Lamphun Community Museum
เรือนลูกผสม: การตีความใหม่ของโมเดิร์นสรไน
คุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์
เรือนลูกผสม: การตีความใหม่ของโมเดิร์นสรไน
สถานที่: อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
ประเภท: บ้านพักอาศัย (พิพิธภัณฑ์เมือง)
ปี: ๒๔๕๕
สมัยใหม่ในล้านนายุคอาณานิคม
กระแสการทำให้บ้านเมืองเป็น “สมัยใหม่” ไม่ว่าจะมาดีหรือบีบคั้น ล้วนไม่เปิดทางเลือกให้ล้านนาได้เป็นตัวของตัวเองโดยอิสระ ในฐานะเมืองที่มีเงาแห่งอำนาจปกคลุมอยู่ ความเปลี่ยนแปลงในล้านนาเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นทั้งจากชนชั้นปกครองในล้านนาเอง การกระชับอำนาจของสยามในล้านนา และการมาของ “ฝรั่ง” ทั้งในรูปแบบนักการทูต พ่อค้าไม้ และมิชชันนารี ซึ่งสยาม “ไฟเขียว” ให้ประกาศศาสนาและนำพา “ความสมัยใหม่” มายังดินแดนล้านนาได้อย่างเสรีในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยความเปลี่ยนแปลงนั้นครอบคลุมไปทั้ง วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ การศึกษา เทคโนโลยี รวมไปถึง อาคาร บ้าน วัด วัง
ลูกผสาน กับ ลูกผสม
ความพยายามในการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย (Modernization) ด้วยการเปิดประตูรับวัฒนธรรมตะวันตกในด้านต่าง ๆ โดยเชื่อว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อันเป็นข้ออ้างของนักล่าอาณานิคม
คำว่าปรับปรุง “บ้านเมือง” ให้ทันสมัยนั้น ส่วนหนึ่งถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบอาคารบ้านเรือนซึ่งมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เป็นรูปธรรม สามารถตอบโจทย์ภาพลักษณ์ “ความศิวิไลซ์” ได้ทันทีที่ตาเห็น ต่างจากความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือศาสนา
แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและการช่าง งานสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอาจไม่สามารถเลียนแบบได้เหมือนต้นฉบับ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องปรับแต่งให้เข้ากับผู้คน วัสดุ และดินฟ้าอากาศ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากจากประเทศผู้ให้กำเนิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อกำหนดให้เกิดรูปร่างหน้าตาของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นสมัยใหม่ (Vernacular Modernism) ที่ถูกปรุงแต่งให้ “อยู่สบาย” ได้มากกว่าแบบต้นฉบับ
ดังนั้นอาคารบ้านเรือน “แบบฝรั่ง” อย่างเช่นในล้านนาและสยาม มักจะแสดงตัวในสองรูปแบบคือ แบบ “ลูกผสาน” (Eclecticism Architecture) คือการหยิบฉวยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน หรือต่างยุคสมัยกัน โดยคัดเลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดหรือชอบที่สุดของแต่ละยุคมา “แปะ” หรือจัดวางร่วมกัน จนเกิดความงามรูปแบบใหม่ ความนิยมทำนองนี้พบเห็นได้มากในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ตัวอย่างที่ชัดเจนในสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้คือ พระที่นั่งจักรีในพระบรมมหาราชวัง คือเป็นพระมหาปราสาทมีหลังคาเครื่องยอดทรงมณฑปแบบจารีตท้องถิ่นสยาม แต่ตัวอาคารเป็นฝรั่งแบบนีโอเรเนซองส์ นำมาแปะรวมกัน กลายเป็น “ฝรั่งสวมชฎา” ที่คนจดจำรูปร่างหน้าตาได้อย่างแม่นยำ

พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง คือเป็นพระมหาปราสาทมีหลังคาเครื่องยอดทรงมณฑป
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://th.wikipedia.org/wiki/พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ส่วนสถาปัตยกรรมแบบ “ลูกผสม” (Hybrid Architecture) คือการหลอมรวมผสมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนแยกไม่ออก โดยการหยิบยืมส่วนผสมต่าง ๆ ทางสถาปัตยกรรม ผ่านการวิเคราะห์ทางวัฒนธรรมและประโยชน์ใช้สอย แล้วนำมาหลอมรวม ปรับแต่ง จนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ขึ้น
ดังนั้นอาคารบ้านเรือนแบบ “ลูกผสม” จึงไม่ใช่แค่การแปะเปลือกนอก (Facade) ให้เป็นฝรั่ง แต่เป็นการออกแบบหลอมรวมทุกสิ่งที่เหมาะสม ผ่านการตีความทางวัฒนธรรม ทั้งส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง วัสดุ ประโยชน์ใช้สอย และรูปแบบการดำรงชีวิต ให้มาออกเป็นเนื้อเดียวกันที่เหมาะสมกับท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีสถาปัตยกรรมทั้งสองสไตล์นี้ละทิ้งถิ่นกำเนิดมายังดินแดนห่างไกล ถูกสร้างผ่านคติความเชื่อ วิถีชีวิต ประโยชน์ใช้สอย และฝีมือช่างท้องถิ่น บางครั้งใช้ลูกผสาน บางครั้งใช้ลูกผสม บางครั้งใช้ทั้งลูกผสานและลูกผสมในอาคารเดียวกัน จึงยากที่จะกำหนดรูปแบบและที่มาของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นทั้ง ๒ แบบนี้ได้ชัดเจน ทำได้เพียงตีความเฉพาะจุดตามโครงสร้าง การใช้งาน และการประดับตกแต่ง เท่านั้น
สถาปัตยกรรม “ลูกผสม” ของคุ้มราชสัมพันธวงษ์
ความแตกต่างที่น่าสนใจของคุ้มราชสัมพันธวงษ์ คือไม่พยายามจะเป็น “ฝรั่ง” จนละเลยวิถีชีวิต และการใช้สอยแบบดั้งเดิม แต่เป็นการเปิดรับความสมัยใหม่ของ “ฝรั่ง” โดยไม่สูญเสียรากเหง้า การใช้ชีวิต ความเคยชิน และวัฒนธรรมแบบล้านนาไปทั้งหมด
คุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) สร้างขึ้นในปี ๒๔๕๕ สมัยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ ๑๐ ใช้เป็นเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธวงษ์กับเจ้าหญิงส่องหล้าและบุตรธิดา หลังจากนั้นได้ผ่านการใช้งานมาหลายรูปแบบ ทั้งโรงเรียน ร้านอาหาร สถานีวิทยุ และเป็น “พิพิธภัณฑ์ชุมชนเมือง” จนถึงปัจจุบัน
ลักษณะอาคารเป็นเรือน ๒ ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน บนผังรูปตัว U ชั้นบนเป็นไม้สัก หลังคาแบบมนิลา ที่ยอดจั่วและปลายปั้นลมมีไม้กลึงทรงแหลม ตามลักษณะเด่นของ “เรือนสรไน” โดยไม่มีการตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายแบบเรือนขนมปังขิงที่กรอบจั่วหรือชายคา เพราะเรือนสรไนนั้น เดิมทีพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบมาจากเรือนพื้นถิ่น เช่น เรือนกาแล เรือนไตลื้อ ไตยอง โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยคล้ายกันแต่อาจจัดผังพื้นที่ต่างกัน


อาคารเป็นเรือน ๒ ชั้น ผังรูปตัว U หลังคาแบบมนิลา
ที่ยอดจั่วและปลายปั้นลมมีไม้กลึงทรงแหลม ตามลักษณะเด่นของ “เรือนสรไน”
สิ่งที่ทำให้คุ้มเจ้าราชสัมพันธวงษ์ มีรูปแบบพิเศษเป็นเรือน “ลูกผสม” คือผังเรือนรูปตัว U ซึ่งไม่ได้เป็นแบบผังของเรือนพื้นถิ่นล้านนา แต่เป็นแบบผังอย่างเรือนตะวันตก เช่นเดียวกับการไม่เปิดใต้ถุนโล่ง แต่ก่ออิฐถือปูนแบ่งเป็นห้อง และมีหลังคาปิดทุกส่วนของบ้าน ไม่มีส่วนที่เป็นชานโล่งแบบเรือนพื้นถิ่น รวมถึงการวางแนวแกนบ้านในทิศตะวันออก - ตะวันตก ไม่วางแนวขวางตะวันเหนือ - ใต้ ตามแบบนิยมในล้านนา เช่น คุ้มเจ้ายอดเรือนที่สร้างตามแบบแผนเรือนสรไนดั้งเดิม
โมเดิร์นสรไน
เมื่อมองจากด้านหน้าคุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์ เป็นอาคารผังสมมาตร ลักษณะเป็นระเบียงยื่นออกมาจากแกนอาคารหลัก โอบล้อมพื้นที่ว่างเป็นลานหน้าบ้าน (Front Courtyard) นี่คือความ “สมัยใหม่” ในการออกแบบพื้นที่ว่างอย่างตะวันตก ซึ่งพบได้ยากในเรือนสรไนแบบดั้งเดิม
โครงสร้างชั้นล่างมีเสาซีเมนต์รับน้ำหนัก ตัวเสามีบัวหัวเสาซึ่งปกติจะใช้บ่งบอกฐานะของเจ้าของบ้าน สิ่งที่สำคัญคือการใช้ช่วงเสาถี่ของเรือนนี้ได้สะท้อนขนบของช่างท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับการสร้างเรือนล้านนา ผนังด้านข้างของอาคารด้านล่างปิดทึบ เจาะหน้าต่างบานคู่ ไม่มีช่องแสงหรือประดับลวดลาย และไม่ใช่เรือนใต้ถุนสูงแบบล้านนา แต่มีการจัดสรรพื้นที่ห้องตามประโยชน์ใช้สอยเป็นสัดเป็นส่วน คล้ายกับเรือนมิชชันนารีในสยามและล้านนา
ชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้ทั้งหมด ด้านหน้าเป็นระเบียงเชื่อมต่อมุกหน้าทั้งสองด้าน ด้านล่างของขอบระเบียงเป็นราวกันตก ที่ลดทอนลวดลายแบบลายฉลุไม้ ให้เป็นลายตาข่ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ทำหน้าที่เป็นตัวจบขอบเขตของอาคาร ราวกันตกแบบโปร่งที่ยาวตลอดตัวอาคารด้านหน้าแบบนี้ เป็นลักษณะหนึ่งของ “ลูกผสาน” ที่อาจหยิบยืมมาจากราวกันตกแบบโปร่งของบ้านพักมิชชันนารีทั้งในสยาม ล้านนา และประเทศเขตร้อนอื่น ๆ

ชั้นล่างมีเสาซีเมนต์รับน้ำหนัก ตัวเสามีบัวหัวเสา
ชั้นบนเป็นโครงสร้างไม้ ราวกันตกลายฉลุไม้เป็นลายตาข่ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
ด้านบนระหว่างเสามีแผงไม้โปร่งลายตาข่ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดรูปทรงโค้งลดความแข็งกระด้าง คล้ายผ้าม่าน หรือ “โก่งคิ้ว” หรือไม้ฉลุลายในสถาปัตยกรรมพม่า ลายตาข่ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดนี้เป็นลายเดียวกับราวกันตก ทำให้เกิดความเชื่อมต่อระหว่างบนล่างให้เป็นพื้นที่เดียวกัน

ระหว่างเสามีแผงไม้โปร่งลายตาข่ายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดรูปทรงโค้ง

“โก่งคิ้ว” หรือไม้ฉลุลายในสถาปัตยกรรมพม่า
วัดศรีชุม จ.ลำปาง
เรือนหลังนี้ไม่มี “ชาน” ตามแบบแผนเรือนล้านนา ที่เป็นพื้นที่โล่งไม่มีหลังคา เพราะส่วนที่ควรจะเป็นชานของคุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์นั้น ทำหน้าที่เป็น “ระเบียง” บ้านไปแล้ว เพราะมีหลังคาเชื่อมต่อมุกทั้งสองด้าน ไม่ใช่พื้นที่เปิดโล่งแบบชานของเรือนล้านนา


“ระเบียง” ชั้นบนมีหลังคาเชื่อมต่อมุกทั้งสองด้าน ถัดจากระเบียงด้านหน้า เข้ามาเป็นห้องโถงโล่งตามแนวยาวของเรือน
ถัดจากระเบียงด้านหน้า เข้ามาเป็นห้องโถงโล่งตามแนวยาวของเรือน เป็นพื้นที่โล่งไม่กั้นห้องแบบเรือนฝรั่ง ทำให้พื้นที่ส่วนนี้ตามขนบเรือนล้านนาควรจะเป็น “เติ๋น” หรือพื้นที่อเนกประสงค์ต่อเนื่องกับหน้าห้องนอนหลักแบบเรือนล้านนา แต่โถงแห่งนี้กลับถูกแบ่งพื้นที่ด้วยกรอบประตู เพื่อแบ่งเขตการใช้สอยระหว่างระเบียงกับห้องโถง จึงไม่ตรงกับ “เติ๋น” ในความหมายของเรือนล้านนานัก ที่เชื่อมต่อกับชานโดยไม่มีส่วนปิดกั้น แต่เมื่อพิจารณาจากรูปแบบและความต่อเนื่องการใช้สอยของพื้นที่ทั้งสองแล้ว เชื่อว่าเจ้าของเรือนน่าจะใช้ฟังก์ชั่นของระเบียงกับห้องโถงในแบบเดียวกันกับ ชานกับเติ๋น ตามความเคยชินจากเรือนล้านนาเพราะไม่มีการกั้นห้องตามประโยชน์ใช้สอยแบบบ้านฝรั่ง


“เติ๋น” หรือพื้นที่อเนกประสงค์ต่อเนื่องกับหน้าห้องนอนหลักแบบเรือนล้านนา
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ศูนย์สถาปัตยกรรมล้านนา คุ้มเจ้าบุรีรัตน์ (มหาอินทร์)
แม้จะมีพื้นที่ใช้สอยสอดของคุ้มเจ้าสัมพันธวงษ์จะคล้องกับรูปแบบดั้งเดิมของเรือนล้านนาท้องถิ่น แต่ก็การออกแบบไม่ได้เดินตามขนบธรรมเนียมตามแบบเก่าทั้งหมด ทำให้คุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ เป็นเรือนสรไนที่ผ่านการตีความใหม่ เป็นความโมเดิร์นสรไนลูกผสมที่ยืดหยุ่นตามผู้อยู่อาศัย และกลมกลืนไม่เป็นเรือนแปลกหน้าในท้องถิ่นของตัวเอง.
ตั้งอยู่ในเขตเมืองลำพูน ใกล้วัดพระธาตุหริภุญชัย เปิดให้เข้าชมภายนอกได้ตลอด