**คริสตจักรสันติธรรม**
**ปี พ.ศ. 2465**
โบสถ์มิชชันนารีลูกผสมที่หลอมซุ้มโค้งฝรั่ง อินเดีย และอารมณ์ญี่ปุ่น
กลางพื้นที่สงบของแมคเคน โบสถ์คริสต์หลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้า ต้นไม้ใหญ่ และแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตามเวลา พื้นที่แห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2456 เมื่อนายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน (James W. McKean) มิชชันนารีและแพทย์ชาวอเมริกัน ขอใช้ที่ดินจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าเมืองเชียงใหม่ เพื่อจัดตั้งสถานพยาบาลและชุมชนพักพิงสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อนซึ่งมักถูกผลักออกจากสังคม จากจุดเริ่มต้นที่เป็นสถานพยาบาล ได้ค่อย ๆ พัฒนาเป็นชุมชนที่มีบ้านพัก โรงเรียน โรงฝึกอาชีพ โรงพยาบาล และคริสตจักร
อาคารคริสตจักรหลังนี้รู้จักในชื่อ “คริสตจักรสันติธรรม” หรือ “Thaw Chapel” เพื่อเป็นเกียรติแก่ Mrs. Thaw ผู้ถวายเงินก่อสร้าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “Thaw Memorial Chapel” ในภายหลัง อาคารสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2465 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ Walter Osborn Keats และก่อสร้างโดย Paul A. Reichel แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2467 เพื่อใช้แทนสถานที่นมัสการพระเจ้าเดิมที่เป็นอาคารไม้ไผ่ (คริสตจักรเกาะกลาง)
โบสถ์แห่งนี้มีความสูง 21 เมตร ยาว 29.7 เมตร กว้าง 18.41 เมตร ได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากมิชชันนารีตะวันตกที่ทำงานร่วมกับช่างท้องถิ่น ภาพจำของโบสถ์หลังนี้เริ่มจากหอระฆังกลางอาคารที่ยกตัวขึ้นอย่างสงบ หอคอยไม่ได้สูงชะลูดแบบโบสถ์กอทิกในยุโรป แต่มีสัดส่วนโปร่ง เปิดช่องทั้งสี่ด้าน และจบด้วยไม้กางเขนบนยอด เส้นตั้งของหอระฆังทำหน้าที่ดึงสายตาขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะที่ซุ้มโค้งขนาดใหญ่ด้านบนช่วยลดความแข็งกระด้างของผนังปูนได้ดี
ด้านหน้าอาคารเผยให้เห็นจังหวะของซุ้มโค้งแหลมมนเรียงต่อกัน เช่นเดียวกับด้านข้าง โค้งเหล่านี้ไม่ใช่ Gothic Revival แบบบริสุทธิ์ หากเป็นเส้นโค้งที่ผ่านการปรับให้เข้ากับบริบทเขตร้อน โดยนักออกแบบได้แนวคิดซุ้มโค้งมาจากอินเดีย มีทั้งกลิ่นอาย Mission Revival, Colonial Tropical และ Moorish Arch อย่างอ่อน ๆ ซุ้มอาเขตทำหน้าที่มากกว่าความงาม เพราะกันแดด กันฝน และสร้างเงาลึกก่อนเข้าสู่โถงภายใน แสงที่ลอดผ่านช่องโค้งจึงทำให้อาคารมีมิติสวยงามอยู่เสมอ
หลังคาจั่วลาดชันช่วยระบายน้ำฝนได้รวดเร็ว ชายคายื่นสร้างเงาให้ผนัง ส่วนแนวบันไดและฐานอาคารที่ยกขึ้นเล็กน้อยช่วยแยกตัวอาคารออกจากความชื้นของพื้นดิน ทุกองค์ประกอบจึงเป็นคำตอบของสถาปัตยกรรมเขตร้อนที่ทำงานเงียบ ๆ อยู่เบื้องหลังความงาม สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือผนังค้ำยันและโค้งขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างมุมอาคาร โค้งที่พาดเชื่อมอยู่เหนือแนวหลังคาช่วยสร้างเส้นสายที่อ่อนลง เกิดความสมดุลระหว่างความหนักของผนังปูนกับความเบาของช่องเปิด ส่วนจะงอยโค้งที่หัวเสาทั้งสี่มุม เป็นความตั้งใจของนักออกแบบที่ลดรูปทรงมาจากคลื่นทะเลเหมือนงานศิลปะญี่ปุ่น อีกทั้งแผ่นกระเบื้องลอนเล็กที่ตกแต่งด้านบนเป็นการดึงอารมณ์จากหลังคาบ้านญี่ปุ่นเช่นกัน บรรยากาศรายรอบยังช่วยขับให้โบสถ์หลังนี้งามยิ่งขึ้น ทั้งสนามหญ้ากว้างด้านหน้าเปิดพื้นที่ให้ตัวอาคารหายใจ ต้นไม้ใหญ่ทำหน้าที่เป็นฉากหลังสีเขียวเข้ม ขณะที่ท้องฟ้าเชียงใหม่กลายเป็นฉากเปลี่ยนสีให้หอระฆังในแต่ละช่วงวัน
ปัจจุบันโบสถ์ “Thaw Memorial Chapel” ไม่ใช่เพียงศาสนสถานของคริสต์ศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นหลักฐานสำคัญของการเข้ามาของการแพทย์สมัยใหม่ งานมิชชันนารี และสถาปัตยกรรมตะวันตกในล้านนา ในฐานะส่วนหนึ่งของสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน อาคารแห่งนี้สะท้อนให้เห็นช่วงเวลาที่เชียงใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ผ่านภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความหมายและคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง