บ้านไม้สองชั้นเอกชนแห่งแรกของเชียงราย โดยใช้ไม้ถูกกฎหมายจาก 100 ปีก่อน เนื่องจากได้รับสัมปทานไม้เลื่อยมือแห่งแรกของเชียงราย สันนิษฐานว่าใช้ช่างจากลำปางมาช่วยสร้าง ซึ่งตัวบ้านใช้ไม้ตะเคียนทั้งหลัง ประตูกับหน้าต่างใช้ไม้สัก หลงเหลือหลักฐานกลอนจากเยอรมัน
อาคารอำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค
พ.ศ. 2451
โรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกกับสถาปัตยกรรมโคโลเนียลทรงตัววีสมมาตรในเชียงราย
ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย อาคารอำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คก็ดึงดูดสายตาผู้หลงใหลในตึกเก่าเสมอมา ด้วยอาคารรูปตัววี 2 ชั้นก่ออิฐผสมไม้ รูปทรงแปลกตา โดดเด่นเป็นสง่า มีมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว ถือเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกทำหน้าที่โอบอุ้มเยียวยาผู้คนข้ามผ่านกระแสธารแห่งกาลเวลามานานกว่าศตวรรษ ในอดีตตัวตึกเคยทำหน้าที่เป็นทั้งอาคารอำนวยการและอาคารที่พักรักษาผู้ป่วย ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาสู่บทบาทในปัจจุบันในฐานะอาคารอำนวยการและห้องธุรการ คอยขับเคลื่อนงานบริหารอยู่เบื้องหลังสุขอนามัยของชาวเมืองเชียงราย
อาคารอำนวยการโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊ค สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2451 นับเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของเชียงราย โดยมีนายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ (Dr. William A. Briggs) หรือหมอบริกส์ เป็นผู้ออกแบบและริเริ่มสร้าง ตัวอาคารรูปทรงตัววี 2 ชั้นก่อด้วยอิฐผสมไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผา ติดตั้งมุ้งลวดกันยุงทั่วทั้งอาคาร มีห้องใต้หลังคาเพื่อช่วยระบายความร้อน
ตัวอาคารมีความสมมาตรและเปิดรับผู้คนอย่างรอบทิศทาง ประกอบด้วยปีกด้านซ้ายกับด้านขวา มีประตูทางเข้าออกถึง 3 แห่ง คือด้านหัวตัววี ด้านปีกซ้าย และปีกขวาของอาคาร พร้อมทั้งมีระเบียงรอบทั้ง 2 ชั้น จุดเด่นของอาคารคือมีหอระฆังบนหลังคาเพื่อใช้ตีบอกเวลา เนื่องจากชาวบ้านในสมัยก่อนมักกินอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้ต้องใช้ระฆังตีบอกเวลากินยา
ต่อมาใน พ.ศ. 2473 อาคารได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โดยปรับปรุงมุขทางเข้า-ออกของอาคารทั้งปีกซ้าย-ขวาจนกลืนไปกับตัวอาคาร หน้าจั่วของมุขยกสูงขึ้นและทำหน้าต่างบริเวณหน้าจั่วเพิ่มเป็น 3 บาน มุขตรงกลางมีการปรับโดยร่นหน้ามุขเข้าไปในตัวอาคาร รูปแบบหอระฆังเปลี่ยนไป และมีการติดป้ายชื่อโรงพยาบาล กลายเป็นอาคารที่เราเห็นในปัจจุบัน
โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คเคยผ่านวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นสถานพยาบาลที่ก้าวหน้าและก่อตั้งโดยคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน รัฐบาลจึงได้เข้ายึดครองอาคารเพื่อดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลสนามทหาร ทรัพย์สิน และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ถูกโอนย้ายไปใช้ในส่วนราชการของเชียงราย ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงพยาบาลต้องหยุดชะงักลง ขณะที่กลุ่มมิชชันนารีได้เดินทางลี้ภัยสงครามออกไปทางอำเภอแม่สายเพื่อเข้าสู่ประเทศเมียนมา จนเมื่อสถานการณ์กลับคืนสู่ความสงบ อาคารประวัติศาสตร์หลังนี้จึงได้รับการฟื้นฟูโครงสร้างและส่งคืนกลับมาทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลเคียงคู่ชุมชนอีกครั้ง