เกมจิ๊กซอว์ — ชวนเล่นเกมจิ๊กซอว์ต่อภาพสถาปัตยกรรม 100 ปี
แผนที่ภาคเหนือ
พะเยา

โรงเรียนบ้านหย่วน (เชียงคำนาคโรวาท)

Banyuan School (Chiang Kham Nakhorowat)

ภาษาของรัฐสยามในหัวเมืองเหนือ

Story

โรงเรียนบ้านหย่วน (เชียงคำนาคโรวาท)

ภาษาของรัฐสยามในหัวเมืองเหนือ


สถานที่:   อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

ประเภท:  โรงเรียน

ปี:   ๒๔๔๗


กำเนิดโรงเรียนและโรงเรียนวัด

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มมีพระราชดำริในการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ ๓ ปี นโยบายใหญ่เรื่องแรกคือการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้พร้อมก่อนจะปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน จึงทรง ”ประกาศเรื่องโรงเรียน” ในปี ๒๔๑๔ หลังจากเสด็จไปดูงานที่เมืองสิงคโปร์


คำว่า “โรงเรียน” หรือเดิมเรียกว่า โรงสอนหรือโรงสกูล เป็นของใหม่ของสังคมไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ การเรียนสรรพวิชาต่าง ๆ ต้องยกพานไหว้ครูตามสำนักครูอาจารย์ หรือการบวชเรียนในวัด ยังไม่มีโรงเรียนแบบปัจจุบัน ซึ่งการมี โรงเรียน ครูอาชีพมีเงินเดือน ชุดนักเรียน หลักสูตร เพิ่งเกิดขึ้นในปี ๒๔๑๔ นี่เอง


แต่เนื่องจากการสร้างโรงเรียนต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก วัดจึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างโรงเรียนสมัยใหม่ในระยะแรก เพราะมีทั้งพระผู้สอนและสถานที่พร้อมอยู่แล้วทุกชุมชน เป็นการสะดวกที่เด็กจะมาเรียนหนังสือ


นี่คือที่มาที่ไปของ “โรงเรียนในวัด” หลักสูตรหลวงในสยาม แต่การเรียนการสอนแบบใหม่ตามหลักสูตรหลวง ต้องฝึกพระให้สอนตามหลักสูตรใหม่ ไม่ใช่การสอนแบบเดิม การสร้างโรงเรียนสมัยใหม่จึงยังติดขัดไม่ราบรื่นนัก


โรงเรียนหัวเมืองล้านนา

ในทศวรรษที่ ๒๔๔๐ เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่างในล้านนา จากเดิมที่มีการส่งมีข้าหลวงจากส่วนกลางไปประจำที่เชียงใหม่ (๒๔๑๗) เป็นมณฑลลาวเฉียง (๒๔๓๗) และเป็นมณฑลพายัพ (๒๔๔๓) โดยรวบอำนาจบริหารจากระบบเจ้าประเทศราชให้มาเป็นหนึ่งเดียวกับสยาม ส่วนเจ้าผู้ครองนครเดิมยังคงมีตำแหน่ง ยศศักดิ์ และเงินเดือน แต่ไม่มีอำนาจบริหารอีกต่อไป หลังจากนั้นสยามก็เดินหน้าเข้าสู่นโยบายเป็นหนึ่งเดียวหรือนโยบายรัฐชาติ (Nation - State) อย่างจริงจัง


เมื่อการปฏิรูปบ้านเมืองเดินหน้าเต็มตัวแล้ว สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่คือการสร้างคน มีความรู้ความสามารถ ที่จะป้อนสู่ระบบราชการในระบบใหม่ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาไปยังพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์บุคคลสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาสมัยใหม่ของไทยคนหนึ่ง ว่า “ในเมืองเราเวลานี้ ไม่ขัดสนอันใดยิ่งกว่าคน การเจริญอันใดจะเป็นไปไม่ได้รวดเร็ว ก็เพราะเรื่องคนนี้อย่างเดียว...”


ดังนั้นการเร่งสร้าง “คนรุ่นใหม่” สำหรับป้อนสู่ระบบราชการสมัยปฏิรูปทั้งในส่วนกลางและหัวเมืองต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนอย่างมาก ในปี ๒๔๔๑ จึงมีประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง โดยพุ่งเป้าไปที่วัดซึ่งมีอยู่แล้วทั่วประเทศ เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างให้ทั่วถึง


โรงเรียน กับ “สิ่งที่ส่งมาด้วย” จากสยาม

เช่นเดียวกับหน่วยราชการต่าง ๆ โรงเรียนเป็นหนึ่งในกระบวนการสร้างคนและสร้างชาติในยุคปฏิรูปประเทศ โดยจุดมุ่งหมายสำคัญอย่างหนึ่งคือการเรียน “ภาษาไทย” เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะหลอมรวมคนทั้งประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งอาจต่างจากแนวคิดของโรงเรียนมิชชันนารีในยุคต้น ที่จัดให้มีตำราเรียน “ภาษาคำเมือง” เพราะต้องการเจาะให้เข้าถึงคนท้องถิ่น การเรียนหนังสือภาษาไทยยังช่วยชักพาให้ล้านนากลมเกลียวสนิทกับ “ไทย” มากขึ้น นำไปสู่การทำให้ล้านนากลายเป็นพลเมืองของไทย


นอกจากภาษาและหนังสือแล้ว อาคารเรียนมี “สิ่งที่ส่งมาด้วย” คือ “ภาษาทางสถาปัตยกรรม” (Architecture Grammar) แบบเดียวกันกับอาคารราชการทั้งหลาย เช่น ศาลากลาง ศาล โรงพยาบาล โรงทหาร ฯลฯ คือ เป็นอาคารยกพื้น มีสไตล์อย่างตะวันตก ตัวอาคารวางตัวแนวนอนมีปีกสองข้างแบบสมมาตร มีมุขหน้าเป็นศูนย์กลางและทางเข้าหลัก อาจมีตราครุฑหรือตราแผ่นดินที่หน้าจั่ว ซึ่งไม่ได้เป็นอาคารตอบโจทย์สภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตพื้นถิ่น แต่เป็นอาคารที่ทำหน้าที่ในการสร้างสัญลักษณ์และภาพจำของรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่ได้ส่งสาส์นว่านี่คือ ราชการ ระเบียบ อำนาจ และศูนย์กลาง เท่านั้น แต่ยังมีพลังเร้นลับที่สื่อสารกับผู้มายังพื้นที่นี้ว่า ต้องทำตัวอย่างไร แต่งกายอย่างไร จึงเหมาะสม


สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ รัฐบาลกลางไม่ได้มีรูปแบบผังอาคารที่ตายตัว คือไม่มีพิมพ์เขียวที่ให้นำไปใช้ให้เหมือน ๆ กันทั้งประเทศ ดังนั้นเราจึงเห็น โรงเรียน ศาลากลาง ศาล และอาคารราชการอื่น ๆ ไม่ซ้ำแบบกันก็ได้ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือภาษาทางสถาปัตยกรรมของรัฐเหล่านี้ เลือกที่จะใช้ “ภาษา” เดียวกัน คือ “ศูนย์กลางและสมมาตร”

โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จ.สมุทรสาคร

ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://www.sksc.ac.th/datashow_204487

โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่

ที่มาภาพ : เฟสบุ๊คสมาคมคนแพร่

ศูนย์กลางและสมมาตร อาจทำหน้าที่ได้แนบเนียนกว่าการรวมศูนย์อำนาจแบบบังคับ (Internal Colonialism)  โดยเป็นการก่อรูปของรัฐชาติที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการยอมรับของชนชั้นนำและราษฎรในท้องถิ่นเอง ผ่านภาษาไทย และภาษาทางสถาปัตยกรรมของรัฐ ที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่าเครื่องมืออื่น ๆ ไม่ต่างจากชนชั้นนำสยามเอง ก็ยอมรับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเข้าสู่บ้านเมืองในยุคสมัยอาณานิคมเช่นกัน


ก่อตั้งโรงเรียนบ้านหย่วน

โรงเรียนบ้านหย่วน ตั้งขึ้นในปี ๒๔๔๗ เปิดสอนในระดับ “มูลศึกษา” หรือก่อนชั้นประถมศึกษา ในประกาศโครงการศึกษา ร.ศ. ๑๑๗ (๒๔๔๑) เรียกการศึกษาระดับนี้ว่า “โรงเรียนมูลศึกษาเบื้องต้น” แบ่งเป็น กินเดอกาเตน และโรงเรียนบุรพบท (เตรียมประถม) กำหนดอายุไม่เกิน ๗ ขวบ ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนอนุบาล


ในปีเดียวกัน ก็มีประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง (๒๔๔๑) โดยพุ่งเป้าไปที่วัดและพระสงฆ์เป็นสำคัญ “ไม่มีทางอื่นจะประเสริฐยิ่งกว่าจะเกื้อกูลพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย โดยพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ให้มีการสั่งสอนธรรมปฏิบัติ และวิชาความรู้ แก่พุทธศาสนิกชนบริบูรณ์ยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน บัดนี้การฝึกสอนในกรุงเทพฯ เจริญแพร่หลายมากขึ้นแล้ว สมควรจะจัดการฝึกสอน ในหัวเมืองให้เจริญขึ้นตามกัน...”


โรงเรียนบ้านหย่วนจึงเกิดขึ้นจากนโยบายนี้ โดย พระชยานันทมุนี (พรหม พฺรหฺมวีโร) เจ้าคณะใหญ่นครน่าน ท่านเป็นชาวน่าน เมื่อบวชเรียนได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ ในสำนักวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) จนสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ช่วงเวลานี้ทำให้มีโอกาสได้ซึมซับความเจริญของบ้านเมืองในกรุงเทพฯ หลาย ๆ ด้าน โดยท่านได้ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ


ต่อมาในปี ๒๔๔๖ ท่านได้รับสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ “นครน่าน” จึงเดินทางกลับบ้านเกิด “เพื่อจัดการฉลองพระเดชพระคุณโดยเต็มกำลังแห่งความสามารถที่จะเป็นไปได้”


ดังนั้นในปีถัดมา ๒๔๔๗ พระชยานันทมุนี พร้อมด้วยลูกศิษย์ลูกหา จึงจัดตั้งโรงเรียนขึ้น ๔ แห่งในจังหวัดน่าน คือ ๑. โรงเรียนฝึกหัดครูชั้นมูล วัดช้างค้ำ ๒. โรงเรียนมูลศึกษา เมืองสา  ๓. โรงเรียนมูลศึกษา เวียงเหนือ และ ๔. โรงเรียนมูลศึกษา เชียงคำ ภายหลังคือโรงเรียนบ้านหย่วน แต่เวลานั้นเมืองเชียงคำยังอยู่ในเขตปกครองของน่าน แล้วไปขึ้นกับเชียงราย ก่อนจะมาเป็นขึ้นอยู่กับจังหวัดพะเยาในปี ๒๕๒๐


สถาปัตยกรรมโรงเรียนบ้านหย่วน

“บ้านหย่วน” เป็นชื่อเดิมที่ติดมากับชุมชนชาวไทลื้อ ที่อพยพเคลื่อนย้ายมาจาก “เมืองหย่วน” ในสิบสองปันนา มาสู่ดินแดนล้านนาในยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ในพุทธศตวรรษที่ ๒๔ สมัยเจ้ากาวิละ


โรงเรียนบ้านหย่วน ไม่ได้สะท้อนสถาปัตยกรรมไทลื้อตามพื้นเพของชุมชนดั้งเดิม แต่เลือกที่จะสะท้อนสถาปัตยกรรม “ศูนย์กลางและสมมาตร” ของอาคารราชการสยามมากกว่า


โรงเรียนบ้านหย่วน เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น วางผังอาคารแบบสมมาตร มีมุกกลางขนาดใหญ่ ๓ ช่วงเสา เป็นทางเข้าหลัก มีบันไดส่งขึ้นชั้นสองโดยตรง หลังคาเป็นหน้าจั่วหัวตัด (Jerkinhead roof) รูปแบบอาคารได้รับอิทธิพลจากแนวคิด “ศูนย์กลางและสมมาตร” จากส่วนกลาง มีความเรียบง่าย ประหยัด แต่เหมาะสมกับหน้าที่ใช้สอยตามแบบโรงเรียนทั่วไป

อาคารไม้ ๒ ชั้น วางผังอาคารแบบสมมาตร หลังคาเป็นหน้าจั่วหัวตัด (Jerkinhead roof)

ตัวอาคารเป็นแนวยาว วางแกนตะวันออก – ตะวันตก มีระเบียงยาวด้านหน้าทั้ง ๒ ชั้น จบด้วยห้องผนังทึบในตำแหน่งปลายปีกซ้ายขวา มีหลังคาทรงปั้นหยา รั้วระเบียง ราวบันได ช่องแสงเหนือบานประตู ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ด้วยระแนงไม้แนวดิ่ง ช่องลมใต้ชายคาเป็นไม้ตีเกล็ดแนวนอน ต่างจากห้องทึบที่ปีกทั้งสองข้างเป็นไม้ตีทแยงรูปสี่เหลี่ยม ภายในกั้นห้องแบบห้องเรียน ผนังไม้เข้าลิ้นแนวนอนแบบเดียวกันทั้งหลัง บริเวณคอสองเป็นช่องลมไม้ตีทแยงรูปสี่เหลี่ยมเช่นกัน

ช่องแสงเหนือบานประตู ตกแต่ง ด้วยระแนงไม้แนวดิ่ง บริเวณคอสองเป็นช่องลมไม้ตีทแยงรูปสี่เหลี่ยม

สิ่งที่โรงเรียนบ้านหย่วนมีเสน่ห์น่าจดจำ อาจไม่ใช่รูปแบบทางสถาปัตยกรรม แต่เป็น “สีฟ้า” ทั้งหลัง ทั้งภายนอกและภายใน ยกเว้นส่วนประกอบของอาคาร เช่น ประตู หน้าต่าง ช่องแสง ราวระเบียง ที่ทาสีขาว


โรงเรียนสีฟ้านี้ ทำให้อาคารได้ “ออกนอกรอบ” ของอาคารในระบบราชการที่มักจะใช้สีอ่อนสุภาพได้อย่างน่าสนใจ สีฟ้าสดใสนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับโรงเรียนอนุบาล ดูใจดี สนุกสนาน และมีอิสระ ทำให้ระบบ “ศูนย์กลางและสมมาตร” ดูผ่อนคลายลง ไม่ดุดัน และแสดงอำนาจอย่างอาคารราชการอื่น พื้นที่นี้จึงเป็นพื้นที่ของเด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างอิสระ มีชีวิตชีวา


สีฟ้าของอาคารเรียนจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่สีของอาคาร แต่เป็นฟังก์ชันที่ช่วยการลดทอนความกระด้างของสถาปัตยกรรมของรัฐ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ได้มากยิ่งขึ้น


นี่คือการออกนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ ที่ควรเรียนรู้และจดจำอย่างยิ่ง.

การเดินทาง

ตั้งอยู่ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ห่างจากตัวเมืองพะเยาประมาณ 70 กม. เปิดให้เข้าชมในเวลาราชการ