อาคารศูนย์เรียนรู้การป่าไม้ สวนรุกขชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ (บ้านเขียว)
ปี พ.ศ.2444
บ้านเขียวริมน้ำยม ร่องรอยยุคสัมปทานไม้เมืองแพร่ที่ฟื้นคืนด้วยความร่วมมือแห่งการอนุรักษ์
ท่ามกลางเรื่องเล่าขานอันรุ่งเรืองของเมืองแพร่ในยุคเกษตรกรรมป่าไม้สัก มีอาคารสีเขียวหลังงามตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำยม ซึ่งหลายคนอาจคุ้นหูคุ้นตาในชื่อ “บ้านบอมเบย์เบอร์มา” ทว่าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ทั้งบันทึกของนักสำรวจและเอกสารราชการหลายฉบับกลับชี้ตรงกันว่า ที่แห่งนี้คือ “อาคารป่าไม้ภาคแพร่” หรือสำนักงานป่าไม้เขตแพร่ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบันทึกการเดินทางของ เรจินัลด์ เลอ เมย์ (Reginald Le May) ที่ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2469 ซึ่งได้ระบุพิกัดที่ตั้งของสำนักงานป่าไม้ภาคแพร่ไว้สอดคล้องกับตำแหน่งของบ้านเขียวในปัจจุบันทุกประการ
อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลสยามกำลังจัดระเบียบกิจการป่าไม้และวางรากฐานระบบการบริหารจัดการสัมปทานป่าไม้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเส้นทางคมนาคมและขนส่งสายหลักที่ใช้สำหรับการล่องซุงไม้สักจากผืนป่าทางตอนเหนือลงสู่ภาคกลาง การเลือกทำเลที่ตั้งของอาคารจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับบทบาทของแม่น้ำยมในฐานะเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจป่าไม้ในอดีต
หากพิจารณาจากภาพถ่ายในอดีต รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของอาคารเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงชั้นเดียว ตั้งอยู่บนเนินดินอย่างมั่นคง ตัวอาคารวางผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้เสาก่ออิฐฉาบปูนเป็นฐานรากเพื่อรองรับโครงสร้างไม้ด้านบนทั้งหมด บริเวณด้านหน้ามีบันไดก่ออิฐนำขึ้นสู่ประตูทางเข้าหลักเพียงช่องเดียว จะสังเกตได้ว่าองค์ประกอบโดยรวมของอาคารเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญมากกว่าความหรูหราอลังการ แตกต่างจากคุ้มเจ้านายหรือคฤหาสน์คหบดีในยุคเดียวกัน โดยมีมุขยื่นขนาดเล็กด้านหน้าสำหรับกันแดดและฝน สะท้อนถึงรูปแบบอาคารราชการในยุคแรกเริ่มของกรมป่าไม้ ที่มุ่งเน้นความเรียบง่าย แข็งแรง และตอบรับกับสภาพแวดล้อมของเมืองป่าไม้ในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี
ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ อาคารหลังนี้ผ่านการซ่อมแซมและดัดแปลงมาหลายครั้งตามบทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในช่วงหลังปี พ.ศ. 2498 ที่มีการก่อผนังอิฐปิดพื้นที่ใต้ถุนชั้นล่างบางส่วน ทำให้รูปลักษณ์ภายนอกแปรเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยปล่อยโล่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนเป็นภาพสะท้อนของวิวัฒนาการของอาคารราชการที่ต้องปรับตัวตามบริบทและการใช้งานของแต่ละยุคสมัย
ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดปัญหาการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำยมอย่างรุนแรง หน่วยงานป่าไม้จึงได้ย้ายสำนักงานออกจากพื้นที่เดิม ทำให้อาคารหลังนี้เปลี่ยนบทบาทจากสถานที่ทำงานด้านการป่าไม้มาเป็น “เรือนพักรับรองเชตวัน” ก่อนจะได้รับการพัฒนาและยกระดับให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการทำไม้และการจัดการผืนป่าของจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน
ยิ่งกว่านั้น บ้านเขียวแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาครั้งสำคัญของการฟื้นฟูอาคารประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ โดยในการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2563 ได้จุดประกายให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่ความร่วมมืออันงดงามระหว่างหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน ซึ่งมีฉันทามติร่วมกันในการฟื้นฟูอาคารให้กลับคืนสู่รูปแบบดั้งเดิมในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2498 โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรมอย่างเคร่งครัด
การบูรณะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2567 โดยสามารถนำวัสดุไม้ดั้งเดิมกลับมาจัดสรรใช้ใหม่ได้มากกว่าร้อยละ 70 ทั้งในส่วนของโครงสร้าง บานประตู และหน้าต่าง พร้อมทั้งมีการศึกษาชั้นสีดั้งเดิมและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมเพื่อรักษาสภาพดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ความทุ่มเทนี้ส่งผลให้อาคารได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทงานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีเยี่ยม จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์