อาคารสไตล์ล้านนาผสมยุโรป เป็นเรือนไม้สักทองทั้งหลัง ทาสีชมพูอ่อนเป็นที่สังเกต ตกแต่งด้วยลวดลายฉลุที่เรียกว่าลายขนมปังขิงเป็นลายพรรณพฤกษา เครือเถาว์ตามหน้าจั่ว ช่องลม สันหลังคา กรอบเช็ดหน้าต่างเหนือประตูและหน้าต่าง ระเบียง และในอาคาร โดยมีจุดฉลุสำคัญที่จั่วเป็นรูป ดอกโบตั๋น สะท้อนความหมายความรักและความมั่นคง สอดคล้องกับเป้าประสงค์การสร้างที่แม่เจ้าบัวถา มหายศปัญญา ได้สร้างเป็นเรือนหอให้กับธิดาด้านเทคนิคการสร้างใช้เทคนิคการเข้าลิ้นสลักไม้ ใช้ช่างจีนจากมณฑลกวางตุ้งเป็นผู้คุ้มการสร้าง สล่าพื้นเมืองเป็นคนตีไม้ และมีช่างพม่าเป็นผู้ทำลายฉลุ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี พ.ศ. 2536 และ รางวัล 10 พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ จากการบินไทย
คุ้มวงศ์บุรี
ปี พ.ศ. 2440
เรือนไม้สักทองสีชมพูฉลุลายขนมปังขิงแห่งเมืองแพร่
หากพูดถึง ‘บ้านชมพู’ แห่งเมืองแพร่ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึง ‘คุ้มวงศ์บุรี’ หนึ่งในคุ้มโบราณที่ยังคงสมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดแพร่ คุ้มแห่งนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ตามดำริของแม่เจ้าบัวถา มหายศปัญญา ชายาองค์แรกในเจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เพื่อเป็นของกำนัลในพิธีสมรสระหว่างเจ้าสุนันตา บุตรีบุญธรรม กับหลวงพงษ์พิบูลย์ (เจ้าน้อยพรหม วงศ์พระถาง) ก่อนจะเป็นเรือนหอในเวลาต่อมา ทั้งรูปแบบก่อสร้าง วัสดุ และคติความเชื่อ ล้วนสะท้อนภาพเมืองแพร่ในยุคที่กิจการค้าไม้นำอิทธิพลและวิทยาการจากนานาชาติเข้ามาสู่เมือง
คุ้มวงศ์บุรีเป็นเรือนไม้สักทองสองชั้นทั้งหลัง ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมล้านนากับยุโรป โดดเด่นด้วยสีชมพูและงานไม้ฉลุลายขนมปังขิงที่ประดับตามหน้าจั่ว ช่องลม สันหลังคา ไปจนถึงกรอบประตูหน้าต่าง และระเบียง ลวดลายส่วนใหญ่เป็นพรรณพฤกษาและเครือเถา ขณะที่หน้าจั่วประดับลาย “ดอกโบตั๋น” สื่อถึงความรัก ความมั่นคง และความสมบูรณ์ สอดรับกับความตั้งใจในการสร้างคุ้มแห่งนี้เป็นเรือนหอในระยะแรกอย่างพอดี
นอกจากนี้ตำแหน่งและขนาดของประตูหน้าต่างยังสะท้อนการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศ มีการจัดสัดส่วนอาคารแบบสมมาตร มีช่องเปิดหน้าต่างและประตูขนาดใหญ่ที่เน้นการระบายอากาศ และมีระเบียงยาวที่เปิดรับลมรอบอาคาร ส่วนการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในยังคงมีพื้นที่อย่าง “ชาน” ที่ใช้เชื่อมอาคารส่วนหน้ากับส่วนหลัง และ “เติ๋น” พื้นที่ยกระดับสำหรับนั่งเล่น พักผ่อน รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมร่วมกันตามแบบล้านนา
ด้านการก่อสร้าง คุ้มวงศ์บุรีเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2440 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 “ไม้สักทอง” ที่ใช้สร้างได้นำมาจากป่าห้วยขมิ้น ป่าไม้สัมปทานของเจ้าบุรีรัตน์ (น้อยหนู มหายศปัญญา) บิดาเจ้าสุนันตา ผู้มีบทบาทในกิจการค้าไม้ของเมืองแพร่ ใช้ช่างชาวจีนกวางตุ้งจากพระนครควบคุมงาน สล่าพื้นเมืองเป็นผู้ตีไม้ และช่างพม่าเป็นผู้ทำลายฉลุ โดยใช้เทคนิคเข้าลิ้นสลักไม้ไม่ใช้ตะปูตามแบบงานช่างไทย
ขณะที่โครงสร้างอาคารตั้งอยู่บนฐานยกสูงแบบเรือนคหบดีล้านนา แต่ถูกปรับให้แข็งแรงขึ้นด้วยฐานอิฐถือปูนและไม้ซุงเนื้อแข็งรองรับในระดับโครงสร้างล่าง ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่าง “เรือนไม้พื้นถิ่น” กับ “ระบบก่อสร้างแบบตะวันตก” ที่เน้นความมั่นคงและถาวร
ในปัจจุบันคุ้มวงศ์บุรีได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวเมืองแพร่ในยุครุ่งเรืองจากกิจการป่าไม้ ภายในยังคงเก็บรักษาเครื่องเรือน ของใช้ส่วนตัว เอกสาร และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อาทิ เอกสารป่าไม้ สัญญาล่องแพไม้ ตั๋วรูปพรรณโค กระบือ และช้าง ตลอดจนเครื่องใช้ยุโรปและตู้เซฟจากเยอรมนี ฯลฯ ให้ผู้คนได้เห็นร่องรอยการติดต่อค้าขายกับต่างชาติของเมืองแพร่ในอดีต