อาคารคุ้มเจ้านายล้านนาแบบพื้นถิ่นผสมตะวันตก ลักษณะเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐหนาฉาบปูน เปิดช่องโค้งอาร์ชต่อเนื่องรอบอาคาร ช่วยสร้างร่มเงาและทำให้อากาศไหลเวียนได้ดี ฐานปูนสีขาวให้ความรู้สึกมั่นคง ชั้นบนซึ่งเป็นโครงสร้างไม้สักให้ความรู้สึกอบอุ่น ความต่างของวัสดุทั้งสองส่วนทำให้อาคารมีมิติ ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงเวลาช่วงเปลี่ยนผ่านของเชียงใหม่จากเรือนล้านนาแบบดั้งเดิมสู่บ้านเจ้านายที่รับอิทธิพลตะวันตกยุคแรก หลังคาปั้นหยาผสมจั่ว (มะนิลา) คลุมโดยรอบอาคาร เหนือแนวชายคายังมีแผงไม้ฉลุเรขาคณิต หลังคากระเบื้อง ดินขอฝีมือช่างล้านนา ภายในอาคารยังคงรายละเอียดของงานช่างไม้ที่เรียบง่ายและงดงาม
ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ด้านการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประเภทอาคารสถาบันและอาคารสาธารณะ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2548
คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์)
ปี พ.ศ. 2432-2436
คุ้มที่ผสานตึกอิฐโคโลเนียลกับเรือนไม้สักล้านนาในหลังเดียว
ก่อนที่เชียงใหม่จะเต็มไปด้วยคาเฟ่ โรงแรมบูติก และอาคารร่วมสมัย เมืองแห่งนี้เคยเรียนรู้โลกตะวันตกผ่านคุ้มเจ้านายและกิจการค้าไม้ คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) คือหนึ่งในหลักฐานสำคัญของยุคนั้น อาคารชั้นล่างก่ออิฐถือปูนหนาเปิดช่องโค้งแบบศิลปะคลาสสิกโคโลเนียล ผังอาคารแบบศอกคู้ รูปตัว L ขณะที่ชั้นบนยังคงเป็นเรือนไม้สักตามภูมิปัญญาล้านนา ราวกับสองวัฒนธรรมกำลังสนทนากันอยู่ภายในอาคารหลังเดียว และบทสนทนานั้นยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) หรือคุ้มกลางเวียง สร้างขึ้นขณะที่มีการเริ่มต้นกิจการป่าไม้อย่างจริงจัง สมัยเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เพื่อเจ้าน้อย มหาอินทร์ (ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าบุรีรัตน์ หนึ่งในตำแหน่งเจ้าขัน 5 ใบ) หลานของเจ้าหลวงคำฝั้น (เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 3) สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2432-2436 บนพื้นที่ 1ไร่ 3 งาน 84 ตารางวา ก่อนตกทอดมาสู่บุตรชายคือ เจ้าน้อยชมชื่น ณ เชียงใหม่ และต่อมาปี พ.ศ. 2460 ผู้ครอบครองเป็นของคุณบัวผัน ทิพยมณฑล กระทั่งเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2544 ตระกูลกิติบุตรและทิพยมณฑล ในนาม คุณเรียงพันธุ์ ทิพยมณฑล และ อาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร ได้มอบอาคารให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นที่ทำการของศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา ภายใต้การบริหารจัดการโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาคารที่เคยเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของเจ้านายจึงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเมือง
เสน่ห์ของคุ้มหลังนี้อยู่ที่การออกแบบซึ่งไม่แยกความงามออกจากการใช้ชีวิต ชั้นล่างก่ออิฐหนาฉาบปูน เปิดช่องโค้งอาร์ชต่อเนื่องรอบอาคาร ช่วยสร้างร่มเงาและทำให้อากาศไหลเวียนได้ดี ฐานปูนสีขาวให้ความรู้สึกมั่นคง ขณะที่ชั้นบนซึ่งเป็นโครงสร้างไม้สักกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเบากว่า ความต่างของวัสดุทั้งสองส่วนทำให้อาคารมีมิติ ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและในเชิงเวลา เพราะเผยให้เห็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเชียงใหม่จากเรือนล้านนาแบบดั้งเดิมสู่บ้านเจ้านายที่รับอิทธิพลตะวันตกยุคแรก
ระเบียงไม้ชั้นบนที่ล้อมรอบตัวอาคารเปรียบเสมือนหัวใจของคุ้ม ทำหน้าที่เป็นทั้งทางเดิน พื้นที่รับแขก และห้องนั่งเล่นกึ่งกลางแจ้ง หลังคาปั้นหยาผสมจั่ว (มะนิลา) คลุมโดยรอบอาคาร เหนือแนวชายคายังมีแผงไม้ฉลุเรขาคณิตซึ่งให้กลิ่นอายตะวันตกแบบวิกตอเรียน ทว่าเมื่ออยู่ร่วมกับโครงสร้างไม้สัก หลังคากระเบื้องดินขอ และฝีมือช่างล้านนา รายละเอียดทั้งหมดกลับกลมกลืนเป็นภาษาเดียวกัน ส่วนลูกกรงไม้ฉลุลายวงรี ข้าวหลามตัด และช่องกลมเล็กๆ ทำหน้าที่กรองแสงให้ตกลงบนพื้นไม้เป็นจังหวะอ่อนๆ ความงามของคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) จึงไม่ได้เกิดจากการตกแต่งที่มากเกินไป แต่เกิดจากการปล่อยให้แสง ลม เงา และเนื้อไม้ทำงานร่วมกันอย่างพอดี
ภายในอาคารยังคงรายละเอียดของงานช่างไม้ที่เรียบและงดงาม ผนังไม้ตีแนวนอน ประตูบานเปิดคู่ พื้นไม้สักแผ่นยาว และช่องลมเหนือฝา ล้วนออกแบบเพื่อให้บ้านอยู่สบาย ส่วนบันไดหลักด้านหน้าแสดงฐานะของคุ้มเจ้านายผ่านชานพักกว้างและลูกกรงฉลุอย่างประณีต ขณะที่บันไดด้านหลังบอกเล่าระบบการใช้งานของบ้านในอดีต ทั้งพื้นที่รับรอง พื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่บริการที่ถูกจัดวางไว้อย่างมีลำดับ
ปัจจุบันคุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) อยู่ภายใต้การดูแลและบริหารจัดการโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อว่าศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา หรือ Lanna Architecture Center (Khum Museum) และในปี พ.ศ. 2548 ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และ รางวัลสถาปัตยกรรม 100 ปีทรงคุณค่าแห่งเมือง ปี พ.ศ. 2569 จากสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (Museum Siam) จากบทบาทใหม่นี้ คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์) จึงงดงามไม่ใช่เพราะความสมบูรณ์แบบ หากเพราะร่องรอยของเวลาได้รับการดูแลอย่างเคารพ ทุกพื้นไม้ที่สึก ทุกช่องลม ทุกลายฉลุ และทุกโค้งอาร์ช ล้วนบอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนา อิทธิพลตะวันตก และชีวิตของผู้คนในเมืองเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี