คริสตจักรแห่งแรกของเชียงใหม่ เป็นคริสตจักรเพรสไบทีเรียนที่ซ้ำซ้อนในเชียงใหม่ ประเทศไทย ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2434 นับเป็นคริสตจักรแห่งแรกที่สร้างขึ้นในภาคเหนือของสยาม
คริสตจักรที่หนึ่ง เชียงใหม่ พ.ศ.2411
โบสถ์ไม้สักริมปิงกับ ‘จุดเริ่มต้น’ ที่ล้านนาไม่มีวันลืม ปลายปี พ.ศ. 2407 ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งเดินทางขึ้นเหนือจากกรุงเทพฯ ล่องเรือตามลำน้ำเจ้าพระยามาขึ้นที่เมืองตาก แล้วต่อด้วยช้างฝ่าแก่งหินของแม่น้ำปิง รอนแรมร่วมห้าสิบวันกว่าจะถึงเชียงใหม่ ชื่อของเขาคือ ดาเนียล แมคกิลวารี และการมาเยือนครั้งนั้นคือจุดเริ่มของเรื่องที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ความเชื่อของชาวล้านนาไปอย่างถาวรสามปีต่อมา แมคกิลวารีพาครอบครัวกลับมาปักหลัก โบสถ์หลังแรกของเขาไม่ใช่อาคาร แต่เป็นบ้านพักหลังคามุงหญ้าคา ก่อนจะขยับไปใช้โรงเรียนหญิงที่เขาตั้งขึ้นเป็นที่นมัสการ จนวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2411 คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ จึงถือกำเนิดอย่างเป็นทางการบนพื้นที่ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก กลายเป็นคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกของภาคเหนือด้วยสมาชิกเริ่มต้นเพียงเจ็ดคนเส้นทางไม่ได้ราบรื่น ช่วงแรกของพันธกิจเต็มไปด้วยแรงต้าน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี พ.ศ.2412 เมื่อมีพระบรมราชโองการรับรองสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาคริสต์และทุกศาสนา สิ่งนี้เองเปิดทางให้ชุมชนคริสเตียนเติบโตได้อย่างเปิดเผย เมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้ริมปิงจึงค่อยๆ แตกหน่อเมื่อชุมชนใหญ่ขึ้นจนห้องเรียนคับแคบเกินกว่าจะรองรับ ราวปี พ.ศ. 2432 หนานนันตา คริสเตียนท้องถิ่น ได้ยกที่ดินมรดกริมปิงให้สร้างโบสถ์ถาวร โดยมี ดร.มาเรียน เอ. ชีค เป็นผู้ออกแบบและก่อสร้าง โดยใช้ไม้สักทองทั้งหลัง และทำพิธีฉลองในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2434สิ่งที่ทำให้อาคารหลังนี้น่าสนใจไม่ใช่เพราะความเป็น “ตึกฝรั่ง” แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปหลังแรกของเชียงใหม่ก็ตาม หากเป็นเพราะมันไม่ได้เป็นฝรั่งทั้งหมด ผังของโบสถ์ยืมโครงสร้างวิหารหลวงแบบล้านนามาใช้ มีการย่อมุขหน้าสามหลังสอง และยกหอระฆังขึ้นเหนือมุขด้านหน้า ช่างไม้ท้องถิ่นจึงได้เล่าภาษาสถาปัตยกรรมที่ตนคุ้นเคยให้กับศาสนาที่เพิ่งมาถึง การพบกันระหว่างไม้สักกับไม้กางเขนนี้เองที่ทำให้โบสถ์กลายเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมโบสถ์คริสต์ทั่วภาคเหนือในเวลาต่อมาจากคริสตจักรเดียวริมน้ำ เครือข่ายค่อยๆ ขยายจนตั้งเป็นคริสตจักรภาคที่ 1 ครอบคลุมเชียงใหม่และลำพูน และเพิ่มจำนวนเป็นหลักร้อยแห่งในปัจจุบัน โบสถ์หลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอาคารเก่า แต่เป็นหลักฐานว่าคริสต์ศาสนาได้หยั่งรากในล้านนาสำเร็จกาลเวลาผ่านไป เมื่อสมาชิกขยายตัวจนโบสถ์หลังเดิมไม่สามารถรองรับได้ คริสตจักรจึงมีแนวคิดสร้างโบสถ์หลังใหม่บนถนนเจริญราษฎร์ และย้ายออกไปในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2511 ทิ้งอาคารไม้หลังเก่าไว้ให้โรงเรียนเชียงใหม่คริสเตียนใช้เป็นโบสถ์ประจำโรงเรียนมาจนถึงทุกวันนี้ประตูเดิมที่เคยเปิดรับผู้คนจากท่าน้ำปิงถูกปิดตายไปแล้ว เมื่อถนนเข้ามาแทนที่สายน้ำที่เคยเป็นเส้นทางสัญจรหลัก แต่ตัวอาคารยังคงอยู่ และในปี พ.ศ. 2558 อาคารหลังนี้ยังได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารปูชนียสถานและวัดวาอาราม จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เสมือนเป็นการยืนยันว่าโบสถ์ไม้สักริมปิงหลังนี้ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่คนล้านนาไม่มีวันลืม
**อ้างอิง : เอกสารการศึกษาวิวัฒนาการของโบสถ์โปรแตสแตนท์ เพื่อหาอิทธิพลที่ส่งผลต่อ ลักษณะร่วมทางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดเชียงใหม่ โดย สุภัค พฤกษิกานนท์ ปิยาฉัตร ศิริวรรณ และ อุฬาร ปัญจะเรือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่