สถานีรถไฟบ้านปิน
ปี พ.ศ.2457
จุดเปลี่ยนผ่านจากยุคล่องไม้ทางน้ำยมสู่ยุคระบบรางสายเหนือและการค้าไม้เมืองแพร่
ในอดีต เมืองแพร่ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่รุ่งเรืองที่สุดของกิจการป่าไม้สักในสยาม โดยมี "ลำน้ำยม" เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการคมนาคมและการล่องซุงขนส่งสินค้าเชื่อมโยงกับหัวเมืองภาคกลาง ภูมิทัศน์และวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้นจึงผูกพันอยู่กับสายน้ำมาโดยตลอด จนกระทั่งการมาถึงของเส้นทางรถไฟสายเหนือที่เข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างการเดินทางและระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิง จากการขนส่งทางน้ำที่ต้องใช้เวลาแรมเดือนและแปรผันตามฤดูกาล ได้ถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายรางเหล็กที่เชื่อมโยงหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว "สถานีรถไฟบ้านปิน" จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นสถานีย่อยที่สำคัญในเส้นทางสายเหนือ โดยเฉพาะการเป็นจุดรองรับและกระจายไม้สักแปรรูป รวมถึงสินค้าท้องถิ่นจากเมืองแพร่ไปสู่ตลาดภายนอก
สถานีรถไฟแห่งนี้เปิดใช้งานเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2457 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ภายใต้โครงการขยายเส้นทางรถไฟสายเหนือ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นผู้บัญชาการ และมี "นายเอมิล ไอเซนโฮเฟอร์" (Emil Eisenhofer) นายช่างชาวเยอรมันผู้เลื่องชื่อ เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง ซึ่งนายช่างผู้นี้คือคนเดียวกับผู้ควบคุมการเจาะอุโมงค์ขุนตาน สถานีบ้านปินจึงเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญที่สะท้อนบทบาทของวิศวกรรมยุโรปที่เข้ามาวางรากฐานระบบรางให้แก่ประเทศไทยในยุคแรกเริ่ม
อาคารสถานีรถไฟบ้านปินมีความโดดเด่นสะดุดตาด้วยตัวอาคารสองชั้นที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับภูมิสถาปัตย์พื้นถิ่นล้านนาได้อย่างงดงาม ตัวอาคารได้รับอิทธิพลมาจากเรือนโครงไม้สไตล์บาวาเรียน (Bavarian Timber Frame House) ของประเทศเยอรมนี ซึ่งเน้นการโชว์โครงสร้างไม้ค้ำยันแนวตั้งและแนวทแยงภายนอกอาคารเพื่อเพิ่มความแข็งแรง นำมาประยุกต์เข้ากับหลังคาทรงปั้นหยาที่ออกแบบมาให้สอดรับกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของภาคเหนือ
ตัวอาคารชั้นล่างออกแบบโดยการก่ออิฐถือปูนเพื่อความมั่นคงและรองรับการใช้งานสาธารณะ ส่วนชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้สักทองที่ให้ความยืดหยุ่นและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม ผังอาคารได้รับการจัดวางเป็นรูปทรงตัวที (T-Shape) เชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยระหว่างส่วนพักคอยของผู้โดยสารและพื้นที่สำนักงานอย่างเป็นสัดส่วน สำหรับหลังคาเป็นการผสมผสานระหว่างทรงจั่วและทรงปั้นหยา ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องความสวยงามทางโครงสร้างและการระบายน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดการตกแต่งอาคารสะท้อนให้เห็นถึงความประณีตบรรจงของช่างฝีมือในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นประตูและหน้าต่างไม้บานลูกฟัก การออกแบบช่องแสงขนาดใหญ่เพื่อเปิดรับสายลมและแสงแดดตามธรรมชาติ รวมถึงงานไม้ฉลุลวดลายอันวิจิตรเหนือกรอบประตู หน้าต่าง และช่องจำหน่ายตั๋ว ซึ่งช่วยลดทอนความแข็งทื่อของโครงสร้างอาคาร ให้ดูอ่อนช้อยและมีมิติยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นภาพสะท้อนของการหลอมรวมอิทธิพลศิลปะตะวันตกเข้ากับฝีมือเชิงช่างพื้นเมืองได้อย่างลงตัว
ปัจจุบัน สถานีรถไฟบ้านปินยังคงทำหน้าที่ต้อนรับผู้โดยสารในเส้นทางสายเหนืออย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และยังคงอนุรักษ์องค์ประกอบทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายในพื้นที่สถานียังปรากฏร่องรอยแห่งยุคทองของรถไฟไอน้ำอย่างครบถ้วน ทั้งหอประแจ ห้องควบคุมสัญญาณ หอเติมน้ำสำหรับรถจักรไอน้ำ ตลอดจนอุปกรณ์ดั้งเดิมอย่างโทรศัพท์สถานีโบราณที่ยังคงตั้งอยู่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการคมนาคมในอดีต
เรื่องราวทั้งหมดนี้ทำให้สถานีรถไฟบ้านปินไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดแวะพักหรือทางผ่านของผู้โดยสาร หากแต่ทำหน้าที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านของเมืองแพร่ จากยุคเศรษฐกิจลำน้ำสู่ยุคเศรษฐกิจระบบราง และจากโลกของการค้าไม้แบบดั้งเดิม สู่การเปิดรับองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมสมัยใหม่จากต่างประเทศที่เข้ามาร่วมหล่อหลอมโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้มั่นคงจนถึงปัจจุบัน