Vongburi House Museum
“Painted Ladies” คุ้มขาวชมพูแห่งเมืองแพร่
คุ้มวงศ์บุรี
“Painted Ladies” คุ้มขาวชมพูแห่งเมืองแพร่
สถานที่: อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
ประเภท: บ้านพักอาศัย
ปี: ๒๔๔๓
จากก้อนหินยุคกอทิกสู่บ้านไม้ยุควิกตอเรีย
สถาปัตยกรรม “บ้านขนมปังขิง” มีพัฒนาการขึ้นจากกระแสการฟื้นฟูกอทิกในประเทศอังกฤษ (Gothic Revival) ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่อเนื่องมาจนถึงยุคควีนวิกตอเรีย (1837-1901) โดยเน้นสร้างอาคารหลังคาจั่วแหลมสูง มีการตกแต่งลวดลายวิจิตรหรูหราอย่างยุคกลางของยุโรป สร้างและแกะสลักลวดลายด้วยอิฐหรือหิน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนจากอาคารขนาดใหญ่ลงมาเป็นบ้านพักอาศัยสร้างด้วยไม้ระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมในอังกฤษและยุโรปมากนัก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา และเมืองชายฝั่งทะเลคาลิเบียน

สถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูกอทิก (Gothic Revival) : พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://en.wikipedia.org/wiki/Palace_of_Westminster
สถาปัตยกรรม “บ้านขนมปังขิง” มาเติบโตในสหรัฐอเมริกาเป็นกระแสในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุจากอิฐ หิน มาเป็นงานไม้แทนเรียกว่า คาร์เพนเตอร์กอทิก (Carpenter Gothic) และนี่ควรจะเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของ “บ้านขนมปังขิง” (Gingerbread Architecture) แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตกแต่งที่ “เว่อร์วังไร้ประโยชน์” (Frippery) แต่คำวิจารณ์นี้ไม่สามารถหยุดยั้งพลังของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๑ และความสงบสุขหลังสงครามกลางเมืองได้ การมีแคตตาล็อกบ้านสำเร็จรูป การฉลุลวดลายด้วยเครื่องจักร การขนส่งวัสดุด้วยรถไฟ และฮีตเตอร์แก๊สที่ไม่ต้องใช้ฟืนหรือถ่านหินอีกต่อไป เนื่องจากบ้านไม้ป้องกันความหนาวเย็นได้ไม่เท่าบ้านตึก ความเปลี่ยนแปลงและความสะดวกเหล่านี้ ทำให้บ้านขนมปังขิงบูมอย่างมากในเขตตะวันออก (East Coast) ของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะหมดความนิยมลงเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 1900 ด้วยปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ สงครามโลก และอื่น ๆ
ชื่อเล่น “บ้านขนมปังขิง” กลายเป็นชื่อจริง
ในเทศกาลคริสต์มาสของตกแต่งยอดนิยมอย่างหนึ่งคือการทำขนมที่มีส่วนผสมของขิง เช่น ขนมปัง เค้ก คุกกี้หรือบิสกิต ขนมประดับตกแต่งเป็นบ้านจำลองขนาดเล็กหรือบ้านขนมปังขิง (Gingerbread House) นั้น มักไม่ได้ทำเป็นขนมปังแต่นิยมทำเป็นเค้ก โดยมีตุ๊กตาคุกกี้หรือบิสกิตที่ทำจากขนมปังขิงประดับ ดังนั้นความเข้าใจผิดที่อธิบายว่าการเรียก “บ้านขนมปังขิง” มาจากลวดลายฉลุประดับตกแต่งมีลักษณะบิดงอคล้ายแง่งขิง จึงไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะบ้านขนมปังขิงในเทศกาลคริสต์มาก่อนสถาปัตยกรรมขนมปังขิงเป็นร้อย ๆ ปี

ขนมประดับตกแต่งเป็นบ้านจำลองขนาดเล็กหรือบ้านขนมปังขิง (Gingerbread House)
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://amerikanki.com/food/gingerbread-house-ideas/
บ้านขนมปังขิงคริสต์มาสมักทำเป็นบ้านหรูหราสีสันสวยงาม สนุกสนาน ตัวบ้านประดับตกแต่งตามปั้นลม ชายคา หรือตัดเส้นขอบบ้านด้วย “น้ำตาลสีขาว” ให้มีลักษณะเหมือนหิมะตามฤดูกาลของเทศกาล น้ำตาลสีขาวเหมือนหิมะที่ห้อยย้อยลงมาตามหน้าจั่ว ชายคา นี่เอง ที่ถูกนำมาเลียนแบบเป็นลายฉลุ (Fretwork Pattern) ตามหน้าจั่ว ชายคา ของสถาปัตยกรรมขนมปังขิง
บ้านขนมปังขิง หรือที่ควรจะเรียกว่า “คาร์เพนเตอร์กอทิก” แต่ด้วยความที่สถาปัตยกรรมบ้านขนมปังขิง มีความคล้ายคลึงกับบ้านขนมปังขิงคริสต์มาสจึงถูกเรียกตามนั้น นอกจากนี้ความโด่งดังของ “บ้านกินได้” ในนิทานกริมม์ เรื่อง Hansel & Gretel (1812) ที่ถูกแปลและทำเป็นละครเวทีอย่างต่อเนื่อง Hansel & Gretel เป็นเรื่องของสองพี่น้องถูกแม่เลี้ยงใจร้ายนำไปปล่อยป่าแต่ก็สามารถหาทางกลับบ้านได้ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเดินทางไปเจอ “บ้านกินได้” ที่ทำจาก ขนมปัง เค้ก และน้ำตาล ของแม่มดจอมโหด แม้บ้านกินได้ของแม่มดจะไม่ได้สร้างจากขนมปังขิงก็ตาม แต่ภาพประกอบก็มีลักษณะไม่ต่างกันนัก ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงประวัติสถาปัตยกรรมขนมปังขิงยุควิกตอเรีย ก็มักจะผนวกเรื่องนี้ไว้ด้วย นี่อาจเป็น “แรงส่ง” อีกแรงหนึ่งที่ทำให้บ้านขนมปังขิงได้รับความนิยมอย่างมาก และถูกนำไปเรียกสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ว่า “บ้านขนมปังขิง” (Gingerbread House) แทนคำว่า คาร์เพนเตอร์กอทิก (Carpenter Gothic) ซึ่งเป็นชื่อจริงนามสกุลจริงของบ้านสไตล์นี้
คุ้มวงศ์บุรี สตรีครองเรือน
บ้านขนมปังขิงของคุ้มวงศ์บุรี ถือเป็นไอคอนิคหลังหนึ่งของบ้านสไตล์นี้ในภาคเหนือ ซึ่งไม่ใช่เพราะการออกแบบที่แตกต่าง ซับซ้อน หรือหายาก แต่คุณค่าสำคัญที่สุดของคุ้มหลังนี้คือเป็น “บ้านที่มีชีวิต” ยืนหยัดคุ้มแดดคุ้มฝนทำหน้าที่เข็มแข็งให้คนในตระกูลมาถึง ๖ ชั่วคน นานกว่า ๑๐๐ ปี แต่ยังคงความ “เดิม” ไว้ได้เหนือกาลเวลา
รูปร่างหน้าตาของบ้านขนมปังขิงหลังนี้ เป็นแบบที่พบเห็นได้ไม่ยากนักในประเทศไทย คือมีมุกหน้ายื่นออกมาเด่นชัด ตัวบ้านเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสมมาตร เป็นลักษณะบ้านพักอาศัยยอดนิยมของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในช่วงรัชกาลที่ ๕ – ๖
แต่คุ้มวงศ์บุรีกลับมีความเป็นมาที่แตกต่าง คือไม่ได้สร้างขึ้นเป็นเรือนพักอาศัยของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่ถูกสร้างขึ้นเป็นเรือนหอ โดยแม่เจ้าบัวถา (ชายาของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของเมืองแพร่) มอบให้เป็นของกำนัลงานแต่งของหลานสาว (ต่อมารับเป็นบุตรบุญธรรม) คือเจ้าสุนันตา กับหลวงพงษ์พิบูลย์ (เจ้าน้อยพรหม วงศ์พระถาง)
ยุคต้นของคุ้มวงศ์บุรี ด้านหน้าของชั้นบนเปิดโล่งมีเฉลียงทางเดินเชื่อมต่อกับมุกหน้า มีบันไดขึ้นสองข้างส่งตรงจากด้านล่างตามความนิยมในยุคนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินรอดใต้ถุนบ้าน ด้านล่างมีลักษณะเดียวกันคือเป็นเฉลียงทางเดินตลอดด้านหน้าคุ้ม ด้านหลังมีชานเชื่อมกับเรือนพื้นถิ่นล้านนา
รุ่นที่ ๒ เป็นรุ่นของเจ้าสุนันตา ยุคนี้มีการรื้อบันไดตรงขึ้นสู่ชั้นบนของบ้านบริเวณมุกหน้าออก และติดหน้าต่างปิดเฉลียงชั้น ๒ รุ่นที่ ๓ เป็นยุคของเจ้าไข่แก้ว ทิพย์พิชัย รุ่นที่ ๔ คือเจ้าไข่มุกต์ ประชาศรัยสรเดช และเจ้าทองด้วง หลานของหลวงพงษ์พิบูลย์ ซึ่งต่อมารับเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าแม่สุนันตาและหลวงพิบูลย์ รุ่นที่ ๕ คือคุณสหยศ วงศ์บุรี บุตรของเจ้าทองด้วง ปัจจุบันกำลังสร้างทายาทรุ่นที่ ๖ เป็นผู้ช่วยดูแลสืบสานคุ้มวงศ์บุรีต้อนรับผู้มาเยือน
สถาปัตยกรรมฝรั่ง ช่างจีน
จุดเด่นของบ้านขนมปังขิงที่เหนือไปกว่าแบบแปลนและโครงสร้างคือลวดลายฉลุที่ประดับตกแต่งไว้โดยรอบ ตั้งแต่จุดสูงสุดของหน้าจั่วที่มุกหน้า มีเสากลึงยอดแหลมหรือที่เรียกว่า “สรไน” ตกแต่งด้วยครีบทั้งสองด้าน และอีกสองเสาที่ปลายปั้นลมทั้งสองข้าง เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านขนมปังขิง ที่ปรากฏอยู่ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ เสาปลายแหลม (Gable Finials) นี้ เป็นร่องรอยที่ยังเหลืออยู่ของสัญลักษณ์ยอดแหลมแบบกอทิก บรรพบุรุษของบ้านขนมปังขิง
หน้าจั่วมุกหน้าฉลุลายดอกไม้มงคลของจีนจากช่างจีนกวางตุ้ง ซ่อนตัวอยู่ในกรอบหน้าครึ่งวงกลมเหมือนดวงตาอยู่ด้านใน ถัดออกมาด้านนอกของกรอบหน้าจั่วเป็นลายฉลุโปร่งพันธุ์พฤกษาก้านขดในกรอบสามเหลี่ยมมุมฉากและกรอบสี่เหลี่ยม มุกด้านข้างทั้งสองตามแนวขวางของเรือนประธาน มีรูปแบบหน้าจั่วใกล้เคียงกับมุกหน้า แต่มีกรอบและลายฉลุด้วยลวดลายที่ต่างกัน

หน้าจั่วมุกหน้า มีเสากลึงยอดแหลมหรือที่เรียกว่า “สรไน” มุกหน้าฉลุลายดอกไม้มงคลของจีน
ชั้นล่างของคุ้มด้านหน้าของเรือนประธาน มีลวดลายน้อยกว่าชั้นบน เนื่องจากยังเป็นพื้นที่เปิดโล่ง แผ่นไม้ด้านบนฉลุลายแต่น้อยป้องกันแดดฝน ราวระเบียงด้านล่างเซาะช่องแนวยาวเล็ก ๆ เป็นช่องลมไม่ฉลุลวดลายเพื่อความแข็งแรงและกันฝน ส่วนกลางระหว่างแผ่นไม้ด้านบนและด้านล่างเปิดเป็นช่องโล่งตลอดแนวจนถึงช่องเสาที่ ๓ ของทั้งสองฝั่ง เป็นผนังไม้ทึบเข้าลิ้นแนวนอน มีหน้าต่างบานคู่กับช่องแสงฉลุลายโปร่งครึ่งวงกลมด้านบน

ชั้นบนของคุ้มด้านหน้าเรือนประธาน เป็นหน้าต่างไม้บานเกล็ดแบบกระทุ้งตลอดแนวจนถึงช่องเสาที่ ๓ ของทั้งสองฝั่งเป็นผนังทึบมีหน้าต่างบานคู่แบบเดียวกับด้านล่าง แนวฉลุส่วนล่างของชั้นบนมีความละเอียดกว่าชั้นล่าง แต่มีแผ่นไม้ทึบประกบ อาจจะเป็นเพราะป้องกันฝนสาด ลายฉลุส่วนล่างตลอดแนวจึงไม่โปรงแสง ส่วนกลางเป็นหน้าต่างบนคู่บานเกล็ดแบบกระทุ้งรูปทรงแคบสูง เกิดเส้นตั้งจำนวนมากทำให้ดูมีจังหวะสวยงาม หากปิดหรือเปิดพร้อมกันหมดก็จะได้จังหวะสม่ำเสมอ แต่หากเปิดหน้าต่างเว้นบานก็จะได้จังหวะที่แปลกตา เหนือหน้าต่างขึ้นไปเป็นส่วนคอสองฉลุลวดลายเหนือซุ้มโค้งครึ่งวงกลม ไม่มีแผ่นไม้ทึบปิด ใช้เป็นช่องแสงและช่องลมได้ เนื่องจากหลังคาแบบมนิลาออกแบบให้มีชายคาเลยแนวตัวบ้านเพื่อกันฝนไว้พอสมควร

หน้าต่างไม้บานเกล็ดแบบกระทุ้งตลอดแนว

ขาวสลับชมพู สีตรงยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19
บ้านขนมปังขิงคริสต์มาสเป็นขนมที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสีสันของเทศกาลคริสต์มาส ในขณะที่บ้านขนมปังขิงของจริงก็มีบุคลิกฉูดฉาด มีสีสันเพราะเลียนแบบกันมา เนื่องจากช่วงที่บ้านขนมปังขิงเกิดขึ้นนั้น อุตสาหกรรมสีในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมสามารถผลิตสีได้จำนวนมากและมีความหลากหลาย ดังนั้นบ้านขนมปังขิงจึงนิยมใช้สีสดใส ใช้สีตัดเส้นต่างจากสีบ้าน หรือแม้แต่ใช้สองถึงสามสีในบ้านหลังเดียว การใช้สีแบบนี้เรียกว่า “Painted Ladies” ซึ่งส่วนใหญ่ยังนิยมใช้สีพาสเทลเป็นหลัก แต่ในยุคต่อมาเราอาจจะเห็นบ้านสีเทอร์ควอยซ์ทั้งหลังหรือช็อกกิ้งพิ้งทั้งหลัง หรือเทอร์ควอยซ์ตัดเส้นด้วยช็อกกิ้งพิ้งก็มี
คุ้มวงศ์บุรีเป็นบ้านสีขาวตัดเส้นด้วยสีชมพูพาสเทล ทาสีตามแบบ “Painted Ladies” ที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการใช้สีแบบ “ตรงยุค” ตรงกับความนิยมในการใช้สีของบ้านขนมปังขิงจากแหล่งต้นกำเนิดในยุคสมัยเดียวกัน

San Francisco Painted Lady Houses
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://www.amusingplanet.com/2013/09/the-painted-ladies-of-san-francisco.html
ผลต่อเนื่องของลายฉลุในยุควิตอเรีย
ในยุควิตอเรียไม่ได้มีเพียงแต่การประดับบ้านด้วยลายฉลุที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ยังมีผ้าลูกไม้ที่ชาวอังกฤษนิยมถักขึ้นเพื่อประดับเป็นส่วนระบายตามขอบของเสื้อผ้า ซึ่งสยามรับมาดัดแปลงเป็นเสื้อลูกไม้ของสตรีตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกว่า “เสื้อหมูแฮม” นอกจากนี้ผ้าลูกไม้ยังใช้เป็นผ้าปูโต๊ะ ผ้าม่าน ผ้าเช็ดหน้า หมวก ร่ม และอื่น ๆ
การประดับตกแต่งด้วยลายฉลุ ยังสามารถพบเห็นในวัดวาอาราม โดยเฉพาะวัดพม่าที่นิยมทำลายฉลุบริเวณโก่งคิ้วทางเข้าวิหารหรือซุ้มพระประธาน และส่วนประดับตกแต่งอื่น ๆ เช่น เสา เพดาน หรือบริเวณชายคาปีกนกของโบสถ์วิหาร การประดับตกแต่งด้วยลวดลายงดงามเหล่านี้ ล้วนได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากความนิยมการประดับตกแต่งด้วยลายฉลุในยุควิตอเรียนั่นเอง.
ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนคำลือ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่