เกมจิ๊กซอว์ — ชวนเล่นเกมจิ๊กซอว์ต่อภาพสถาปัตยกรรม 100 ปี
แผนที่ภาคเหนือ
เชียงใหม่

กิติพานิช

Kiti Panit

อาคารโมเดิร์นล้านนาที่พูดได้หลายภาษา

Story

กิติพานิช

อาคารโมเดิร์นล้านนาที่พูดได้หลายภาษา


สถานที่:   อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ประเภท:  อาคารพานิชย์

ปี:   ๒๔๓๑


โคโลเนียล โดยบริษัทเอกชน

เราอาจเข้าใจผิดว่าการล่าอาณานิคม คือความพยายามจะแผ่ขยายดินแดนในเครือจักวรรดิอังกฤษ โดยรัฐบาลอังกฤษ (British Crown government) ซึ่งไม่ถูกทั้งหมด เพราะการดำเนินการบุกรุกยึดครองพื้นที่ทางการค้า โดยเฉพาะใน อินเดีย พม่า มาเลเซีย ดำเนินการโดย บริษัทอีสต์ อินเดีย คอมปานี (British East India Company) ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตของราชบัลลังก์อังกฤษ แต่ดำเนินงานค่อนข้างเป็นอิสระจากรัฐบาลอังกฤษ มีลักษณะเป็น “รัฐโดยบริษัทเอกชน” (Company – State) เน้นการยึดครองพื้นที่ทางการค้าและตั้งสถานีการค้าขึ้น โดยเฉพาะเมืองท่าทางทะเล


ดังนั้นคำว่า “อาณานิคม” ในยุคนี้ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความแผ่ขยายความยิ่งใหญ่ของ “Great Britain” แต่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัทอีสต์ อินเดีย คอมปานี คือทำหน้าที่เป็นตัวแทนการค้า สูบทรัพยากร แสวงหากำไรจากสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ เช่น เครื่องเทศ ผ้าฝ้าย ชา ฝิ่น และไม้สัก รวมทั้งการส่งออกวัฒนธรรม “โคโลเนียล” ในดินแดนที่ยึดครอง


จนกระทั่งในปี ๒๔๐๑ เกิดการลุกฮือในอินเดียเพื่อต่อต้านการปกครองของ บริษัทอีสต์ อินเดีย คอมปานี ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Indian Rebellion of 1857 รัฐบาลอังกฤษจึงยึดคืนอำนาจของ บริษัทอีสต์ อินเดีย คอมปานี หลังจากดำเนินการมามากกว่า ๒๐๐ ปี และเข้าปกครองดินแดนอาณานิคมแทน


เจ้าหลวง อังกฤษ สยาม การเผชิญหน้าของ ๓ อำนาจ ในธุรกิจไม้สัก

แม้ว่าบริษัท อีสต์ อินเดีย คอมปานี จะหมดอำนาจไปแล้ว แต่ได้วางรากฐานอำนาจไว้อย่างมั่นคงในพม่า ที่เมืองย่างกุ้ง ตะนาวศรี โดยเฉพาะมะละแหม่ง ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหลวงแห่งการค้าไม้ในลุ่มน้ำสาละวิน ทำให้รัฐบาลอังกฤษเข้ามาสานต่อได้ในทันที


ในยุคต้นของอุตสาหกรรมค้าไม้สัก รัฐบาลสยามยังไม่มีส่วนแบ่งใด ๆ จากผลประโยชน์ก้อนนี้ ผู้รับผลประโยชน์คือเจ้าของป่าซึ่งถูกแบ่งเป็นแปลง โดยมีเจ้าญาติและเจ้าหลวงถือกรรมสิทธิ์เป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้เช่าป่าไม้หรือผู้รับสัมปทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในบังคับอังกฤษ ชาวพม่า มอญ ไทใหญ่ ปะโอ เนื่องจากมีการออกใบอนุญาตซ้ำซ้อน การผิดสัญญา เกิดเป็นคดีความขึ้นมากมาย


จนต้องทำสนธิสัญญากันระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับรัฐบาลสยามขึ้น ๒ ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ฉบับแรกในปี ๒๔๑๖ (1874) เน้นแก้ไขปัญหข้อพิพาทระหว่างคนในบังคับอังกฤษกับคนพื้นเมืองล้านนาเป็นหลัก และจากสนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้รัฐบาลสยามส่ง “ข้าหลวง” ไปประจำเมืองเชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นในการรวมอาณานิคมล้านนาให้เป็นของสยามโดยสมบูรณ์ในเวลาต่อมา


ฉบับที่ ๒ ปี ๒๔๒๖ (1883) มีเนื้อหาเกี่ยวโยงไปถึงอุตสาหกรรมทำไม้ในล้านนา ที่กำหนดเงื่อนไขมากขึ้นจนคนทำไม้เดิมชาวพม่า มอญ ไทใหญ่ ปะโอ จีน และอังกฤษ ที่เป็นการค้าระหว่างบุคคลต่อบุคคลไม่ใช่ในรูปบริษัท เกิดความยุ่งยากในการขออนุญาตมากขึ้น เปิดโอกาสให้ “บริษัทฝรั่ง” ทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดการค้าไม้ไปเกือบทั้งหมด คนทำไม้ชาวพม่า ไทใหญ่ ต้องเปลี่ยนเป็นผู้รับเหมาช่วง (Sub – Contractor) ให้กับบริษัทฝรั่งแทน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญงาน “ในป่า” มากกว่า


ท่าแพ “บูม” ยุคค้าไม้

ถนนท่าแพเป็นถนนนอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก ตัดตรงไปยังแม่น้ำปิง เป็นทำเลที่ดีที่สุดนอกกำแพงเมือง เดิมเป็นที่อาศัยของกลุ่มชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดต้อนมาในยุคก่อน ต่อมาคหบดีชาวพม่า ไทใหญ่ ปะโอ ที่ร่ำรวยจากการทำไม้ ซึ่งเป็นคนในบังคับอังกฤษหรือคนที่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลอังกฤษ (British subjects) ได้เข้ามาซื้อที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและเปิดร้านค้าบนถนนท่าแพ แม้มีสิทธิซื้อ - ขาย ที่ดินได้ ตามสนธิสัญญาเบาว์ริง แต่ยังมีกฏเกณฑ์ที่กีดกันคนต่างชาติ รวมทั้งคนในบังคับ ไม่ให้อยู่อาศัยในเขตกำแพงเมือง ดังนั้นย่านท่าแพที่อยู่ระหว่างกำแพงเมืองกับแม่น้ำปิงจึงกลายเป็นทำเลที่เหมาะสมที่สุด


ความรุ่งเรืองมั่งคั่งของพม่า ไทใหญ่ ปะโอ ซึ่งมาจากการทำไม้และการค้าขายทางบกเชื่อมต่อกับเชียงใหม่ มะละแหม่งจนถึงยูนาน ความมั่งคั่งนี้ได้ทิ้งร่องรอยทางสถาปัตยกรรมจากลุ่มน้ำสาละวิน ผ่านการพัฒนาและสร้างวัดขึ้นหลายวัดในย่านนี้ เช่น วัดอุปคุต วัดบุปผาราม วัดเชตะวัน วัดแสนฝาง ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของชาวจีน


ท่าแพเปลี่ยนมือสู่ยุคการค้า “แบบจีน”

ในอุตสาหกรรมค้าไม้ “ชาวจีน” ไม่ใช่ผู้เล่นหลักตั้งแต่ต้น แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเชียงใหม่ ได้ดึงดูดชาวจีนมาจากทั่วสารทิศ ทั้งหัวเมืองใกล้เคียง แผ่นดินใหญ่ และจากเครือข่ายชาวจีนในกรุงเทพฯ ผ่านเส้นทางการค้าบนแม่น้ำปิง ช่วงเวลานี้การค้าไม้ของบริษัทฝรั่งเริ่มขยายจากเมืองมะละแหม่งมายังเชียงใหม่ เพื่อส่งต่อท่อนซุงไปยังกรุงเทพฯ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเชียงใหม่ - กรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงแต่ท่อนซุงเท่านั้น พ่อค้าชาวจีนก็เริ่มขึ้นล่องนำสินค้ากรุงเทพฯ มาขายเชียงใหม่มากขึ้น


ชาวจีนเป็นพ่อค้าที่มีความถนัดเป็นพิเศษเรื่องการค้า การตลาด การลงทุน มีเงินทุนหมุนเวียนสูง มีเครือข่ายการค้าที่แข็งแกร่งผ่านระบบตระกูลแซ่ สมาคม ศาลเจ้า และเครือข่ายชาวจีนในกรุงเทพฯ พ่อค้าชาวจีนยังสามารถการสร้าง “คอนเนคชั่น” กับ “อำนาจ” ในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ชาวจีนบางคนได้รับความเชื่อใจให้เป็นเจ้าภาษีนายอากรทำหน้าที่เก็บภาษีแทนรัฐบาลสยามผ่านการประมูลภาษี เช่น ภาษีบ่อนเบี้ย สุรา หวย ฝิ่น ฯ และเจ้าภาษีนายอากรเหล่านี้เองที่ต่อมาเป็นเจ้าของที่ดินหลายแปลงบนถนนท่าแพ


กลุ่มพ่อค้าชาวจีน เริ่มต้นตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่ “ชุมชนวัดเกต” ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ซึ่งได้ทิ้งร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่นผสมจีนไว้ในย่านนี้อย่างชัดเจน รวมถึงที่วัดเกตการาม ก่อนจะขยับขยายเข้าสู่ย่านท่าแพ ทำการค้าแข่งขันกับพ่อค้าพม่า ไทใหญ่ ปะโอ ผู้เป็นเจ้าตลาดดั้งเดิม ด้วยความชำนาญทางการค้า และเงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแรงกว่า เป็นเหตุให้พ่อค้าพม่า ไทใหญ่ ปะโอ ค่อย ๆ น้อยลงไปจากย่านท่าแพ ทดแทนด้วยพ่อค้าชาวจีนที่เพิ่มมากขึ้น เฮือนแป อาคารพานิชย์ ของชาวจีนจึงเริ่มผุดขึ้นมาบนถนนท่าแพ รวมทั้ง “ห้างกิติพานิช” ซึ่งเริ่มเปิดกิจการค้าขายในช่วงเวลานี้ด้วย

ความเจริญครั้งอดีตของ “ชุมชนวัดเกต” บนถนนเจริญราษฎร์ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง จ.เชียงใหม่

ที่มาภาพ : เว็บไซต์กรมศิลปากร https://www.finearts.go.th/main/view/36249-ถนนเจริญราษฎร์

สถาปัตยกรรมอาคารกิติพานิช

อาคารกิติพานิช เป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐฉาบปูน วางตัวแนวเหนือ-ใต้ เฉียงออกทางขวาเล็กน้อยตามแนวถนน ตัวอาคารทาสีมัสตาร์ดตัดกับสีไม้สักเข้ม หลังคาจั่วด้านหน้าแยกออกมาจากหลังคาจั่วหลักที่วางแกนตะวันออก-ตก ตามแนวถนน ลักษณะเด่นชัดคือ จั่วด้านหน้านี้มีถึง ๓ จั่ว ที่ยอดจั่วและปลายปั้นลมมี “สรไน” ตามแบบเรือนขนมปังขิง รูปแบบหน้าจั่ว ๓ จั่วนี้ถูกนำไปใช้อีกครั้งที่บ้านหม่องโง่ยซิ่น กาดกองต้า จังหวัดลำปาง

อาคารมีจั่วด้านหน้า ๓ จั่ว ที่ยอดจั่วและปลายปั้นลมมี “สรไน”

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือหน้าจั่วสองข้างของหลังคาหลักแนวขวางตามแนวถนนเป็นรูปนกยูง ยืนอยู่บนสัญลักษณ์รูปวงกลม การใส่สัญลักษณ์ไว้ในตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ ย่อมมีความหมายอันมงคลแฝงไว้มากกว่าการประดับเพื่อความสวยงาม หากตีความตามความเชื่อของชาวจีนจะหมายถึงอำนาจและความรุ่งเรือง ส่วนความเชื่อฝ่ายพม่านกยูงคือสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์คองบอง หมายถึง อำนาจ วาสนา บารมี


หน้าบันที่จั่วประธานฝั่งถนน ด้านหน้าเป็นตราสัญลักษณ์ไม้แกะสลักลายเถาสมมาตร มีริบบิ้นพาดยาวแบบอังกฤษ แต่ไม่ใช่ตราอาร์ม (Coat of Arms) ซึ่งมักใช้เป็นตราประจำราชวงศ์ หรือตราประจำองค์กร เพราะภายในริบบิ้นมีตัวอักษรเลือนลางน่าจะเป็นตัวอักษรชื่อห้างรุ่นแรกคือ “ย่งไทเฮง” องค์ประกอบหน้าจั่วลักษณะนี้มักใช้เป็นตราสัญลักษณ์ของอาคารสำคัญในยุโรป แต่กิติพานิชนำมาใช้ในจุดที่เป็นมุมมองหลักแบบตั้งใจ เพื่อแสดงความเป็น “ห้างค้าปลีกสมัยใหม่” (Modern Trade) ป้ายหน้าจั่วนี้จึงทำหน้าที่เป็นป้ายทางการค้า (Commercial Pediment) หรือ “โลโก้” ในปัจจุบันนั่นเอง

หน้าบันจั่วประธาน

เป็นตราสัญลักษณ์ไม้แกะสลักลายเถาสมมาตร

หน้าจั่วสองข้างของหลังคาหลัก

แนวขวางตามแนวถนนเป็นรูปนกยูง

ประตูทางเข้าหลักมีซุ้มโค้งประดับลูกกรงแนวดิ่ง ในขณะที่ประตูทั้ง ๕ บาน ชั้นบนมีซุ้มโค้งลายฉลุไม้ลายเถาก้นหอยแบบวิกตอเรียสะท้อนฝีมือช่างพม่า ที่มักพบเห็นได้ในวัดพม่าของล้านนา


ชั้นบนมีราวกันตกและระเบียงรอบแบบเรือนมิชชันนารี เหนือระเบียงขึ้นไปใต้จั่วประธานประดับด้วยระแนงไม้แบบโก่งคิ้วของพม่า ใต้ชายคามีไม้แกะสลักตกแต่งแบบเรือนขนมปังขิง

ประตูทางเข้าหลัก

มีซุ้มโค้งประดับลูกกรงแนวดิ่ง

เหนือประตูซุ้มโค้งชั้นบนฉลุไม้ลายเถาก้นหอยแบบวิกตอเรีย

ภายในเป็นเครื่องไม้ทั้งหมด ช่างไม้ได้สร้างองค์ประกอบไม้อย่างมีเหตุผล ทำให้ดูแข็งแรงแน่นหนารับกับอาคารทรงทึบตันภายนอก ตงไม้ถี่มีไม้ค้ำตงถี่รองรับพื้นชั้นบนอย่างแข็งแรง ลายสลับของตงทำให้ดูเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่ภายในมากกว่าการโชว์โครงสร้างภายในอาคาร

ภายในเป็นเครื่องไม้ทั้งหมด ตงไม้มีไม้ค้ำตงถี่รองรับพื้นชั้นบนอย่างแข็งแรง

พื้นที่ภายในโดยรอบแบ่งการใช้สอยด้วยฝาไม้เข้าลิ้นแนบสนิท มีราวบันไดเจาะช่องรูปสี่เหลี่ยมปลายมน เชื่อมโยงกับลายราวกันตกของระเบียงชั้นสอง บางจังหวะใช้ไม้ระแนงลายก้างปลาแบ่งพื้นที่ให้ความโปร่งแทนผนังทึบตัน จากภายในจะมองเห็นลายฉลุเหนือกรอบประตู และจุดอื่น ๆ ช่วยลดความ “หนัก” ของงานโครงสร้างไม้ได้อย่างดี

ภายในชั้นสอง ผนังไม้ระแนงลายก้างปลา

แบ่งพื้นที่ให้ความโปร่งแทนผนังทึบตัน

ราวบันไดเจาะช่องรูปสี่เหลี่ยมปลายมน


ด้านหลังของชั้นล่างเป็นลานโล่งปิดล้อมด้วยตัวอาคาร (Courtyard) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนแบบจีน เป็นพื้นที่ใช้งานอเนกประสงค์ และเป็นพื้นที่ระบายลมของอาคารพาณิชย์ที่ปลูกในพื้นที่ติดกัน

ด้านหลังของชั้นล่างเป็นลานโล่งปิดล้อมด้วยตัวอาคาร (Courtyard)

กิติพานิชถือเป็นอาคารที่เลือกใช้ (Eclecticism) องค์ประกอบมาจากหลายวัฒนธรรมมาประกอบร่างได้อย่างลงตัว ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป เป็นอาคารที่ดูรวม ๆ เป็นตะวันตก เมื่อดูมุมสูงจะเห็นล้านนา เมื่อดูใกล้จะเห็นพม่า เมื่อดูละเอียดจะเห็นความเป็นจีน นี่คือจุดบรรจบของงานฝีมือและวัฒนธรรมที่หลากหลายของกิติพานิชในยุคโมเดิร์นล้านนา.


การเดินทาง

ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าเชียงใหม่ ใกล้ถนนท่าแพ เข้าถึงง่ายโดยรถสองแถว เปิดให้เข้าชมตามเวลาราชการ