เป็นอาคารไม้สักโบราณสไตล์โคโลเนียลล้านนาที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งบนถนนท่าแพ มีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมแบบ “เรือนขนมปังขิง” เช่น ไม้ฉลุลวดลายละเอียด ระเบียงไม้ ลูกกรงไม้ และหน้าต่างบานเกล็ด เป็นตัวอย่างสำคัญของการอนุรักษ์อาคารเก่าและการปรับใช้ประโยชน์ใหม่ในเชียงใหม่ การผสมผสานอดีตกับปัจจุบันอย่างลงตัวจนกลายเป็นแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมของถนนท่าแพและย่านการค้าเก่าเชียงใหม่
ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประจำปี 2547
เรือนขนมปังขิงอายุกว่า 100 ปี จากบ้านคหบดีสู่ร้านชา
“Raming Tea House Siam Celadon” ร้านชา ร้านอาหาร และพื้นที่จัดแสดงงานหัตถศิลป์ที่ยังคงบรรยากาศของบ้านเก่าไว้ได้อย่างงดงามริมลำน้ำแม่ข่า ท่ามกลางจังหวะเมืองที่เปลี่ยนไป อาคารไม้สักสองชั้นหลังนี้ยังคงตั้งอยู่อย่างสงบบนถนนท่าแพ ย่านการค้าเก่าของเชียงใหม่ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2458 ในยุคที่ล้านนาเปิดรับอิทธิพลจากโลกภายนอกผ่านการค้าไม้สัก การเดินทาง และเครือข่ายพ่อค้าหลากวัฒนธรรม
เดิมทีถูกสร้างเป็นบ้านพักและอาคารพาณิชย์ของคหบดีในย่านท่าแพ ก่อนจะถูกใช้เป็นร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างชื่อ “หนิ่มเฉี่ยวฮวด” ของขุนอนุกรบุรี ในช่วง พ.ศ. 2458–2459 และในปี พ.ศ. 2489 นายบรรยง นิมากร บุตรชายเข้ามาดูแล ก่อนที่ นพ.สมโพธิ นิมากร หลังเรียนจบจากสหรัฐอเมริกา จึงเปิดเป็น “คลินิกหมอสมโพธิ” กระทั่งเปลี่ยนมือให้กับเจ้าของกิจการชาระมิงค์ แบรนด์ผู้บุกเบิกอุสาหกรรมชาแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในช่วง พ.ศ. 2545–2547 โดยกลุ่มชาระมิงค์และสยามศิลาดล พร้อมเปิดเป็นร้านชาภายใต้ชื่อ “Raming Tea House Siam Celadon”
เรือนหลังใหญ่นี้ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมโคโลเนียลผสมเรือนขนมปังขิงอย่างชัดเจน ชั้นล่างเป็นผนังก่อปูน มีซุ้มโค้งเรียงตัวเป็นจังหวะ ส่วนชั้นบนเป็นเรือนไม้ตีเกล็ดตามแนวนอน มีหน้าต่างบานเกล็ดสีเขียวที่ช่วยรับลมและกรองแสง ชายคายื่นยาวรับกับภูมิอากาศร้อนชื้น ขณะที่ไม้ฉลุตามชายคา ค้ำยัน และราวระเบียง ประหนึ่งผ้าลูกไม้ผืนเบาที่ประดับอาคารอย่างประณีต จึงทำให้อาคารหลังใหญ่ดูโปร่งและอ่อนช้อย ทุกรายละเอียดล้วนดึงดูดสายตาผู้มาเยือน
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน โถงกลางคือที่ซึ่งแทบทุกคนต้องหยุดมอง พื้นที่ถูกจัดผังให้มีลานกลางเปิดโล่ง โอบล้อมด้วยระเบียงสองชั้น ปัจจุบันติดตั้งหลังคากระจกเพื่อกันฝน ซึ่งยังปล่อยให้แสงธรรมชาติส่องลงมายังพื้นกระเบื้องลายเรขาคณิตด้านล่าง ซึ่งมีโต๊ะไม้ เก้าอี้หวาย เก้าอี้ไม้ทรงคลาสสิก แจกันดอกไม้ และกระถางเฟิร์น จัดวางอย่างได้จังหวะ ทำให้พื้นที่รับรองของร้านยังคงความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่มุมโปรดในบ้านเก่ามากกว่าร้านอาหาร
รายละเอียดงานไม้พบได้ตลอดทางเดิน ราวระเบียงไม้ฉลุสีขาวทอดยาวรอบโถงกลาง ช่องลมเหนือประตู หน้าต่างบานเกล็ด และแผงไม้ฉลุใต้ชายคา ล้วนทำหน้าที่ทั้งตกแต่งและระบายอากาศ การตกแต่งภายในเลือกใช้โทนสีอ่อนของผนังไม้ ตัดกับพื้นไม้สีเข้มและเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่า ช่วยขับให้ลายฉลุและโครงสร้างดั้งเดิมของอาคารเด่นขึ้นได้โดยไม่ต้องประดับมากเกินไป
ส่วนชั้นบนยังคงบรรยากาศของบ้านคหบดีเก่าไว้ได้ดี พื้นไม้สีเข้มขัดเงา ผนังไม้ตีเกล็ด ฝ้าไม้ยาวตามแนวห้อง และประตูไม้บานลูกฟักให้ความรู้สึกเรียบ สุขุม และมีน้ำหนักทางเวลา ระเบียงไม่ได้เป็นเพียงทางสัญจร แต่เป็นจุดชมโถงกลางจากมุมสูง เห็นแสง เงา ลายฉลุ และชีวิตของร้านที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านล่าง เป็นจุดถ่ายรูปที่ผู้มาเยือนชื่นชอบไม่แพ้มุมอื่น ห้องขนาดใหญ่บางส่วนถูกใช้เป็นแกลเลอรีจัดแสดงงานศิลปะและของตกแต่ง โดยปล่อยให้ตัวอาคารเป็นฉากหลัก ภาพเขียน โต๊ะไม้ ม้านั่ง และงานศิลาดลถูกวางอย่างพอดี ไม่กลบรายละเอียดเดิม แต่ช่วยเติมชีวิตร่วมสมัยให้บ้านเก่าหลังนี้
ปัจจุบันเรือนโบราณขนมปังขิงภายใต้บ้านระมิงค์ทีเฮ้าส์สยามศิลาดลแห่งนี้ ยังได้รับการดูแลอย่างดีจากกลุ่มทายาท โดยเฉพาะคุณวงเดือน วังวิวัฒน์ ซึ่งยังคอยดูแลเอาใจใส่อย่างหวงแหน จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 2547 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และความนิยมจากทั้งชาวไทยและต่างชาติเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ถือเป็นตัวอย่างงานอนุรักษ์อาคารเก่าและการผสมผสานอดีตกับปัจจุบันให้อยู่ร่วมกันอย่างงดงามในเรือนไม้สักหลังงามนี้