ก่อตั้งขึ้นโดยมิชชันนารือเมริกันจากคณะเพรสไบทีเรียนและโบสถ์จึงเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางศาสนาและการศึกษามาตั้งแต่นั้น สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกและท้องถิ่นล้านนา โดดเด่นด้วยหน้าต่างกระจกสีและหลังคาทรงสูงแบบโบสถ์ตะวันตก แต่ยังคงมีการตกแต่งด้วยลวดลายไม้และโครงสร้างที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านนา
คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย
7 สิงหาคม พ.ศ. 2457
พาส่องคริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย พระวิหารโคโลเนียลแบบสมมาตรทุกตารางนิ้ว
หากจะกล่าวถึงบุคคลผู้วางรากฐานความทันสมัยให้เมืองเชียงราย ชื่อของนายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ (Dr. William A. Briggs) หรือหมอบริกส์ ย่อมปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับแรก ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งในศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ทำให้ฝากผลงานชิ้นเอกเอาไว้ในอาไหไคารเก่ามากมายทั่วเชียงราย หนึ่งในนั้นคือพระวิหารคริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย ศาสนสถานสไตล์โคโลเนียลที่เริ่มลงเสาเข็มตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2457 และสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2460
คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย คือการประสานวิทยาการตะวันตกเข้ากับฝีมือช่างท้องถิ่น โดยหมอบริกส์ได้มอบหมายให้นายช่างฮิมกี่ องคะสุวรรณ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างร่วมกับกลุ่มสล่าพื้นเมืองชาวเชียงใหม่และชาวเชียงราย โครงสร้างหลักของอาคารใช้วิธีการวางอิฐสลับชั้นแน่นแบบโบราณโดยไม่มีการใช้เหล็กเส้นแม้แต่เส้นเดียว จุดเด่นของวิหารคือหากมองตัวพระวิหารจากมุมสูงลงมา จะพบว่าผังเป็นรูปไม้กางเขนขนาดใหญ่ ฝั่งด้านซ้ายและด้านขวารวมถึงช่องหน้าต่างและบานประตูมีความสมมาตรตามแบบตามคติการสร้างโบสถ์คริสต์ในยุโรป
ทว่า สิ่งที่หมอบริกส์ภาคภูมิใจที่สุด คือแนวหินก้อนหนาใต้กรอบหน้าต่างรอบพระวิหาร จากในบันทึกระบุว่า สล่าได้ขนหินมาจากแม่น้ำกก สายน้ำสายหลักของเชียงราย จากนั้นนำมาสลักเสลาจนกลายเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเพื่อเป็นฐานให้หน้าต่าง ถือเป็นการสะท้อนการหยิบยืมธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้ในสถาปัตยกรรม
ก้าวเข้าสู่ด้านในพระวิหาร สายตาสะดุดเข้ากับนาฬิกาไม้ตั้งพื้นแกะสลักตามศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ทำจากไม้มะฮอกกานี ด้านในนาฬิกาสลักคำว่า Francois Désiré Odobez à Morez 1843 แปลว่า ฟรองซัวส์ เดซีเร โอโดเบซ์ แห่งเมืองโมเรซ์ ค.ศ. 1843 ถือเป็นหลักฐานว่านาฬิกานี้สร้างขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โดยมีลักษณะเป็นแบบลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักยาว และประดับส่วนยอดสูงสุดอย่างสมพระเกียรติด้วยพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยกับกลุ่มคริสตชนในเชียงราย
ผ่านมาถึงช่วงเวลา พ.ศ. 2475 นายช่างฮิมกี่ องคะสุวรรณ ได้กลับมาคุมงานบูรณะใหญ่อีกครั้งเพื่อย้ายหอระฆังไปไว้บนหลังคาพระวิหาร พร้อมต่อเติมชั้นลอยสองข้างภายในอาคารเพื่อรองรับจำนวนคริสตชนที่เพิ่มมากขึ้น ต่อมาสถาปัตยกรรมแห่งนี้ผ่านการเปลี่ยนผ่านวัสดุหลังคาตามยุคสมัย จากดินขอโบราณ สู่กระเบื้องสี่เหลี่ยม และกระเบื้องลอนคู่ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2544 พลิกโฉมโครงสร้างหลังคา โดยรื้อโครงไม้ออกแล้วแทนที่ด้วยโครงเหล็ก มุงหลังคาด้วยกระเบื้องรูปว่าวสีส้ม พร้อมทั้งปรับแต่งพื้นพระวิหารด้วยพื้นหินขัดเกล็ดและบุผนังด้วยหินอ่อนเพื่อความคงทน
จนกระทั่ง พ.ศ. 2555 สำนักงานศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ เข้ามาจับมือร่วมอนุรักษ์พระวิหารคริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย โดยใช้เวลาบูรณะนานถึง 10 เดือน เพื่อสืบทอดโครงสร้างอาคารจากฝีมือการออกแบบของหมอบริกส์