Ban Phraya Surasi Visitsak
บ้านสยามยามวิกฤติ
บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์
บ้านสยามยามวิกฤติ
สถานที่: อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
ประเภท: อาคารพักอาศัย
ปี: ๒๔๖๑
หลังยุคล่าอาณานิคม
ในทศวรรษที่ ๒๔๖๐ เศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพบอบช้ำอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ (๒๔๕๗ – ๒๔๖๑) ประเทศมหาอำนาจในยุโรป อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สูญเสียความมั่งคั่งจากสงครามและหนี้สิน ส่งผลกระทบให้ทั้งโลกมีปัญหาเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า มีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่กลายมาเป็นเจ้ามือรายใหญ่ในระบบการเงินของโลก
เวลานั้นสยามประเทศเพิ่งเริ่มผ่อนคลายจากภัยคุกคามซึ่งหน้าของลัทธิล่าอาณานิคม แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางเศรษฐกิจอย่างหนักหนาสาหัส ทำให้สมัยรัชกาลที่ ๖ ต้องอยู่ในสภาพประคองตัวให้รอดแบบปีต่อปี
วิกฤตสยามประเทศ
รัฐบาลสยามพยายามตั้งรับวิกฤตทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการตั้งหน่วยงานใหม่ ๆ แก้สนธิสัญญาทางภาษีกับต่างประเทศ แก้ปัญหาการทำอาชีพของเกษตรกร ฯลฯ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น
ความไม่มีเสถียรภาพของโลก ทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณทางการทหารเฉลี่ยตลอดรัชกาลสูงถึง ๒๓% รวมกับรายจ่ายในราชสำนักสูงถึง ๑๐% ของรายจ่ายทั้งหมดของประเทศ
นอกจากนี้นโยบายเลิกอบายมุขทำให้รัฐบาลยังขาดรายได้จำนวนมากจากภาษี ฝิ่น บ่อน หวย และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาน้ำท่วมปี ๒๔๖๐ และฝนแล้งปี ๒๔๖๒ สร้างความอดอยากไปทั่ว “อดข้าวมีจริง ๆ และเรียกว่ายากจนไม่มีข้าวกินจริง ๆ ราษฎรต้องทุกข์ยากโดยทั่วไป ถึงในกรุงเทพฯ ก็เช่นกัน”
รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพ “จ่ายมากกว่ารับ” เงินคงคลังไม่เหลือใช้หลายปี จนสิ้นรัชกาลในปี ๒๔๖๘ ทั้ง ๆ ที่เมื่อต้นรัชกาลมีฐานะการคลังที่มั่นคง และรายรับมากกว่ารายจ่าย
สถาปัตยกรรมรัชกาลที่ ๖
ผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ และปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจของต่างชาติทั้งชาติตะวันตกและกลุ่มทุนจีน ที่ทรงเรียกว่า “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของสยามในรัชกาลที่ ๖ คือ “สถาปัตยกรรมชาตินิยม” เป็นการฟื้นฟูเอาองค์ประกอบ “ไทย ๆ” กลับมาใช้กับอาคารบางแห่งบ้าง เช่น โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ตึก “เทวาลัย” คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ ในพระราชวังสนามจันทร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมการณ์รักชาติและสร้างความเป็นไทยร่วมกัน

หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย
ที่มาภาพ : หนังสือนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย O.V. รุ่นลายครามรำลึก
พ.ศ. 2469 - 2534

ตึกเทวาลัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://www.arts.chula.ac.th/events/arts96/

พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ พระราชวังสนามจันทร์
ที่มาภาพ : เฟสบุ๊คมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.6
อย่างไรก็ดีนโยบายสถาปัตยกรรมชาตินิยมกลับไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ที่สืบเนื่องมาจากรัชกาลก่อนและพระราชนิยมในรัชกาลนี้
“วัง” และ “บ้านขุนนาง” ยังคงนิยมแบบตะวันตกอยู่ โดย “บ้าน” ในยุคสมัยนี้มีลักษณะแตกต่างจากสมัยรัชกาลที่ ๕ อยู่บ้าง อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการก่อสร้างก้าวหน้าขึ้น มีสถาปนิกทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น และการเติบโตของชนชั้นกลางที่ขยับฐานะขึ้นเป็นคหบดี ทำให้ “บ้านตึก” มีผังที่ซับซ้อนมากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้นระดับคฤหาสน์ แต่การตกแต่งลวดลายภายนอกอาคารลดลง มีเพียงส่วนน้อยที่มีการประดับตกแต่งลวดลายภายนอกแบบอลังการ
เช่นเดียวกับ “บ้านไม้” ที่ยังคงได้รับความนิยม สวยงามชวนฝันแบบบ้านขนมปังขิงอยู่ และยังพัฒนาไปถึงรูปแบบบ้านสไตล์ตะวันตกที่หลากหลายมากขึ้น เช่น บ้านที่โชว์โครงคร่าวภายนอกบ้านแบบบาวาเรีย (Bavarian Half-timbered House) หรืออิงลิชทิวดอร์ (English Tudor House) และรูปแบบอื่น ๆ อีกมาก

Bavarian Half-timbered House
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://en.wikipedia.org/wiki/German_Timber-Frame_Road

English Tudor House
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://www.apartmenttherapy.com/what-is-a-tudor-home-36838015
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะรูปแบบอาคารเท่านั้น แต่รวมไปถึงฟังก์ชั่นการใช้งานที่เปลี่ยนเป็นแบบสากลมากขึ้น ใต้ถุนบ้านเตี้ยลงหรือไม่มีเลย บันไดเข้ามาอยู่ในตัวบ้าน มีห้องรับแขกเป็นสัดเป็นส่วน ทุกบ้านกั้นห้องตามลักษณะการใช้งาน และมีพื้นที่เปิดโล่งด้านหน้าบ้าน เป็นต้น
แม้ในสมัยนี้ “บ้านตึก” จะมีมากขึ้น แต่ “บ้านไม้” แบบฝรั่งก็อยู่ในกระแสนิยมเช่นกัน บ้านแบบฝรั่งกลายเป็นผู้กำหนดไลฟ์สไตล์แบบใหม่ของคนในกรุงเทพฯ และหัวเมืองมากขึ้น สิ่งที่เริ่มหายไปในยุคนี้คือเรือนไทยและเรือนพื้นถิ่น เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตแบบสากลได้อีกต่อไป
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สถาปัตยกรรมอาคารสาธารณะ และบ้านพักอาศัย ไม่ได้เล็กลง ไม่ได้เรียบง่ายตัดทอน หรือประหยัด แม้แต่บ้านเรือนในหัวเมืองก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสนี้มากขึ้นเช่นกัน เราเริ่มเห็นเรือนพื้นถิ่นเปลี่ยนรูปแบบหลังคาเป็นปั้นหยา มะนิลา มากขึ้นในล้านนา
สถาปัตยกรรมบ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์
บ้านหลังนี้สร้างโดยพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฏ์ (เชียร กัลยาณมิตร) บุตรของเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) สร้างขึ้นระหว่างที่พระยากัลยาณวัฒนวิศิษฏ์ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก (๒๔๖๑ – ๒๔๗๐) ภายใต้การปกครองของมณฑลพิษณุโลก ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร)
บ้านหลังนี้สร้างในช่วง “วิกฤต” หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๑ นอกจากนี้มณฑลพิษณุโลก ซึ่งมีจังหวัดพิษณุโลกที่พระยากัลยาณวัฒนวิศิษฏ์เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเมืองติดแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน รวมถึงอุตรดิตถ์ติดแม่น้ำน่าน จึงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปีมะเส็ง ๒๔๖๐ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการเลือกสร้างบ้านที่อำเภอลับแลในปีถัดมาในเขตพื้นที่สูงแนวชายเขา จึงเป็นการเลือกที่เหมาะสมอย่างมาก
บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น วางผังบ้านเป็นรูปตัว L คว่ำ หันหน้าทางทิศตะวันออก ตัวบ้านยกพื้นสูงประมาณ ๑ เมตร ซ่อนเสาตอม่อรับน้ำหนักโครงสร้างและใช้เสาคอนกรีตตามเทคโนโลยีสมัยรัชกาลที่ ๖ ตัวบ้านเป็นผนังไม้ พื้นไม้ เข้าลิ้นฝีมือประณีตทั้งหลัง

ผังบ้านเป็นรูปตัว L คว่ำ
มุกด้านหน้าออกแบบไม่สมมาตร กว้าง ๒ ช่วงเสาครึ่ง ตัวมุกยื่นออกจากตัวบ้านครึ่งช่วงเสา หลังคาของมุกด้านหน้าเป็นจั่วซ้อน ๒ ชั้น หน้าจั่วมีช่องลมบานเกล็ด บันไดภายนอกเข้าสู่มุกหน้าเป็นบันได ๕ ขั้นทรงโค้ง ตามแบบนิยม “บ้านตึก” ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เช่น บ้านบรรทมสินธุ์ บ้านนรสิงห์ เป็นต้น

บันไดทางเข้าบ้านบรรทมสินธุ์


บ้านนรสิงห์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาล
ที่มาภาพ : เฟสบุ๊คตึกรามบ้านช่อง
ด้านหน้าของมุกเป็นจุดที่แสดงตัวตนของบ้านชัดที่สุด นี่คือความทันสมัย เป็นสากลด้วยวิธีคิด ไม่ใช่รูปแบบลอกเลียน ไม่มีลายฉลุเครือเถาเหนือประตูและหน้าต่าง แต่เลือกวัสดุทันสมัยเป็นกระจกสีติดช่องแสงแทน
จุดสำคัญอีกที่หนึ่งคือ หน้าต่าง-ประตู (French window) ยาวจากเพดานจรดพื้นทั้ง ๒ ชั้น คือการละทิ้งความงามแบบ “เว่อร์วัง” ของวิกตอเรีย แต่เลือก “ประโยชน์” ที่ตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าการใช้ภาษาสถาปัตยกรรมตะวันตกทั้งชุด เช่นเดียวกับด้านขวาของมุกที่ใช้กรอบกระจกขุ่นได้ประโยชน์จากการรับแสงเช้าทั้งสองชั้น


หน้าต่าง-ประตู (French window) เหนือประตูและหน้าต่างใช้กรอบกระจกขุ่น
ตัวอาคารหลักวางแนวเหนือ-ใต้ หลังคาจั่ว ด้านหน้าเป็นแนวระเบียงจนถึงห้องด้านทิศเหนือ ระเบียงกันตกไม่ใช้ไม้ฉลุลาย แต่เป็นลายเรขาคณิตรูปสี่เหลี่ยมผสมกากบาท กลางกากบาทล็อกด้วยไม้ทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ดูคล้ายลายก้านแย่งซึ่งนิยมเป็นลายประดับสถาปัตกรรมไทยและลายผ้าทอ ซึ่งลวดลายของระเบียงนี้ใช้กับช่องลม ราวบันได และส่วนอื่น ๆ เป็นแบบเดียวกันทั้งบ้าน สร้างความเชื่อมโยงจากห้องสู่ห้องแบบไม่รู้จบ


ระเบียงกันตกและราวบันได ลายเรขาคณิตรูปสี่เหลี่ยมผสมกากบาท

ลายก้านแย่ง
ที่มาภาพ : เว็บไซต์ https://www.learningtextilecraft.com/
portfolios/pattern/53
บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ เป็นบ้านที่ออกแบบการใช้งานสำหรับชีวิตสมัยใหม่ มีการกั้นห้องจำนวนมากถึง ๑๒ ห้อง และยังมีการออกแบบผนังน็อคดาวน์ใช้เพิ่มหรือลดห้องได้ตามสถานการณ์ แต่ละห้องมีฟังก์ชั่นที่ชัดเจน เช่น ห้องพระ ห้องนอน ห้องโถง เป็นการ “เชื่อมต่อห้อง” แบบสมัยใหม่ ไม่ใช่การ “เชื่อมต่อเรือน” แบบเรือนพื้นถิ่น


ภายในบ้านแต่ละห้องมีฟังก์ชั่นที่ชัดเจน
บ้านหลังนี้ จึงเป็นการออกแบบเพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบ “สมัยใหม่” ด้วยภาษาท้องถิ่น ซึ่งถ้านำองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ออก ให้เหลือแต่ตัวบ้าน เราจะเห็น “ภาษาไม้” แบบท้องถิ่นที่ชัดเจน เห็นความประณีต เรียบง่าย พอดิบพอดี แซมปนด้วยภาษาสมัยใหม่ในจังหวะที่เหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อย ในยุคข้าวยากหมากแพง
บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์จึงถือได้ว่าตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่ถอดรหัสภาษา “สมัยใหม่” ออกมาเป็นภาษาของตัวเองได้อย่างลงตัว ได้โดยไม่จำเป็นต้องลอกเลียนให้ “เหมือน” ตะวันตกไปทั้งหมด.
ตั้งอยู่ตำบลศรีพนมมาศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์