Wat Mon Sunthan (Pu Yak)
“หนึ่งในน้อย” ของวิหารพุทธร่างฝรั่ง
วิหารวัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน)
“หนึ่งในน้อย” ของวิหารพุทธร่างฝรั่ง
สถานที่: อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
ประเภท: อาคารศาสนา (พระวิหาร)
ปี: ๒๔๔๒
วัดนอกอย่าง
การยอมรับสถาปัตยกรรมจากโลกภายนอกเกิดขึ้นตลอดเวลาในสยามประเทศ เรารับอินเดีย ลังกา ขอม จีน อินโด พม่า ไทใหญ่ และอื่น ๆ ซึ่งมีทั้งการ “ถ่ายแบบ” คือพยายามทำให้เหมือน และมีทั้งการเลือกรับปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ วัสดุ เทคโนโลยี และการช่าง นานวันเข้าก็ค่อย ๆ ตีความและพัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นขึ้น (Vernacularization) กระบวนการนี้ทำให้ทำให้สถาปัตยกรรมในสยาม เช่น สุโขทัย อยุธยา เริ่มมีแบบอย่างทางสถาปัตยกรรมของตัวเอง จนถูกมองว่าเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม “แบบไทย” (Thai Traditional Architecture)
จนกระทั่งสมัยอยุธยาตอนปลายกระแสนิยมสถาปัตยกรรมตะวันตกเข้ามาเฟื่องฟูในลพบุรี และลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก สถาปัตยกรรมยุคนี้ถูกเรียกรวม ๆ ว่า เป็นแบบ “วิลันดา” ซึ่งตามรูปศัพท์หมายถึงฮอลันดา แต่ตามลักษณะที่เป็นจริงนั้นตึก อาคาร วัด วัง มีทั้งอิทธิพลฮอลันดา ฝรั่งเศส และเปอร์เซีย เป็นต้น แต่ทั้งหมดถูกเรียกโดยไม่แบ่งแยกว่า “ตึกวิลันดา” เช่นเดียวกับที่เราเรียกตึกทรงฝรั่งว่า “โคโลเนียล” โดยไม่แยกแยะว่าเป็น อเมริกันโคโลเนียล อิงลิชโคโลเนียล หรือเฟรนช์โคโลเนียล รวมไปถึงการเรียกชาวยุโรปแบบเหมารวมว่า “ฝรั่ง” นั่นเอง

สถาปัตยกรรมแบบ “วิลันดา” วัดเตร็ด : ตั้งอยู่ทางทิศใต้นอกเกาะเมืองอยุธยา
ที่มาภาพ : เว็บไซต์กรมศิลปากร https://www.finearts.go.th/main/view/19210/
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรูปแบบสถาปัตยกรรมต่าง ๆ เมื่อถูกตีความหรือถ่ายทอดโดยภาษาช่างท้องถิ่น จึงผสมปนเปไปตามทักษะของช่างที่มีข้อจำกัดในมุมมองและเทคโนโลยีที่แตกต่างออกไปจากสถาปัตยกรรมตามถิ่นเดิมของมัน จนบางครั้งก็มองไม่ออกว่า ต้นทางของสถาปัตยกรรมเหล่านั้นมีดีเอ็นเอมาจากใคร
ลักษณะสำคัญของ “ตึกวิลันดา” คือการก่อผนังอิฐด้านหน้าจากพื้นขึ้นไปจนถึงสุดปลายยอดหน้าบัน (อกไก่) ส่วนของหน้าบันของอาคารสกุลนี้จึงประดับด้วยลวดลายตามอย่างบาโรค (Baroque) หรือโรโคโค (Rococo) ต่างจากอาคารแบบพื้นถิ่นสยาม ที่จะก่อผนังถึงแนวสูงสุดของหัวเสาหรือแนวอะเส แล้วสร้างส่วนหน้าบันด้วยไม้ต่อขึ้นไปจนถึงอกไก่ หน้าบันของ “ตึกวิลันดา” มักไม่มีส่วนหลังคาที่ยื่นออกมากันแดดกันฝนเพื่อปกป้องกรอบหน้าบัน หรือเรียกว่าไม่มี “ไขราหน้าจั่ว” ส่วนของช่อฟ้ามักเป็นปูนปั้นเทวดาฝรั่งหรือเทพพนม ซึ่งเอกลักษณ์ของกรอบหน้าบันแบบไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ของตึกวิลันดา
เทคนิคการก่อสร้างแบบนี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่ถูกมองว่าเป็น “อย่างจีน” เพราะประดับด้วยเครื่องกระเบื้องของจีนหรือวัดพุทธในร่างจีน โบสถ์วิหารรูปแบบนี้ถูกเรียกว่า “วัดนอกอย่าง” หรือวัดที่มีอาคารไม่ได้เป็นอย่างไทยประเพณี
รูปแบบ “ตึกวิลันดา” หรือ “วัดนอกอย่าง” ค่อนข้างสัมพันธ์กับเทคนิคและรูปแบบของพระวิหารวัดม่อนปู่ยักษ์ ที่มีรูปแบบ “ฝรั่ง” อย่างเต็มตัว แม้จะมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่หลายส่วน
วิหารพุทธร่างฝรั่ง
แสดงปริศนาธรรมบนเขาพระสุเมรุ
วัดม่อนปู่ยักษ์ หรือชื่อทางการว่า วัดม่อนสัณฐาน มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างสับสน ในหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๘ (๒๕๓๒:๒๑๗) ระบุว่าสร้างขึ้นในวันเสาร์ที่ ๕ กันยายน ๒๔๔๒ โดยพ่อเฒ่านันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาโก่ และพี่น้องอีก ๓ คน มีเจ้าอาวาสรูปแรกคือ ตุ๊เจ้าหัวล้าน บ้างว่าสร้างโดยจองนันตาแกง จากรัฐฉาน (ไทใหญ่) เมื่อปี ๒๔๔๔ เข้าใจว่าอาจสร้าง “เติม” ขึ้นหลายสมัยจนเสร็จสมบูรณ์ในช่วงทศวรรษที่ ๒๔๔๐ วิหารฝรั่งวัดม่อนปู่ยักษ์จึงน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้
วัดม่อนปู่ยักษ์ ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดย่อม (ม่อน) เช่นเดียวกับวัดสำคัญ ๆ หลายแห่ง ที่นิยมสร้างวัดบนพื้นที่สูงอันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ตัววิหารฝรั่งวัดม่อนปู่ยักษ์วางแนวตะวันออก (เฉียงใต้) - ตะวันตก (เฉียงเหนือ) ตั้งอยู่บนลานประทักษิณยกพื้น ปูกระเบื้องสีทราย ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีประตูทางเข้า ๓ ด้าน คือด้านตะวันออก ด้านทิศเหนือ และด้านทิศใต้ ด้านตะวันตกท้ายพระวิหารมีพระเจดีย์จุฬามณีสัณฐาน นอกกำแพงแก้วด้านทิศใต้เป็นพระอุโบสถแบบตะวันตก และด้านตะวันตกเป็นกุฎิไม้แบบพม่า (ปี ๒๕๖๙ ไฟไหม้ทั้งหลัง)
ทางเข้าหลักด้านทิศตะวันออกเป็นมีบันไดขึ้นสู่ตัวอาคาร เชิงบันไดชั้นล่างสุดเป็นปูนรูปกลีบบัว อาจได้แนวคิดมาจาก มูนสโตน (Moonstone) ของศรีลังกา หรือ สันทะกะฑะ ปะหะณะ (Sandakada Pahana) แปลว่าพระจันทร์ครึ่งวงกลม (อัฒจันทร์) ซึ่งรูปแบบดั้งเดิมของมูนสโตนมักจะเป็นวงหลายชั้น ชั้นนอกเป็นรูปสัตว์ สิงโต ช้าง ม้า วัว (แทนทิศทั้ง ๔) ชั้นถัดมาเป็นหงส์ (การหลุดพ้น) และชั้นในสุดเป็นดอกบัวคือความบริสุทธิ์และนิพพาน ส่วนที่วิหารวัดม่อนปู่ยักษ์พื้นบันไดแบบมูนสโตนนี้ลดรูปลงเหลือเพียงกลีบบัวกลีบเดียว แต่ตำแหน่งการวางที่พื้นบันไดชั้นล่างสุดเสมอพื้นดินตรงกันกับมูนสโตนของศรีลังกา

เชิงบันไดทางเข้าหลักชั้นล่างสุด
เป็นปูนรูปกลีบบัว

สันทะกะฑะ ปะหะณะ (Sandakada Pahana)
ณ วัดริดีวิหารา เมืองกูรุเนกาลา ประเทศศรีลังกา
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://commons.wikimedia.org/wiki/
ทางเข้าหลักด้านตะวันออกของพระวิหาร เป็นผนังก่อสูงจากพื้นถึงยอดจั่ว (อกไก่) อย่าง “ตึกวิลันดา” ไม่มีไขราหน้าจั่วและชายคา ประตูทางเข้าเป็นซุ้มประตูโค้ง ยอดซุ้มประตูประดับด้วยพระเจดีย์จำลอง ด้านข้างเป็นหน้าต่างแคบมีซุ้มโค้งทึบไม่เจาะช่องแสง หน้าบันเป็นปูนปั้นรูปนกยูง (หมายถึงพระอาทิตย์) ตรงข้ามกับด้านหลังของอาคารเป็นรูปกระต่าย (หมายถึงพระจันทร์) ที่หมุนวนเวียนรอบเขาพระสุเมรุ ให้ความสว่างและความมืดสู่ทวีปทั้ง ๔ ตามคติไตรภูมิ ที่ยอดจั่ว (ช่อฟ้า) และที่ปลายด้านล่างของจั่ว เป็นปูนปั้นรูปน้ำต้น มีความหมายใกล้เคียงกับหม้อปูรณฆฏะ คือความอุดมสมบูรณ์และความดีงาม ด้านข้างของช่อฟ้าประดับด้วยครีบรูปปีกนกแบบวิกตอเรียน

หน้าบันเป็นปูนปั้นรูปนกยูง ยอดจั่ว (ช่อฟ้า) และที่ปลายด้านล่างของจั่ว เป็นปูนปั้นรูปน้ำต้น
ด้านข้างทั้งสองมีซุ้มประตูกลางอาคาร และหน้าต่างแคบซ้ายขวาด้านละ ๒ ช่อง ไม่เจาะช่องแสง อาจเป็นการออกแบบเพื่อให้ผนังรับน้ำหนักได้อย่างสมบูรณ์ การประดับตกแต่งคล้ายกับประตูหน้าต่างของทางเข้าหลักด้านหน้า

ด้านข้างของพระวิหาร มีซุ้มประตูกลางอาคาร และหน้าต่างซ้ายขวา
ด้านหลังเป็นผนังทึบ มีเพียงหน้าต่างแคบสองบาน ไม่มีประตู ด้านบนเป็นหน้าจั่วประดับรูปกระต่าย ถัดออกมาจากด้านหลังพระวิหาร คือเจดีย์จุฬามณีสัณฐาน หมายถึงเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นที่ประดิษฐานพระเมาลี และพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ได้แสดงปริศนาธรรมสำคัญคือ พระวิหารแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ล้อมรอบด้วยกระเบื้องสีทรายคือทะเลสีทันดรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

ด้านหลังของพระวิหาร เป็นผนังทึบ ด้านบนเป็นหน้าจั่วประดับรูปกระต่าย
ภายในพระวิหาร มีเสากลมรับน้ำหนักกลางอาคาร ๓ ต้น ด้านตรงข้ามประตูทางเข้าหลัก ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ศิลปะมัณฑเลย์ ไม่มีซุ้มไม้สลักประดับกระจก (โก่งคิ้ว) มีพระสาวกด้านหลังและด้านข้าง เหนือกรอบหน้าต่างเป็นจิตรกรรมฝีมือช่างพม่า เขียนพุทธประวัติและทศชาติชาดก หลังพระประธานเป็นภาพพุทธประวัติพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สอดคล้องกับตำแหน่งที่ตั้งและปริศนาธรรมของอาคารพระวิหารแห่งนี้

ภายในพระวิหาร ประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ศิลปะมัณฑเลย์

จิตรกรรมฝีมือช่างพม่า
เขียนพุทธประวัติและทศชาติชาดก
วิหารพุทธร่างฝรั่ง
หนึ่งในน้อยของสยาม
โบสถ์ วิหาร ของวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาจมีบ้างที่ผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันตกกับศิลปะท้องถิ่น เช่น สร้างตัวอาคารเป็นแบบฝรั่งแต่ใช้หลังคาแบบท้องถิ่น หรือครึ่งล่างเป็นฝรั่งครึ่งบนเป็นท้องถิ่น เช่น วัดหนองคำ จังหวัดเชียงใหม่ มีอาคารด้านล่างเป็นฝรั่ง เครื่องบนเป็นไม้เป็นแบบปะโอ หรือจองวัดจองคา ลำปาง อาคารเป็นฝรั่ง แต่เครื่องบนเป็นพม่า
ในขณะที่โบสถ์วิหารพุทธที่เป็นฝรั่งทั้งหลัง อาจมีเพียงไม่กี่แห่ง เช่น อุโบสถวัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดอยุธยา (๒๔๑๙) อุโบสถวัดศรีสุริยวงศาราม จังหวัดราชบุรี (๒๔๒๒) อุโบสถวัดป่าเป้า จังหวัดเชียงใหม่ (๒๔๒๖) และวิหารวัดม่อนปู่ยักษ์ จังหวัดลำปาง เป็นต้น.
ตั้งอยู่ในเขตเมืองลำปาง ขึ้นบันไดไม่ไกล เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เสียค่าเข้าชม