณปลายชายคาและองค์ประกอบตกแต่งต่าง ๆ ที่ล้วนถ่ายทอดฝีมือเชิงช่างพม่าอย่างวิจิตร ผสานเข้ากับงานไม้สักและงานปูนปั้นซึ่งเป็นวัสดุหลักของอาคารได้อย่างลงตัว
หากย้อนอดีตกลับไป เดิมทีวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดร้าง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2437 พ่อเฒ่ากันตีและนายฮ้อยคำ พ่อค้าชาวไทใหญ่ ได้ร่วมใจกับกลุ่มชาวไทใหญ่ที่เข้ามาพำนักในเมืองแพร่ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ และในยุคต่อมา นายจองนั่นตาได้เข้ามาทำนุบำรุงเพิ่มเติม โดยได้สร้างเสนาสนะและเจดีย์ทรงพม่าอันงดงามไว้เป็นพุทธบูชา
สถาปัตยกรรมหลักที่โดดเด่นที่สุดคือ “จอง” ไม้สักขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งออกแบบตามคติพื้นถิ่นให้รวมพื้นที่ใช้งานของโบสถ์ วิหาร และกุฏิสงฆ์ไว้ภายในอาคารหลังเดียวกัน หลังคาผืนใหญ่เหนือส่วนวิหารซ้อนชั้นขึ้นไปสูงถึง 5 ชั้น ขณะที่ส่วนกุฏิสงฆ์ลดหลั่นลงมาซ้อน 3 ชั้นตามแบบแผนมัณฑะเลย์ ตัวอาคารทั้งหมดถูกจัดวางภายใต้ผังพื้นที่ที่แบ่งแยกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน ทั้งเขตพุทธาวาส วิหาร ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ
บรรยากาศภายในจองอบอวลไปด้วยความวิจิตรตระการตาจากการตกแต่งด้วยเทคนิคลงรักปิดทองและประดับกระจกสีอย่างประณีตบรรจง บนเพดานตระการตาด้วยลูกแก้วสีที่สั่งนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษ ขณะที่กระจกสีบางส่วนมีที่มาจากกรุงอังวะ สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายการแลกเปลี่ยนค้าขายวัสดุในยุคอดีต ส่วนภายนอกอาคารประดับลวดลายฉลุเครือเถา "แบบไส้หมู" อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของช่างพม่า ผสานกับลวดลายไม้ฉลุแนวขนมปังขิง (Gingerbread) บริเวณหน้าจั่วทั้งสองฝั่ง โดยมีลายฉลุและเสาสรไนปักอยู่กึ่งกลางจั่วอย่างสมดุล
นอกจากความงามเชิงศิลปะแล้ว วัดจอมสวรรค์ยังมีคติการตกแต่งที่สอดแทรกความหมายอันเป็นมงคลตามความเชื่อไว้อย่างลึกซึ้ง อาทิ ลายดอกจอกที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง โคม 8 เหลี่ยม (หรือโคมแตงโม/โคมแต้) ที่สะท้อนแนวคิดมงคล 8 ทิศ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพม่าและอินเดีย รวมไปถึงคติการนับถือและบูชาเทวดาประจำเป็นวันเกิดที่ปรากฏอยู่บนเพดานจองด้วยเช่นกัน
บริเวณพื้นที่ศาลาการเปรียญ มีการเจาะช่องที่เรียกว่า ‘ปล่องกรวดน้ำ’ ตามขนบความเชื่อของชาวไทใหญ่ เพื่อใช้สำหรับทำพิธีกรรมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลลงสู่พระแม่ธรณีโดยตรง ขณะเดียวกันยังมีการออกแบบ ‘ช่องป้องส่อง’ บริเวณด้านหน้าฝั่งซ้ายและขวา เพื่อทำหน้าที่เชิงสังเกตการณ์และระแวดระวังภัย คล้ายเป็น "ดวงตา" ของอาคารที่คอยเฝ้ามองความเป็นไปโดยรอบ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมแห่งนี้ให้ความสำคัญทั้งในแง่ความสุนทรีย์และการใช้งานจริงในวิถีชีวิตประจำวัน
ภายในวิหารได้รับการจัดวางพื้นที่ตามหลักความสมมาตรอย่างเคร่งครัด ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้ฝั่งซ้ายและฝั่งขวามีความสมดุลกันอย่างสมบูรณ์ บนเพดานมีการใช้ภาษาสัญลักษณ์เชิงจักรวาลผ่านดาวสองสี โดยสีขาวเป็นตัวแทนของดวงจันทร์ในเวลากลางวัน และสีแดงเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ในเวลากลางคืน ถือเป็นการจำลองธรรมชาติมาเป็นเครื่องเตือนใจในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อออกมาบริเวณด้านหน้าของจอง จะพบกับ “พระธาตุจอมสวรรค์” ประดิษฐานอยู่ทางทิศขวามือ ซึ่งเป็นองค์เจดีย์ที่สะท้อนอิทธิพลศิลปะมอญอย่างเด่นชัด มีรูปทรงที่เรียบง่ายสมส่วน และลดทอนรายละเอียดลวดลายลงเพื่อให้ดูสงบและส่งเสริมให้จองหลักดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
วัดจอมสวรรค์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติโดยกรมศิลปากรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์จากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงยึดมั่นการใช้ไม้สักเป็นวัสดุหลักในการอนุรักษ์เพื่อรักษารูปแบบดั้งเดิมของศิลปกรรมเอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด