สถาปัตยกรรมล้านนาผสมยุโรปทรงขนมปังขิง หลังคาทรงเรือนปั้นหยาแบบไม้แป้นเกล็ด (ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้องว่าว) ความพิเศษคือการสร้างด้วยอิฐถือปูนผสมไม้ ตัวอาคารไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนใหญ่ เช่น ไม้แก่น ไม้แดง ไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง อาคารมี 3 ชั้น โดยมีชั้นใต้ดินที่คาดว่าเป็นที่อยู่บ่าวไพร่ ชั้นล่างใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ รับแขก และชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวลายฉลุที่ราวระเบียง เครื่องตกแต่งหลังคา หน้าจั่ว เป็นลวดลายพันธุ์พฤกษา ก้านขด ดอกไม้ และดอกบัว ช่างออกแบบเป็นชาวจีนกวางตุ้งและแรงงานจากช่างคนเมือง ในเรือนมีหน้าต่างและประตูรวม 72 บาน โดยหน้าต่างมีหลายรูปแบบ หน้าต่างบริเวณมุขเป็นหน้าต่างบานเกล็ดไม้แบบเปิด ช่องลมเหนือบานประตูเป็นทรงครึ่งวงกลมและมีลวดลายปูนปั้นตกแต่ง และด้านหน้ามุข จะมีช่องแสงกลมแกะสลักเป็นลายไม้ฉลุสวยงาม ชั้นล่างเป็นหน้าต่างบ้านไม้เปิดคู่แบบลูกฟักติดลูกกรง หน้าต่างด้านข้างมีลวดลายพิเศษฉลุไม้เป็นรูปวงกลม ลายพันธุ์พฤกษาล้อมรอบ และเป็นตัวหนังสือจีนข้างใน ได้รางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2540
พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่
ปี พ.ศ. 2435
คุ้มของเจ้าหลวงแพร่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่รัฐสมัยใหม่
ในช่วงเวลาที่เมืองแพร่กำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ เมืองที่เคยขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างแบบเจ้าผู้ครองนครและเศรษฐกิจป่าไม้ กำลังค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมเข้าสู่ระบบรัฐสมัยใหม่ของสยาม “คุ้มเจ้าหลวง” ของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่ในขณะนั้น ไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับ หากแต่เป็นศูนย์กลางอำนาจ การบริหาร และภาพแทนของรัฐท้องถิ่นในช่วงรอยต่อของยุคสมัย
คุ้มเจ้าหลวงเป็นเรือนขนาดใหญ่ที่ผสานระหว่างศิลปะล้านนากับอิทธิพลยุโรปแบบวิกตอเรียนอย่างชัดเจน โครงสร้างหลักเป็นอาคารไม้ผสมอิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยารับอิทธิพลตะวันตก ขณะเดียวกันรายละเอียดงานตกแต่งก็เต็มไปด้วยศิลปะแบบล้านนาผสานกับลวดลายแบบขนมปังขิงที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เชื่อว่าแนวการออกแบบอันมีกลิ่นอายตะวันตกล้ำสมัยเช่นนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากกรุงเทพฯ ผ่านการติดต่อราชการและการเดินทางไปเยือนของเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ อาคารนี้ออกแบบโดยช่างชาวจีนกวางตุ้งและก่อสร้างโดยช่างฝีมือคนเมือง
ตัวอาคารแบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสามระดับอย่างมีลำดับชั้นตามคติการจัดวางพื้นที่แบบเรือนเจ้านายในยุคนั้น โดยชั้นใต้ดินหรือชั้นล่างเป็นที่พักหรือรอรับใช้ของบ่าวไพร่ (หากได้เดินขึ้นมาบนชั้นแรกของตัวตึกจะเห็นพื้นเรือนถูกเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ เพื่อคอยรับส่งของหรือมองทะลุไปด้านล่างได้ แต่ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่ชัดนัก) ส่วนชั้นกลางซึ่งเป็นระดับหลักของตัวอาคาร ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับแขก ประกอบพิธี และใช้งานทั่วไป ส่วนชั้นบนสุดถูกจัดให้เป็นเขตส่วนพระองค์ ใช้เป็นที่พักอาศัยของเจ้าผู้ครองนครและครอบครัว ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูงสุด สะท้อนถึงโครงสร้างสังคมอย่างชัดเจน ทั้งลำดับชนชั้นและการแบ่งบทบาทภายในคุ้มอย่างเป็นระบบ
รายละเอียดอันโดดเด่นปรากฏอยู่ทั่วทั้งอาคาร ตั้งแต่ราวระเบียง หน้าจั่ว ไปจนถึงเครื่องตกแต่งชายคาที่ประดับด้วยลายฉลุพรรณพฤกษา ก้านขด ดอกไม้ และดอกบัว ตามอิทธิพลศิลปะแบบวิกตอเรียน ภายในมีประตูและหน้าต่างรวมกว่า 72 บาน แต่ละบานออกแบบแตกต่างกันตามตำแหน่งใช้งาน เช่น หน้าต่างบานเกล็ดบริเวณมุขชั้นบนที่ช่วยรับลมและระบายอากาศ หรือหน้าต่างด้านข้างที่ตกแต่งด้วยลายฉลุรูปวงกลม ล้อมด้วยลายพรรณพฤกษา และซ่อนตัวอักษรจีนไว้ตรงกลางเป็นสัญลักษณ์เฉพาะ
อีกหนึ่งความโดดเด่นคือระบบโครงสร้างอาคารที่ผสมระหว่างอิฐถือปูนกับไม้เนื้อแข็ง โดยไม่ใช้เสาเข็มคอนกรีตแบบสมัยใหม่ แต่ใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักฐานอาคาร ทำให้โครงสร้างยังคงแข็งแรงและยืนอยู่ได้มานานกว่าศตวรรษ เป็นภาพสะท้อนทั้งภูมิปัญญาช่างพื้นเมืองและการรับเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมจากภายนอกในช่วงเวลาเดียวกัน
หลังการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริหารราชการแบบรวมศูนย์ในช่วง พ.ศ. 2445 คุ้มเจ้าหลวงค่อย ๆ เปลี่ยนบทบาทจากที่ประทับของเจ้าผู้ครองนครสู่พื้นที่ราชการ ก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนหน้าที่และได้รับการอนุรักษ์เป็น “พิพิธภัณฑ์เมืองแพร่” ในเวลาต่อมา กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวของเมือง ตั้งแต่ยุคเจ้าผู้ครองนคร ยุคค้าไม้ การเปิดรับอิทธิพลจากภายนอก ไปจนถึงการก่อรูปของเมืองสมัยใหม่