วิหารไม้ศิลปกรรมไทใหญ่–พม่า สร้างคู่กับองค์เจดีย์ประธาน เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรม ไทใหญ่–พม่า ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของอำเภอขุนยวม สร้างวิหารคู่กับองค์เจดีย์ประธานตามคติศิลปกรรมไทใหญ่ มีหลังคาซ้อนชั้นแบบ ปราสาทยอด (Pyatthat) หลายชั้น ซึ่งพบได้ยากในประเทศไทย ประดับป้านลม เชิงชาย และเครื่องยอดแบบไทใหญ่–พม่าอย่างวิจิตร เพดานตกแต่งด้วย ลายคำสีทองบนพื้นแดงชาด แสดงฝีมือช่างไทใหญ่ชั้นสูง องค์เจดีย์มีซุ้มพระประจำทิศ สิงห์เฝ้าทั้ง 4 มุม และฉัตรโลหะพร้อมกระดิ่งแขวนตามคติพุทธศิลป์พม่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิหารที่งดงามที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
วิหารคู่เจดีย์ วัดต่อแพ
**พ.ศ. 2463**
จองพระธาตุเรือนยอดปยาทาด งานช่างไทใหญ่แห่งขุนยวม
ก่อนจะกลายเป็นวัดอันสงบกลางหุบเขาในอำเภอขุนยวม วัดต่อแพเคยเป็นเพียงวัดร้างที่หลงเหลือซากเจดีย์เก่าอยู่ท่ามกลางชุมชนริมลำน้ำยวม ชุมชนแห่งนี้เป็นจุดพักของผู้คนที่ใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างแม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง และรัฐฉาน กระทั่งพระธุดงค์ชาวไทใหญ่จากฝั่งรัฐฉานเดินทางเข้ามาปักกลดและตั้งสำนักสงฆ์ขึ้น ชาวบ้าน พ่อค้า และผู้มีศรัทธาจึงร่วมกันฟื้นฟูวัดจนได้รับการจัดตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2461
เมื่อก้าวผ่านกำแพงแก้วเข้าสู่เขตพุทธาวาส สายตาจะถูกดึงไปยังองค์พระธาตุสีทองอร่ามที่ตั้งเด่นอยู่กลางลาน เจดีย์องค์ปัจจุบันสร้างขึ้นในช่วงการฟื้นฟูวัดราว พ.ศ. 2461–2463 โดยกลุ่มสล่าไทใหญ่และผู้อุปถัมภ์ในชุมชน ได้แก่ จองเติ๊กอ่อง จองกูนะ จองคำ และจองจาย องค์พระธาตุสร้างครอบทับเจดีย์เก่าที่มีอยู่เดิม ภายในบรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ตัวเจดีย์สร้างตามแบบศิลปะไทใหญ่ผสมพม่า มีฐานแปดเหลี่ยมยกสูงเป็นชั้นลดหลั่นรองรับเรือนธาตุทรงระฆัง ก่อนต่อเนื่องสู่ปล้องไฉนและยอดฉัตรโลหะเจ็ดชั้นที่ประดับกระดิ่งจำนวนมาก รอบองค์พระธาตุมีซุ้มพระประจำทิศและสิงห์เฝ้าทั้งสี่มุม สะท้อนคติความเชื่อแบบพุทธศาสนารัฐฉานได้อย่างงดงาม
เคียงข้างองค์พระธาตุคือ “จองพระธาตุ” หรือ Haw That อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นคู่กับองค์พระธาตุโดยเฉพาะ อันเป็นคติที่พบในรัฐฉานมากกว่าล้านนา จองพระธาตุวางผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยกพื้นต่ำ เปิดโล่งทั้งสี่ด้าน ใช้เสากลมจำนวนมากเป็นโครงสร้างหลัก รับน้ำหนักจากเรือนยอดทั้งหมดลงสู่ฐานโดยตรง
จุดเด่นที่สุดของอาคารคือเรือนยอดซ้อนหลายชั้นแบบ “ปยาทาด” (Pyatthat) หรือเรือนยอดซ้อนชั้นแบบพม่า หลังคาชั้นล่างแผ่ออกกว้าง ก่อนยกเรือนขึ้นเป็นชั้น ๆ พร้อมระเบียงโปร่งและลูกกรงไม้ไขว้ แล้วจบด้วยหลังคาทรงมณฑปบนสุด เกิดสัดส่วนแนวดิ่งที่สง่างามและโดดเด่นเหนือภูมิทัศน์โดยรอบ ระบบหลังคาแบบ “สองคอสามชาย” ช่วยระบายอากาศและลดความร้อน ขณะที่งานไม้ฉลุบริเวณชายคา หน้าจั่ว และป้านลม ช่วยเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับงานออกแบบ รวมถึงเพดานไม้ลงรักสีแดงเข้มประดับลายคำสีทอง ล้วนแสดงให้เห็นฝีมือช่างไทใหญ่ที่วิจิตรไม่ต่างจากอาคารศักดิ์สิทธิ์หลักของวัด
นอกจากคุณค่าทางสถาปัตยกรรม วัดต่อแพยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นใช้วัดแห่งนี้เป็นจุดพักกำลังพลก่อนเคลื่อนเข้าสู่พม่า พื้นที่ใต้ศาลาเคยใช้รักษาทหารบาดเจ็บ และมีการใช้จองพระธาตุเป็นสถานที่พิมพ์ธนบัตรชั่วคราว พื้นที่หลายจุดในวัดยังใช้เป็นที่ฝังศพทหาร ปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานทหารญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
วันนี้ วัดต่อแพยังคงเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของแม่ฮ่องสอน กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวิหารและเจดีย์เป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2550 ภายในวัดยังมีศาลาการเปรียญศิลปะไทใหญ่ ผ้าม่านโบราณปักอัญมณีอายุเกือบ 200 ปี รวมถึงเว็จกุฎีหรือส้วมพระโบราณที่สร้างอย่างประณีตและยังใช้งานได้จริงจนถึงปัจจุบัน ทุกมุมของวัดสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธา ช่างฝีมือ และวิถีชีวิตของชุมชนชายแดนได้อย่างลึกซึ้ง จนทำให้วัดต่อแพไม่ใช่เพียงสถานที่ทางศาสนา หากเป็นหน้าต่างบานสำคัญที่เปิดให้เห็นโลกของศิลปะไทใหญ่ซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางขุนเขาแห่งขุนยวมจนถึงทุกวันนี้