บ้านสิงหไคลเป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูนที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing) แทนการฝังเสาคอนกรีต ผนังปูนเดิมหนาถึง 1 ฟุตทำหน้าที่เป็นปราการกันความร้อนและกักเก็บความเย็นไว้ภายใน มุขหน้าก่อเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ 4 ต้นรองรับชั้นสอง แผงหน้าจั่วตีไม้ซ้อนเกล็ดพร้อมช่องหน้าต่างเปิด–ปิดระบายความร้อนใต้หลังคา และมีปล่องไฟก่ออิฐโผล่พ้นหลังคาตามแบบครัวฝรั่งเมืองหนาว ภายในเผยคานไม้ไขว้เป็นรูปกากบาทอันเป็นวิทยาการตะวันตกที่ช่วยกระจายแรงกดและตรึงไม่ให้แผ่นไม้บิดงอยามความชื้นสูง พร้อมตู้เก็บของบิวต์อินสูงชิดเพดานที่อยู่คู่ตัวบ้านมาแต่ต้น ทั้งยังหลงเหลือร่องรอยเฉดสีฟ้าเดิมใต้ผิวปูน และแผ่นไม้จารึกอักษรปริศนา "WB" ในห้องใต้หลังคาที่คาดว่าเป็นลายเซ็นของหมอบริกส์
บ้านพักคณะมิชชันนารีร้อยปี สู่แกลเลอรีศิลปะในเชียงราย
ในวันที่เมืองเชียงรายหมุนไปข้างหน้า รถราและผู้คนสัญจรผ่านไปมาบนถนนสิงหไคลไม่ขาดสาย แต่หากใครลองชะลอฝีเท้าลงสักนิด ขับรถช้าลงสักหน่อย จะพบกับบ้านสีขาวอายุกว่าร้อยปีตั้งตระหง่านอยู่ริมทาง ยามแสงแดดอุ่นๆ ทอดเงาลงบนผืนผนัง ร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่สร้างลวดลายสอดรับกับตัวบ้าน เป็นความงดงามยากจะหาสิ่งใดเปรียบเทียบ
ที่นี่คือบ้านสิงหไคล อาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูน สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2460 ออกแบบโดยนายแพทย์วิลเลียม เอ. บริกส์ (Dr. William A. Briggs) หนึ่งในมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียน ผู้เดินทางข้ามโลกมาวางรากฐานการแพทย์และการศึกษาให้เมืองเชียงราย หมอบริกส์ควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเองร่วมกับกลุ่มสล่าพื้นเมืองและช่างชาวจีน โดยหยิบยืมวิทยาการตะวันตกมาสร้าง ใช้ไม้ตะเคียนเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อใช้เป็นบ้านพัก OMF ของคณะมิชชันนารีในยุคบุกเบิก
บ้านสิงหไคลมีโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing) แทนการฝังเสาคอนกรีตแบบตึกสมัยใหม่ ผนังปูนเดิมนี้หนาถึง 1 ฟุตเต็ม ทำหน้าที่เป็นเสมือนปราการช่วยกันความร้อนจากแสงแดดภายนอก และกักเก็บความเย็นสบายไว้ในพื้นที่อยู่อาศัย มุขด้านหน้าก่อเป็นเสาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่จำนวน 4 ต้นเพื่อรองรับชั้นสองเอาไว้ แผงหน้าจั่วตีเป็นแผ่นไม้ซ้อนเกล็ด มีช่องหน้าต่างระบายอากาศเล็กๆ เปิด-ปิดได้เพื่อระบายความร้อนอันอบอ้าวใต้หลังคา และหากสังเกตบริเวณมุมหนึ่งของหลังคา จะเห็นปล่องไฟระบายอากาศก่ออิฐโผล่พ้นหลังคาขึ้นมาสู่ท้องฟ้า ถือเป็นภาพสะท้อนตามแบบครัวฝรั่งเมืองหนาว
ก้าวเข้าสู่ด้านในบ้านสิงหไคล อยากให้เงยหน้ามองเพดานจะเห็นคานไม้ไขว้เป็นรูปกากบาท วิทยาการจากตะวันตกที่เข้ามาช่วยกระจายแรงกดทับ ช่วยตรึงไม่ให้แผ่นไม้เพดานบิดตัวคดงอยามต้องเผชิญกับความชื้นสูงในฤดูฝน และช่วยรองรับน้ำหนักของพื้นไม้ชั้น 2 และที่สำคัญคือที่นี่มีตู้เก็บของบิวต์อินที่สร้างสูงชิดติดเพดานซึ่งอยู่คู่กับตัวบ้านมาตั้งแต่ต้น
จากการกะเทาะชั้นผิวปูนเก่าเผยให้เห็นร่องรอยสีผนังในอดีต ซึ่งพบว่าในบ้านสิงหไคลเคยทาด้วยเฉดสีฟ้าก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีขาวในยุคต่อมา อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ หากใครมีโอกาสได้ขึ้นไปเยือนห้องใต้หลังคาของบ้านสิงหไคล จะพบแผ่นไม้เก่าจารึกตัวอักษรปริศนา “WB” ซึ่งคาดเดาว่าอาจเป็นลายเซ็นที่หมอบริกส์ทิ้งไว้
วันเวลาหมุนผ่านไปจนถึง พ.ศ. 2559 มูลนิธิมดชนะภัยได้เข้ามาเช่าพื้นที่แห่งนี้จากสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เพื่อชุบชีวิตและมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ มีการกั้นห้องจัดสรรพื้นที่ใหม่ และเปลี่ยนหลังคาแป้นเกล็ดไม้ดั้งเดิมที่ผุพังให้กลายเป็นหลังคากระเบื้อง พร้อมเปลี่ยนแปลงบทบาทจากบ้านพัก OMF ของคณะมิชชันนารี มาเป็นแกลเลอรี คาเฟ่ และห้องประชุม ทำหน้าที่จัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะ และบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างผู้คน หน้าประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมต่อไป
อ้างอิง
-วิทยานิพนธ์ สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในเมืองเชียงรายภายใต้บทบาทของมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน, มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจักรพันธ์ ม่วงคร้าม
-Save 50 เฮือนโบราณเชียงราย ประวัติศาสตร์อันสำคัญที่ไม่ควรถูกละทิ้ง, รุ่งโรจน์ เปี่ยมยศศักดิ์
-พจวรรณ พันธ์จินดา ผู้จัดการแกลเลอรี่ บ้านสิงหไคล
-เอกพงษ์ ใจบุญ สถาปนิก