Wat Hua Wiang
ศรัทธาและอำนาจของพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจ
วัดหัวเวียง
ศรัทธาและอำนาจของพระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจ
สถานที่: อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ประเภท: ศาสนสถาน
ปี: ๒๔๓๑
ไทใหญ่สู่เมืองแม่ฮ่องสอน
ชาวไทใหญ่มีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้าสู่ดินแดนล้านนาหลายระลอกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๔ จนกระทั่งต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ บุคคลสำคัญของแม่ฮ่องสอนคือ “ชานกะเล” ทหารของเจ้าฟ้าโกหล่านเมืองหมอกใหม่ (Mawkmai) ตอนใต้ของรัฐฉาน ซึ่งพ่ายแพ้การสู้รบกับเจ้าฟ้าเมืองนาย (เมืองหลวงของรัฐฉาน) ชานกะเลจึงอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานช่วยงานค้าไม้ในบ้านปางหมู และต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านแม่ฮ่องสอน ก่อนจะย้ายไปทำไม้ที่ขุนยวม
จนกระทั่ง ในปี ๒๔๑๗ พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ได้รวบรวมชาวไตแล้วตั้งให้บ้านแม่ฮ่องสอน เป็น “เมืองแม่ฮ่องสอน” พร้อมกับแต่งตั้งชานกะเลนักรบและ “พ่อค้าไม้” จากขุนยวม ซึ่งเคยเป็นผู้นำอยู่ที่แม่ฮ่องสอน เป็น “พญาสิงหนาทราชา” เจ้าเมืองคนแรกของแม่ฮ่องสอน
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงยุคทองของการค้าไม้กับบริษัทค้าไม้ของ “ฝรั่ง” ทำให้เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คนในอุตสาหกรรมป่าไม้ทั้งชาวพม่า ไทยใหญ่ ต่องสู่ กะเหรี่ยง อินเดีย ซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษเข้ามามีบทบาททางการค้าในเมืองแม่ฮ่องสอนและตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองนี้มากขึ้น โดยมีคนกลุ่มใหญ่ที่สุดคือไทใหญ่
พระเจ้าพาราละแข่ง
พระเจ้าพาราละแข่ง (พระมหามัยมุนี) เป็นพระประจำเมืองของแม่ฮ่องสอน ประดิษฐานอยู่ที่วัดหัวเวียง กลางเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกสร้างขึ้นในยุคการค้าไม้รุ่งเรือง โดยพ่อค้าไม้ชาวไทใหญ่ที่รับสัมปทานทำไม้บริเวณบ้านปางหมู ทางทิศเหนือของเมืองแม่ฮ่องสอน

พระเจ้าพาราละแข่ง (พระมหามัยมุนี)
ประดิษฐานอยู่ที่วัดหัวเวียง เมืองแม่ฮ่องสอน

พระมหามัยมุนี
ประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://travel.mthai.com/world-travel/72350.html
มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งระหว่างพ่อค้าไม้พักอยู่กลางป่า ก็พบพระธาตุอยู่ในเชี่ยนหมาก วรรณะสีทองขนาดเท่าเม็ดข้าวโพด จึงนำมาบรรจุผอบไว้แล้วเอาไปฝากที่วัดปางหมู ต่อมาจึงนำมาเก็บไว้ที่บ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัดหัวเวียง พ่อค้าไม้ได้ปรึกษากับหมู่คณะว่า เมืองแม่ฮ่องสอนยังไม่มีพระเจ้าพาราละแข่ง จึงเดินทางไปเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อจ้างช่างหล่อที่มัณฑะเลย์ให้ทําการหล่อพระเจ้าพาราละแข่งสำหรับเมืองแม่ฮ่องสอน
เมื่อทำการหล่อเสร็จแล้วก็มีการอัญเชิญส่วนประกอบขององค์พระ ๙ ส่วน คือ พระเศียร พระอุระ พระนาภี พระพาหา (ซ้าย-ขวา) พระหัตถ์ (ซ้าย-ขวา) พระเพลา พระบาท แล้วนำไปพักไว้ที่วัดพระนอน เพื่อรอการสร้างวิหารที่วัดหัวเวียง เมื่อวิหารเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงนำชิ้นส่วนองค์พระมาต่อด้วยสลักที่วัดหัวเวียงจนเสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๔๗๘ เป็น “พระประจำเมืองแม่ฮ่องสอน” ทำให้วัดหัวเวียงมีฐานะเป็นวัดสำคัญของเมือง วิหารที่ประดิษฐานพระเจ้าพาราละแข่ง จึงมีความสำคัญในฐานะวิหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของแม่ฮ่องสอน
พระเจ้าพาราละแข่ง เป็นพระสำคัญที่ชาวลุ่มน้ำอิรวดีและสาละวินให้ความศรัทธา มีตำนานตอนแรกสร้างว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์ที่เมืองธัญญวดี ในรัฐยะไข่ กษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ได้ทูลขออนุญาตจำลองพระรูปของพระองค์ไว้เพื่อการสักการะบูชา เมื่อช่างหล่อพระพุทธรูปเสร็จ พระพุทธเจ้าได้ประทาน “ลมหายใจ” แก่พระพุทธรูปองค์นี้ ให้เหมือนว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต มีพระนามว่า “พระมหามัยมุนี” (ผู้รู้อันประเสริฐ) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า พระเจ้าพาราละแข่ง (พารา:พระพุทธ, ละแข่ง: ยะไข่)
เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์ของพม่าจึงมีความพยายามจะนำพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ยังบ้านเมืองของตนหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนในที่สุดพระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์คองบอง ก็สามารถอัญเชิญพระมหามัยมุนีมาประดิษฐานในอาณาจักรพม่าได้ โดยสร้างวิหารประดิษฐานไว้ที่เมืองมัณฑะเลย์
ด้วยความเชื่อว่าพระพุทธรูปนี้มีชีวิต จึงเกิดพิธีกรรมการถวายน้ำสรงพระพักตร์ สีพระทนต์ และถวายภัตตาหารเช้าทุกวัน และยังปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

พิธีกรรมการถวายน้ำสรงพระพักตร์ สีพระทนต์พระมหามัยมุนี ที่เมืองมัณฑะเลย์
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://travel.mthai.com/world-travel/72350.html
ส่วนบ้านเมืองอื่น ๆ ที่มีความศรัทธาในพระมหามัยมุนีเช่นเดียวกัน จึงมีการจำลองพระมหามัยมุนีหรือพระเจ้าพาราละแข่งไปประดิษฐานไว้เพื่อเคารพบูชาในหลายเมืองรวมทั้งแม่ฮ่องสอน
สถาปัตยกรรมวิหารวัดหัวเวียง
วิหารวัดหัวเวียง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบ่งเป็น ๒ ส่วนต่อเนื่องกัน มีอาคารประธานขนาดใหญ่และอาคารมุขหน้าที่มีขนาดเล็กกว่า ใช้ผังพื้นร่วมกัน แต่โครงสร้างหลังคาแยกกัน ซึ่งอาคารประเภทวิหารหรือศาลาการเปรียญของไทใหญ่ พม่า มักแสดงสัญลักษณ์และความงดงามที่รูปทรงหลังคา ซึ่งส่วนใหญ่จะมี ๒ รูปแบบ คือหลังคายอดปราสาท และหลังคาจั่วซ้อนชั้น บางครั้งอาจใช้ทั้งสองแบบในอาคารเดียวกัน
อาคารประธานเป็นหลังคายอดปราสาทซ้อนชั้นแบบจตุรมุข ทรงหลังคาเป็นแนวเรียวเล็กลงสู่ปลายยอด หลังคาชั้นล่างสุดเป็นแบบมะนิลาทั้ง ๔ ด้าน ซ้อนด้วยหลังคาจั่วอีกหนึ่งชั้น แล้วเชื่อมต่อกันด้วยปีกนก ยกสันกลางหลังคาเป็นมุมจั่ว ด้านล่างยังทิ้งชายหลังคาคลุมมุมอาคารทั้ง ๔ ทิศ เป็นรูปทรงหลังคาที่มีเอกลักษณ์แปลกตาไม่ซ้ำใคร

อาคารประธานเป็นหลังคายอดปราสาทซ้อนชั้นแบบจตุรมุข
เหนือคอสองเป็นหลังคาจั่ว ๒ ชั้น
ถัดขึ้นไปเป็นชั้นกลางเหนือคอสองเป็นหลังคาจั่ว ๒ ชั้น ค้ำด้วยเสารับน้ำหนัก มีปีกนกเชื่อมต่อกับหน้าจั่วด้านอื่นแบบเดียวกับชั้นล่าง หลังคาชั้นบนสุดอยู่บนคอสอง ลักษณะหลังคาเป็นแบบเดียวกับหลังคาชั้นที่ ๒ และต่อจากหลังคาชั้นบนสุด มีคอสองทรงเหลี่ยมรองรับปลียอดรูปโดมแปดเหลี่ยมแล้วจบด้วยก้านฉัตรโลหะสีทอง
กรอบหน้าบันและชายคาประดับด้วยสังกะสีฉลุลาย (ปานซอย) เหนือชายคามีสังกะสีฉลุลาย (ปานถ่อง) ที่มุมหลังคามีปีกปะกบฉลุลาย (กะหลุ่งต่อง) ลายประดับทำจากสังกะสีนี้เป็นอิทธิพลการประดับตกแต่งแบบวิกตอเรีย เช่นเดียวกับบ้านขนมปังขิง เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของวิหารไทใหญ่ ซึ่งพบเห็นการประดับแบบนี้ได้มากกว่าวิหารแบบพม่า


กรอบหน้าบันและชายคาประดับด้วยสังกะสีฉลุลาย (ปานซอย)
เหนือชายคามีสังกะสีฉลุลาย (ปานถ่อง)
ที่มุมหลังคามีปีกปะกบฉลุลาย (กะหลุ่งต่อง)
อาคารเล็กมุขด้านตะวันออก ลักษณะหลังคาใกล้เคียงกับอาคารประธาน แต่สัดส่วนแคบและเรียวขึ้นสูงแบบหลังคายอดปราสาท นอกจากนี้ยังไม่มีการแบ่งชั้นด้วยคอสอง จึงทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับหลังคายอดปราสาท (ปยาทาด – Pyathat) มากกว่าอาคารประธาน หลังคาเป็นจตุรมุขยอดปราสาท ๕ ชั้น ตอนบนสุดเป็นปลียอดทรงเหลี่ยมจบด้วยฉัตรโลหะสีทอง กรอบหน้าบันและชายคาประดับด้วยสังกะสีฉลุลายเช่นเดียวกับอาคารประธาน

อาคารเล็กมุขด้านตะวันออก หลังคาเป็นจตุรมุขยอดปราสาท ๕ ชั้น
ลักษณะใกล้เคียงกับหลังคายอดปราสาท (ปยาทาด – Pyathat)
ภายในอาคารเป็นพื้นที่โล่ง นำไปสู่จุดศูนย์กลางคือพระเจ้าพาราละแข่ง พระประธานของวิหาร จำลองจากพระมหามัยมุนีเมืองมัณฑะเลย์ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยหรือปางทรมานพระยามหาชมพูบดี ฝีมือช่างมัณฑะเลย์ เมืองที่ประดิษฐานพระมหามัยมุนีในปัจจุบัน

ภายในอาคารเป็นพื้นที่โล่ง นำไปสู่จุดศูนย์กลางคือพระเจ้าพาราละแข่ง
พระประธานของวิหาร
สัดส่วนของอาคารทั้งสองเมื่อเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าอาคารประธานมีความใหญ่โตและสูงกว่าอาคารมุข ซึ่งเป็นไปตามประเพณีการสร้างวิหารหรือศาลาการเปรียญของไทใหญ่ พม่า ไม่ว่าวิหารหรือศาลาการเปรียญจะมีหลังคากี่ชุดก็ตาม จะต้องใช้จุดที่สูงที่สุดของกลุ่มอาคารเป็นตำแหน่งประดิษฐานพระประธานของกลุ่มอาคารนั้น
สำหรับวัดหัวเวียง จุดที่สูงที่สุดคือปลียอดทรงโดมแปดเหลี่ยมและก้านฉัตรสีทอง เบื้องล่างตรงกันคือตำแหน่งของพระเจ้าพาราละแข่ง

ปลียอดทรงโดมแปดเหลี่ยมและก้านฉัตรสีทอง
สถาปัตยกรรมวิหารวัดหัวเวียงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ในเรื่องการหยิบฉวยเอาองค์ประกอบของวัฒนธรรมที่หลากหลายมาใช้อย่างกล้าหาญ ไทใหญ่ไม่ใช่พม่า พม่าไม่ใช่ยะไข่ และทั้งหมดไม่ใช่อังกฤษ แต่ทั้งหมดถูกจัดวางไว้ในอาคารเดียวกัน ทำให้วิหารวัดเวียงเป็นวัดไทใหญ่ที่อาคารประธานเป็นไทใหญ่มากกว่าพม่า อาคารมุขหน้าเป็นพม่ามากว่าไทใหญ่ ทั้ง ๒ อาคาร ประดับตกแต่งกรอบหน้าบันและชายคาแบบอังกฤษ และประดิษฐาน “พระพุทธรูปที่ยังมีลมหายใจ” ต้นแบบและตำนานความศักดิ์สิทธิ์จาก
ยะไข่ นี่คือความเคลื่อนไหวของวัฒนธรรมที่มีลมหายใจอย่างแท้จริง.

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองแม่ฮ่องสอน ใกล้ตลาดเช้า เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เสียค่าเข้าชม