ตัวอาคารก่ออิฐมอญก้อนหนาตามลักษณะการก่อสร้างแบบโบราณที่กำแพงหนาทำหน้าที่รับน้ำหนัก (wall bearing) อาคารจึงเย็นสบาย อาคารหย่งเชียงเป็นอาคารสองชั้น กว้าง 14.20 เมตร ยาว 13.80 เมตร ผังพื้นอาคารเป็นรูปตัวแอล (L) หลังคาเป็นแบบปั้นหยาผสมจั่ว เป็นสถาปัตยกรรมล้านนาผสมกับจีน ด้านหน้าอาคารทั้งสองด้านที่ติดกับถนนท่าแพและถนนวิชยานนท์ก่ออิฐเป็นเสาขนาด 75 เซนติเมตร เว้นช่องเป็นจังหวะตลอดแนวอาคารทั้งสองด้าน ร่นผนังของอาคารชั้นล่างเพื่อให้เกิดทางเดินเท้า (arcade) ลักษณะของโครงสร้างอย่างที่กล่าวไปข้างต้นใช้การก่ออิฐรับน้ำหนักหนา 60 เซนติเมตร เพื่อรับน้ำหนักพื้นชั้นสอง โดยการใช้คานไม้ขนาด 4 นิ้ววางสอดเข้าไปในผนังก่ออิฐเพื่อรับโครงสร้างพื้นและประตูหน้าต่าง มีการก่ออิฐเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม (arch) และเจาะช่องระบายอากาศเป็นรูปวงกลมเหนือประตูหน้าต่างทุกบาน ด้านในอาคารบูรณะให้คล้ายกับสภาพเดิมมากที่สุด แต่ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องตลาด ตัวบันไดและราวบันไดเป็นไม้ทำแบบให้คล้ายยุคเดิมโดยตกแต่งด้วยลายฉลุ ปิดช่องโล่งด้านบนด้วยหลังคาโครงเหล็กสีดำใส่แผ่นหลังคาสังกะสีสีขาว ห้อยโคมไฟแบบโบราณได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2556
เตียหย่งเชียง
ปี พ.ศ. 2447
จากตึกค้าขายริมกาดหลวงสู่พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา
บนหัวมุมถนนวิชยานนท์ใกล้ตลาดวโรรส อาคารสองชั้นสีขาวหลังหนึ่งยังคงยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่มากว่าศตวรรษ อาคารแห่งนี้คือ “เตียหย่งเชียง” เป็นหนึ่งในตึกพาณิชย์เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในย่านการค้าเก่าของเมือง สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2447 ในช่วงที่ย่านกาดหลวงกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของเชียงใหม่ สร้างโดยจีนกี กีเซ่งเฮง บุตรชายของเล่าก๋งเตียบู้เซ้ง ผู้นำชุมชนพ่อค้าชาวจีนย่านวัดเกตุ สร้างให้บุตรชาย เตียหย่งเชียง หรือ นายทองอยู่ ตียาภรณ์ ผู้สืบทอดการค้าขายมาจากตระกูลแซ่เตีย (ตียาภรณ์) ใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าและเป็นที่พักอาศัยของครอบครัว
แม้อาคารจะตั้งอยู่ในย่านการค้าของชาวจีน แต่รูปแบบสถาปัตยกรรมกลับสะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมหลายสายอย่างน่าสนใจ ทั้งตะวันตก ล้านนา และจีน โครงสร้างหลักเป็นผนังก่ออิฐรับน้ำหนักหนาครึ่งเมตร มุงหลังคาปั้นหยาผสมจั่ว ขณะที่พื้น ระเบียง ประตู หน้าต่าง และโครงสร้างชั้นบนเป็นไม้เนื้อแข็งตามภูมิปัญญาช่างพื้นถิ่นล้านนา วิธีการก่อสร้างใช้คานไม้ขนาดใหญ่สอดเข้าไปในผนังก่ออิฐเพื่อรับพื้นชั้นบนและช่องเปิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบได้ในอาคารพาณิชย์ยุคแรกของเชียงใหม่ ผังพื้นอาคารเป็นรูปตัว L กว้าง 14.20 เมตร ยาว 13.80 เมตร
องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือแนวช่องเปิดตลอดอาคาร ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกครอบด้วยซุ้มโค้งครึ่งวงกลมแบบอาร์ช (Arch) สะท้อนอิทธิพลสถาปัตยกรรมโคโลเนียลที่แพร่เข้ามาพร้อมการค้าไม้และการติดต่อกับชาติตะวันตก เหนือซุ้มโค้งแต่ละช่องยังเจาะช่องระบายอากาศทรงกลมขนาดเล็ก ช่วยให้อากาศร้อนลอยตัวออกจากอาคารได้ตลอดวัน
ชั้นบนของอาคารมีระเบียงไม้ต่อเนื่องตลอดแนวด้านหน้า ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อนและกันแดดให้กับผนังด้านใน หากมองจากระเบียงออกไปจะเห็นบรรยากาศเมือง รวมถึงซุ้มโขงประตูทางเข้าวัดอุปคุตที่งดงาม ฝ้าเพดานไม้สีเข้มทอดยาวไปตามแนวระเบียง สร้างบรรยากาศสงบและเย็นสบาย ขณะที่บานหน้าต่างไม้เปิดคู่และบานเกล็ดช่วยเพิ่มการระบายอากาศตามธรรมชาติ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้อาคารมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างเรือนล้านนากับตึกแถวการค้าของชาวจีน
ภายในอาคารยังเผยให้เห็นเสน่ห์ของงานช่างไม้ดั้งเดิม บันไดไม้และราวกันตกได้รับการออกแบบให้คล้ายของเดิมมากที่สุด โดยเพิ่มลวดลายฉลุที่อ้างอิงจากลายเรขาคณิตแบบจีนและล้านนา พื้นไม้สีเข้มและกรอบประตูไม้ขนาดใหญ่ช่วยสร้างบรรยากาศย้อนยุค ขณะที่โถงกลางได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยโครงสร้างเหล็กสีดำและหลังคาโปร่งแสง เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติและรองรับการใช้งานร่วมสมัยโดยไม่รบกวนโครงสร้างประวัติศาสตร์เดิม
ตลอดเวลากว่าร้อยปี อาคารเตียหย่งเชียงผ่านการเปลี่ยนแปลงการใช้งานหลายครั้ง จากร้านค้าและที่พักอาศัย กลายเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่า ก่อนจะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วง พ.ศ. 2556–2566 ให้เป็นที่พักและโรงแรมขนาดเล็กในชื่อ “Villa Long Chang” ก่อนจะปิดตัวไป ปัจจุบันอาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ Museum of Broken Relationships Chiang Mai หรือ “พิพิธภัณฑ์แห่งการจากลา” พื้นที่จัดแสดงศิลปะและเรื่องราวความสัมพันธ์จากผู้คนทั่วโลก ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2567 พื้นที่ทั้งหมดได้รับการดูแลโดยทีม Museum of Broken Relationships Thailand ร่วมกับเจ้าของอาคารซึ่งยังคงเป็นทายาทของตระกูลตียาภรณ์
วันนี้ เตียหย่งเชียงจึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารเก่าแก่ริมกาดหลวง หากเป็นตัวอย่างสำคัญของการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพาณิชยกรรมยุคแรกของเชียงใหม่ ที่สามารถเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกันได้อย่างงดงาม และยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของผู้คนเหมือนเช่นเมื่อกว่าร้อยปีก่อน เพียงเปลี่ยนจากการแลกเปลี่ยนสินค้า มาเป็นการแลกเปลี่ยนความทรงจำและเรื่องราวของชีวิตแทน