**วิหารหลวง วัดพระธาตุหริภุญชัย**
**ปี พ.ศ. 2460**
วิหารล้านนาที่ครูบาศรีวิชัยสร้างใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่าน
หากองค์ “พระธาตุหริภุญชัย” คือศูนย์กลางแห่งศรัทธาของเมืองลำพูน “วิหารหลวง” ก็คือพื้นที่ที่ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสศรัทธานั้นอย่างใกล้ชิด อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกขององค์พระบรมธาตุแห่งนี้ สร้างขึ้นแทนวิหารหลังเดิมซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพระเมืองแก้ว หรือพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิ (พ.ศ. 2038–2068) ก่อนจะถูกพายุพัดพังเสียหายอย่างหนักในปี พ.ศ. 2448 กระทั่งมีการก่อสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2460 โดยอาศัยแรงศรัทธาจากชาวลำพูน และพระครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ผู้มีบทบาทสำคัญในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุหริภุญชัยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25
สิ่งที่น่าสนใจคือ วิหารหลังใหม่นี้มิได้ย้อนกลับไปใช้รูปแบบ “วิหารเปื๋อย” หรือวิหารโถงเปิดตามคติล้านนาดั้งเดิม หากถูกปรับให้เป็นวิหารปิดขนาดใหญ่ มีผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า รายล้อมด้วยพาไลหรือระเบียงโดยรอบ ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคนั้น ผนังก่ออิฐฉาบปูนที่แข็งแรงถาวร นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าแนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระอารามหลวงสำคัญในกรุงเทพมหานคร ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้มีโอกาสไปพำนัก จึงเกิดการประยุกต์รูปแบบวัดหลวงภาคกลางเข้ากับงานช่างล้านนาได้อย่างน่าสนใจ
แม้จะรับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ แต่แก่นสำคัญของวิหารยังคงเป็นล้านนาอย่างชัดเจน ตัวอาคารวางตัวตามแนวแกนตะวันออก–ตะวันตก มีพระระเบียงล้อมรอบและมุขยื่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาทรงจั่วขนาดใหญ่ซ้อนลดหลั่นอย่างสมดุล ชายคายื่นยาวช่วยป้องกันแดดและฝนตามภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ขณะเดียวกันสัดส่วนอาคารที่สูงโปร่งและการจัดองค์ประกอบอย่างสมมาตรกลับสะท้อนแนวคิดการออกแบบของวัดหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์เช่นกัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน ความโอ่อ่าของพื้นที่เผยตัวผ่านแนวเสาสูงที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบตลอดความยาวอาคาร เสาแต่ละต้นประดับลายคำปิดทองบนพื้นสีแดงชาด สอดรับกับเพดานไม้สีแดงเข้มที่ตกแต่งด้วยลวดลายทองอันละเอียดประณีต ทั้งลายดอกประจำยาม ลายใบโพธิ์ ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ และลายมงคลตามคติพุทธศาสนา ส่วนหน้าบัน ซุ้มประตู ลายเทพนม กระหนก และงานประดับกระจกสี ล้วนสะท้อนการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมล้านนากับศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ได้อย่างงดงาม รายละเอียดเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงรสนิยมทางศิลปะที่เปลี่ยนแปลงไป หากยังสะท้อนช่วงเวลาแห่งการปรับตัวของล้านนา ภายหลังการรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยามสมัยใหม่ ผ่านบทบาทของพระเถระและเจ้าอาวาสจากภาคกลางที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาวัดหลวงแห่งนี้
กว่าหนึ่งศตวรรษหลังการก่อสร้างขึ้นใหม่ วิหารหลวงยังคงทำหน้าที่ไม่ต่างจากวันแรกที่เปิดใช้งาน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของเมืองลำพูน ทั้งพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน พระเสตังคมณี พระรอดทองคำ และพระพุทธเจ้าน้อย อันเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศ อีกทั้งประเพณี “โคมแสนดวง” หรือการแขวนโคมถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลยี่เป็ง เดือนกันยายนต่อเนื่องถึงเดือนพฤศจิกายน โคมหลากสีที่แขวนเรียงรายทั่วบริเวณวัด สะท้อนแสงยามค่ำคืนเคียงคู่กับองค์พระธาตุสีทองและวิหารหลวงอันสง่างาม กลายเป็นภาพความทรงจำที่ผู้มาเยือนต่างเฝ้ารอชมในทุกปี
วิหารหลวง วัดพระธาตุหริภุญชัย จึงมิใช่เพียงศาสนสถานสำคัญของเมืองลำพูน หากยังเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมล้านนาในยุคเปลี่ยนผ่าน ช่วงเวลาที่ศิลปกรรมท้องถิ่นเปิดรับอิทธิพลจากโลกภายนอกโดยไม่ละทิ้งรากเหง้าของตนเอง ร่องรอยที่ปรากฏอยู่ในทุกองค์ประกอบของอาคาร ตั้งแต่ผังพื้นที่ โครงสร้าง วัสดุ ไปจนถึงลวดลายประดับ ล้วนเป็นหลักฐานของการเดินทางผ่านกาลเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวของศรัทธา วัฒนธรรม และความเปลี่ยนแปลงของล้านนาได้อย่างงดงามที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ