**วิหารใหญ่ วัดเมืองปอน**
**ปี พ.ศ. 2410**
จองไม้ไทใหญ่ที่รวมวิหาร หอสวด และศาลาชุมชนไว้ในหลังเดียว
ภูเขาที่โอบล้อมชุมชนยังคงทอดตัวเป็นฉากหลังอันเงียบสงบ ท่ามกลางหมู่บ้านเก่าแก่ วัดเมืองปอนตั้งอยู่ราวกับหัวใจของชุมชน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 ใช้เวลาสร้าง 1 ปี โดยพระยาน้อยศรีไพศาล เจ้าเมืองปอน ร่วมกับนายจองหม่องและชาวบ้านผู้มีศรัทธา
อาคารไม้ขนาดใหญ่ยกพื้นสูง คือวิหารใหญ่ของวัดเมืองปอน หลังคาโลหะทอดยาวครอบคลุมพื้นที่กว้าง ขณะที่ส่วนมุขหน้าและเรือนยอดซ้อนชั้นมุงหลังคาสีแดงเข้ม อันเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมแบบ “จอง” ของไทใหญ่ ซึ่งผสานหน้าที่ของวิหาร หอสวดมนต์ และศาลาชุมชนไว้ในอาคารเดียว ตามประวัติวัด อาคารกลุ่มแรกสร้างขึ้นพร้อมการก่อตั้งวัด แม้ไม่ปรากฏชื่อช่างผู้ก่อสร้าง แต่รายละเอียดงานไม้ การจัดจังหวะเสา และการประดับปานซอยสะท้อนฝีมือช่างไทใหญ่พื้นถิ่นที่รับอิทธิพลจากรัฐฉานและพม่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะรูปแบบหลังคาซ้อนชั้นที่ยกพื้นที่สำคัญให้มีสถานะศักดิ์สิทธิ์เหนือพื้นที่ใช้งานทั่วไป
พื้นที่ภายในเปิดออกเป็นโถงกว้าง เสากลมขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นจังหวะรองรับโครงสร้างหลังคา พื้นไม้ขัดมันสะท้อนแสงจากหน้าต่างบานคู่ที่เปิดเรียงตลอดแนวอาคาร ระบบช่องเปิดนี้คือภูมิปัญญาสำคัญของสถาปัตยกรรมไทใหญ่ เมื่อเปิดบานหน้าต่างทั้งหมด ลมจากภายนอกสามารถไหลผ่านได้อย่างเต็มที่ ช่วยลดความร้อนและความชื้นได้ดี ขณะที่ใต้ถุนยกสูงยังช่วยระบายอากาศและยืดอายุโครงสร้างไม้ให้คงทนต่อสภาพอากาศในหุบเขา
ภายในวิหารแบ่งพื้นที่อย่างเรียบง่ายแต่ชัดเจน ส่วนหน้าเป็นโถงประกอบพิธีกรรมของชุมชน ขณะที่ด้านในสุดยกฐานสูงเป็นเขตพุทธาวาส ประดิษฐานพระประธานและพระพุทธรูปศิลปะไทใหญ่–พม่าหลายองค์ โดยเฉพาะพระพุทธรูปทรงเครื่องที่สะท้อนอิทธิพลศิลปะมัณฑะเลย์ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
พระพุทธรูปยืนไม้โบราณ และพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับนั่งภายในตู้กระจกแบบศิลปะไทใหญ่เมืองนาย–เมืองยอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากราชสำนักพม่าโดยตรง ส่วนเหนือแนวคานและช่องเปิดยังปรากฏภาพพุทธประวัติและชาดกพร้อมอักษรไทใหญ่ ในรูปแบบ “จิตรกรรมแขวน” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปกรรมรัฐฉาน เนื่องจากอาคารไม้ไม่เหมาะแก่การเขียนภาพบนผนังถาวร ช่างจึงสร้างสรรค์ภาพลงบนผืนผ้าหรือแผ่นวัสดุ ก่อนใส่กรอบแขวนไว้ภายในวิหาร
ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในปีพ.ศ. 2518 ทั้งส่วนที่พักสามเณฑทางฝั่งขวาของพระประธาน และพื้นที่ด้านหน้าพร้อมทางขึ้นที่สร้างใหม่ในภายหลัง ส่วนต่างๆ ที่ผุพังก็ได้รับการซ่อมแซมเรื่อยมา งานช่างยังเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ฝ้าไม้ถูกแบ่งเป็นช่องเรขาคณิตและประดับคิ้วสีทอง พร้อมลวดลายเครือเถาและดอกไม้ที่สอดแทรกอยู่ตามมุมต่าง ๆ ดอกเพดานที่แขวนอยู่เหนือโถงพิธีช่วยสร้างมิติให้พื้นที่ ขณะที่หัวเสาแกะสลักเป็นรูปกลีบบัวซ้อนรองรับคาน ชายคาภายนอกประดับลายฉลุหรือปานซอยสีทองอย่างงดงาม รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าวิหารไม้หลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบศาสนกิจ หากเป็นงานสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมภูมิปัญญาช่างพื้นถิ่น ความเชื่อ และสุนทรียภาพของชาวไทใหญ่ไว้อย่างสมบูรณ์
ปัจจุบันวิหารใหญ่ วัดเมืองปอน ยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจิตใจของชุมชน ใช้ประกอบพิธีกรรม งานบุญ งานบวช และประเพณีสำคัญของชาวไทใหญ่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมไม้ ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของอำเภอขุนยวม วิหารหลังนี้จึงมีคุณค่ามากกว่าความเก่าแก่ เพราะยังมีชีวิต มีคนใช้ มีเสียงสวด มีรอยเท้าของชาวบ้าน และมีเรื่องเล่าของเมืองปอนซ่อนอยู่ในทุกเสา ทุกบานหน้าต่าง และทุกลายไม้…