Rangsi Kasem Building
ความสำเร็จของสถานีน่าน ใน “Laos Mission”
ตึกรังษีเกษม
ความสำเร็จของสถานีน่าน ใน “Laos Mission”
สถานที่: อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
ประเภท: อาคารศาสนา (โบสต์คริสต์)
ปี: ๒๔๕๘
พันธกิจปักหมุดล้านนาของ “คณะมิชชันลาว”
ความสนใจในดินแดนทางภาคเหนือของศาสนาจารย์แดเนียล แมคกิลวารี (Daniel McGilvary, D.D.) ผู้บุกเบิกวางรากฐานคริสเตียนในล้านนา เกิดขึ้นจากการได้พบกับกลุ่มชุนชนชาวลาวที่คริสตจักรเมืองเพชรบุรี แล้วสังเกตพบว่ามีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากภาคกลางของสยาม และที่สำคัญชุมชนชาวลาวนั้นตอบสนองต่อคำสอนเป็นอย่างดี ศาสนาจารย์แมคกิลวารีจึงเริ่มออกเดินทางสำรวจพื้นที่ทางตอนเหนือของสยามตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1860
คำว่า “ลาว” ใน “Laos Mission” หมายถึงกลุ่มชนที่มีความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมและภาษาใกล้เคียงกัน คือ ล้านนา ลาว และรัฐฉาน ไม่ใช่ สปป.ลาว ตามความหมายปัจจุบัน
พันธกิจระยะแรกของ “Laos Mission” เริ่มต้นที่เชียงใหม่ ซึ่งประสบปัญหาอยู่บ้างทั้งทางด้าน “ภาษาคำเมือง” ที่แตกต่างจากภาษาสยามภาคกลาง รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีพื้นถิ่น และเจ้านครที่มีอำนาจเด็ดขาดในปกครอง ระยะแรกจึงมีปัญหาการต่อต้านอยู่บ้าง ศาสนาจารย์แมคกิลวารีพยายามที่จะขอพระบรมราชานุญาตในการตั้งศูนย์พันธกิจขึ้นจากกษัตริย์สยาม (ร.๔) แต่พระองค์ไม่ต้องการบังคับเชียงใหม่ในเรื่องนี้ ทรงแนะนำว่าหากเจ้าเชียงใหม่อนุมัติ สยามก็จะอนุมัติเช่นเดียวกัน ซึ่งเวลานั้นเจ้าเชียงใหม่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์สยามเพื่อให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนจากเจ้านครเชียงใหม่เป็น “พระเจ้านครเชียงใหม่” บรรยากาศการเจรจาตกลงกับเจ้าเชียงใหม่จึงเปลี่ยนไป
การอนุมัติเกิดขึ้นอย่างง่ายดายจากเจ้านครเชียงใหม่ขณะอยู่ที่บางกอก ไม่เพียงแต่ตกลงให้ตั้งสเตชั่นเชียงใหม่เท่านั้น ยังพร้อมจะยกที่ดินให้ด้วย ขั้นต่อไปคือเฝ้ารอกษัตริย์สยามว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อให้จัดตั้งศูนย์พันธกิจคริสเตียนที่เชียงใหม่หรือไม่ ศาสนาจารย์แมคกิลวารีกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “The answer was, Yes.”
“Laos Mission” จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์พันธกิจเชียงใหม่” (Chiang Mai Station) ซึ่งมีคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกทางตอนเหนือของสยาม คือ “คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่” ริมฝั่งแม่น้ำปิง มีพันธกิจการสร้างความสมัยใหม่ (Modernity) ในท้องถิ่น เช่น เผยแผ่ศาสนา โรงเรียน โรงพยาบาล สิ่งพิมพ์ และอื่น ๆ

ภาพถ่ายทางอากาศ โบสถ์คริสตจักรเชียงใหม่หลังเดิมบนถนนสายเชียงใหม่ – ลำพูนและโรงเรียนเชียงใหม่ คริสเตียน เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๒ ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://lannainfo.library.cmu.ac.th/en_picturelanna/
อย่างไรก็ดีสาระสำคัญของการอนุมัติให้จัดตั้งสถานีเป็นเพียงการยกที่ดินให้ตั้งสถานีเท่านั้น ซึ่งมี โบสถ์ บ้านพักมิชชันนารี หรืออาคารอื่น ๆ ในที่ดินนั้น ไม่ได้หมายรวมไปถึง “เสรีภาพ” ในการนับถือศาสนาและการปฏิบัติตามความเชื่อของศาสนาใหม่นี้
ดังนั้นปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไพร่ชาวคริสเตียนไม่ยอมทำงานวันอาทิตย์ เนื่องจากเป็นวันนมัสการพระเจ้า คริสตชนต้องมารวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าร่วมกัน หรือการแต่งงานข้ามศาสนากับคนท้องถิ่น ซึ่งมักจะเกิดปัญหาที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องไหว้ “ผี” บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นข้อห้ามของคริสเตียน
จนกระทั่งมีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี ๒๔๒๑ ด้วยทรงเห็นว่า การศาสนาไม่เป็นสิ่งขัดขวางสิ่งใดในราชการแผ่นดิน ดังนั้นจึงควรให้มีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาตามความเชื่อของแต่ละบุคคล มีความตอนหนึ่งว่า
“...แต่นี้สืบไป ถ้าผู้ใดจะชอบใจถือศาสนาใด ก็ให้ผู้นั้นถือตามใจชอบ อย่าให้เจ้านายพระยาลาวท้าวแสนแลราษฎรซึ่งเป็นญาติพี่น้องและมูลนายของผู้ที่ถือศาสนาพระเยซูนั้นขัดขวางห้ามปรามการสิ่งใด ซึ่งศาสนาพระเยซูห้ามไม่ให้ถือไม่ให้ทำ คือไหว้ผีเลี้ยงผี ทำการงานต่าง ๆ ในวันอาทิตย์ ก็อย่าให้กดขี่บังคับให้ถือให้ทำเป็นอันขาด”
นี่อาจจะเป็นข่าวดีที่สุดข่าวหนึ่งของ “Laos Mission” ซึ่งทำให้แผนการสร้างศูนย์พันธกิจเพิ่มเติมในล้านนา จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
ด้วยเวลาไม่ถึง ๓๐ ปี หลังคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ “Laos Mission” ก็ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว สามารถปักหมุด “สเตชั่น” ต่าง ๆ ขึ้นได้ทั่วล้านนา คือ ศูนย์พันธกิจลำปาง ศูนย์พันธกิจลำพูน ศูนย์พันธกิจแพร่ ศูนย์พันธกิจน่าน และศูนย์พันธกิจเชียงราย ตามมาเป็นลำดับ ซึ่งสเตชั่นเหล่านี้คือศูนย์บัญชาการเครือข่ายสเตชั่นย่อยหรือโบสถ์เครือข่ายอีกหลายแห่งในพื้นที่
น่านสเตชั่นกับการสร้างโรงเรียน
ศาสนาจารย์แมคกิลวารี หลงรักเมืองน่านตั้งแต่แรกเห็น และเชื่อว่าสเตชั่นน่านมีความหวังมากที่สุดในภาคเหนือ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองเป็นอย่างดี แต่การตั้งสเตชั่นน่านกลับไม่ง่ายนัก เนื่องจากน่านเป็นดินแดนที่ห่างไกล มีโรคภัยไข้เจ็บชุกชุม ศาสนาจารย์บางคนต้องถอนตัวหรือเดินทางกลับประเทศเพราะเจ็บป่วยด้วยโรคท้องถิ่น ทำให้มีการสับเปลี่ยนผู้ปฏิบัติงานอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้จำนวนมิชชันนารีและเงินสนับสนุนก็มีน้อยกว่าความต้องการเสมอ
สเตชั่นน่านยุคต้นเป็นรูปเป็นร่าง จนสามารถเปิดเป็นสเตชั่นน่านได้สำเร็จในปี ๒๔๓๘ (1895) โดยมิชชันนารีคนสำคัญคือ ดร. ซามูเอล ซี. พีเพิลส์ (Samuel C. Peoples, M.D.) และภรรยา กับคณะมิชชันนารีคนอื่น ๆ เช่น ครอบครัวเทเลอร์ ครอบครัวบีช ครอบครัวพาล์เมอร์ รวมถึงมิสลูซี่ สตาริง (Lucy Starling) ผู้มีบทบาทสำคัญในช่วงการสร้างอาคารโรงเรียนถาวรคือ โรงเรียนชายลิงกัล์น อะแคดีมี และโรงเรียนหญิงรังษีเกษม
สถาปัตยกรรมตึกรังษีเกษม
ตึกรังษีเกษมแสดงตัวตนชัดเจนว่าเป็น “ตึกฝรั่ง” ประกาศความทันสมัยอย่างที่คณะมิชชั่นลาวต้องการ เช่นเดียวกับทุกเมืองที่ตั้งสถานีขึ้น แต่เมื่อมองให้ละเอียดขึ้นเข้าไปถึงแนวคิดและแรงบันดาลใจของศาสนาจารย์ ฮิวจ์ เทเลอร์ (Rev. Hugh Taylor) ผู้ควบคุมการก่อสร้างครั้งนี้ ร่วมกับศาสนาจารย์พีเพิล ก็จะเห็นว่าตึกหลังนี้ภายนนอกมีความเรียบง่ายอย่างมาก เพราะข้อจำกัดของช่างท้องถิ่นที่ไม่ถนัดงานโครงสร้างก่ออิฐ แม้แต่ก้อนอิฐที่ใช้สร้างอาคารยังต้องทำที่เชียงใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งช่างน่านท้องถิ่นชาวจีน กลับชำนาญงานไม้ขั้นเทพ ดังนั้นงานไม้ภายในตึกนี้ซึ่งมีความปราณีตและซับซ้อนอย่างอัศจรรย์
ตึกรังสีเกษมเดิมเป็นตึกรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสมมาตร มีประตูทางเข้าหลักกึ่งกลางอาคาร หลังคาทรงมะนิลา ต่อมามีการก่อสร้างอาคารทรงกล่องเพิ่มเติมเป็นปีก ๒ ข้าง อาคารปัจจุบันจึงมีรูปทรงแบบตัว U ด้านหน้าปีกทั้งสองข้างยื่นล้ำแนวตึกเดิมออกมา ทำให้หน้าตาเปลี่ยนไปจากอาคารทรงกล่อง เป็นอาคารหน้าจั่วคู่ แต่ยังรักษาผังแบบสมมาตรไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน้าต่างที่เป็นจุดเด่นของอาคารหลังนี้ ได้ยืนยันความสมมาตรจากจำนวนหน้าต่างซ้ายขวาเท่ากัน อันเป็นลักษณะเด่นตามแบบสถาปัตยกรรมยุคคลาสสิก ที่ถูกหยิบยืมมาใช้ในสถาปัตยกรรมในยุคหลัง ๆ อยู่เสมอ

อาคารเดิม รูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสมมาตร ไม่มีปีกทั้ง ๒ ข้าง
ที่มาภาพ : Payap University Archives
อาคารปัจจุบัน รูปทรงตัว U
ตึกรูปทรงกล่อง ผังสมมาตร ลักษณะหน้าต่างโดดเด่น ไม่โชว์เสา มุกทางเข้าด้านหน้าตรงกลางตึกไม่ล้ำแนวอาคารมากนัก หลังคาจั่ว และมีปล่องไฟ คืออาคารยอดนิยมในสหรัฐอเมริกาเมื่อยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
อาคารทรงกล่องแบบสมมาตรนี้ เฟื่องฟูในสหรัฐอเมริกา ในยุคที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษต่อเนื่องจนถึงยุคหลังได้รับเอกราช คือระหว่างต้นคริสต์ศวรรษที่ 18 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ประมาณ ค.ศ. 1700 – 1830) หรือที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน (Georgian Architecture) ซึ่งตั้งชื่อตามพระเจ้าจอร์จ ที่ ๑ - ๔ แห่งอังกฤษ
แม้ว่าตึกรังษีเกษมจะมีความใกล้เคียงกับ “จอร์เจียน” อย่างมาก โดยเฉพาะโครงสร้างที่ดูหนาหนัก และการรักษาสมมาตร แต่จอร์เจียนนิยมที่จะทำหน้าต่างแบบสี่เหลี่ยมมากกว่า ในขณะที่ตึกรังสีเกษมเป็นหน้าต่างที่มีช่องแสงวงโค้งตามลักษณะของหน้าต่างแบบพาลิเดียน (Palladian Window)

ลักษณะของหน้าต่างแบบพาลิเดียน (Palladian Window) : Chiswick House กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://chiswickcalendar.co.uk/chiswick-becomes-a-tourist-attraction-in-1720s/
ทั้งนี้รูปแบบอาคารทรงกล่อง รูปทรงสมมาตร หน้าต่างพาลิเดียน ก็เป็นที่นิยมในสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เช่นกัน คือสถาปัตยกรรมแบบเฟเดอรัล (Federal Architecture) หมายถึงสถาปัตยกรรมในยุคสหพันธรัฐ หรือยุคหลังอาณานิคม สะท้อนการได้รับเอกราชจากอังกฤษ
เฟเดอรัลคือการพัฒนาต่อยอดมาจากจอร์เจียน จึงความคล้ายคลึงกันอย่างมาก จนยากต่อการแยกแยะ อย่างไรก็ดี ลักษณะเด่นของเฟเดอรัล สังเกตได้จากโครงสร้างที่ดูโปร่งเบามากกว่าจอเจียน เฟเดอรัลยังให้ความสำคัญกับซุ้มประตูทางเข้าหลักที่มีความหรูหราเด่นชัดกว่าจอร์เจียน และนิยมใช้ช่องแสงแบบซุ้มโค้ง แต่ก็ยังมีที่เฟเดอรัลจำนวนหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ยังคงผสมผสานเลือกใช้หน้าต่างสี่เหลี่ยมแบบจอร์เจียน อยู่เช่นกัน

สถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน (Georgian Architecture) :
The Grange นครโตรอนโต รัฐออนแทรีโอ แคนาดา
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://en.wikipedia.org/wiki/The_Grange_(Toronto)

สถาปัตยกรรมแบบเฟเดอรัล (Federal Architecture) :
First Harrison Gray Otis House เมืองบอสตัน
รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://en.wikipedia.org/wiki/First_Harrison_Gray_Otis_House
ตึกรังสีเกษมจึงเป็นอาคารลูกผสมระหว่าง จอร์เจียน เฟเดอรัล และท้องถิ่น ด้วยโครงสร้าง “หนักแน่น” ดูแข็งแรง และมีมุกทางเข้าเรียบง่ายแบบจอร์เจียน แต่ใช้หน้าต่างมีซุ้มโค้งแบบพาลิเดียนตามแบบเฟเดอรัล ส่วนภายในนั้นออกแบบสำหรับเป็นห้องเรียน จึงมีลักษณะโปร่ง กว้าง รับลม เพื่อให้เหมาะสมกับภูมิอากาศท้องถิ่น
ลักษณะเฉพาะอาคารฝรั่งลักษณะนี้ ไม่นิยมทำชายคาป้องกันน้ำฝน ดังนั้นจึงแก้ปัญหาฝนสาด ด้วยการออกแบบพื้นระเบียงทางเดินด้านหลังให้ “ลาดเอียง” เพื่อรินน้ำฝนออกจากตัวอาคาร การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาลักษณะนี้พบเห็นได้บ้างในสถาปัตยกรรมมิชชันนารี เช่นที่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กรุงเทพฯ


พื้นระเบียงทางเดินด้านหลัง “ลาดเอียง” เพื่อรินน้ำฝนออกจากตัวอาคาร
งานไม้ภายในของตึกรังสีเกษมคือความมหัศจรรย์ของช่างท้องถิ่น แม้จะผ่านกาลเวลามานับ ๑๐๐ ปี ผ่านการอนุรักษ์บำรุงอยู่ตลอดเวลา แต่ร่องรอยฝีมือในงานไม้ดั้งเดิมยังคงฟ้องให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน พื้นไม้ ระเบียง หน้าต่าง บันได ใช้เทคนิคเข้าลิ้นเข้าเดือยแนบสนิท แม้แต่โครงสร้างรับน้ำหนักพื้นอาคาร (ตง) ซึ่งมี “ไม้ค้ำตง” (Joist Bridging) เพื่อป้องกันการบิดโค้งของตง ก็มีการออกแบบเป็นเส้นสายสวยงามจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบภายในมากกว่าเป็นแค่ไม้ค้ำโครงสร้าง ซึ่งหาความปราณีตแบบนี้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน


พื้นอาคาร (ตง) ซึ่งมี “ไม้ค้ำตง” (Joist Bridging) เพื่อป้องกันการบิดโค้งของตง
ความสำเร็จของตึกรังษีเกษมและ “Laos Mission”
โรงเรียนรังสีเกษมเป็นโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกของจังหวัดน่าน ในเวลานั้นถือเป็นโรงเรียนคุณภาพระดับสูงของล้านนา สามารถสร้างนักเรียนหญิงที่สอบผ่านการสอบส่วนกลางได้จำนวนมากเหนือโรงเรียนอื่น ๆ ในท้องถิ่น เป้าหมายการสร้างผู้หญิงให้มีการศึกษายังขยายไปถึงสตรีรุ่นอื่น ๆ ในพื้นที่ ด้วยแนวคิดที่ว่าหากปราศจากแม่หรือเมีย ก็จะไม่มี “ครอบครัวคริสเตียน” เกิดขึ้นได้
นอกจาก “นักเรียนชาย-หญิง” แล้ว ศาสนาจารย์พีเพิลส์ยังสามารถสร้างผู้ประกาศข่าวประเสริฐชาวท้องถิ่นได้อีกจำนวนหนึ่ง นับเป็นความสำเร็จแบบก้าวกระโดด คือไม่ได้แค่การสร้างคริสเตียน แต่ยังสร้างคริสเตียนบางส่วนนั้นให้เป็น “ผู้สอน” จนสำเร็จ โดยศาสนาจารย์พีเพิลส์เรียกว่า “ผู้ประกาศข่าวประเสริฐชาวสยาม” (Siamese Evangelists) ไม่ได้ใช้คำว่า “ชาวลาว” ส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ในการรับบริจาคจากต่างประเทศ อีกส่วนหนึ่งศาสนาจารย์พีเพิลส์ถือว่าน่านคือส่วนหนึ่งของสยามประเทศ
“Laos Mission” ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างสเตชั่นในพื้นที่ล้านนา ในการบุกเบิกประกาศศาสนา สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
หลังจากทำงานมาครึ่งศตวรรษ “Laos Mission” ได้รวมเข้ากับส่วนกลางเพื่อความมีประสิทธิภาพในการบริหาร รวมถึงการติดต่อสื่อสารหลังยุครถไฟที่มีความสะดวกขึ้นมาก และเพื่อให้สอดคล้องนโยบายการรวมล้านนาให้เป็นหนึ่งเดียวกับสยามประเทศ “Laos Mission” จึงรวมเป็น “Siam Mission” ในเวลาต่อมา.
ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าน่าน ใกล้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เปิดให้เข้าชมภายนอกได้ตลอด