คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   คนไทยเที่ยวห้าง ฝรั่งเข้ามิวเซียม?

คนไทยเที่ยวห้าง ฝรั่งเข้ามิวเซียม?

19 กันยายน 2559

ชื่นชอบ 4

29,185 ผู้เข้าชม

2

แบ่งปัน
หนึ่งในคำถามโลกแตกที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ ‘ทำไมคนไทยถึงไม่เข้าพิพิธภัณฑ์?’

แต่ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ ก็อาจต้องถามกลับให้ลองทบทวนดูกันด้วยว่า พิพิธภัณฑ์แต่แรกเริ่มของไทยสร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้คนทั่วไปเข้าหรือเปล่าล่ะครับ? 

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการก่อตั้งสมาคมทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ที่ชื่อ ‘โบราณคดีสโมสร’ ในเรือน พ.ศ. 2450 โดยส่วนหนึ่งของพระราชดำรัสพระราชทานในรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวเปิด โบราณคดีสโมสร ได้ทรงนำเสนอวิธีการศึกษาถึงเรื่องราวในอดีตของสยามไว้อย่างน่าสนใจว่า 

“จึงขอชวนท่านทั้งหลายในสโมสรประชุมกันครั้งแรกนี้ ให้กระทำในใจไว้ ว่าเราจะค้นหาข้อความเรื่องราวของประเทศสยาม ไม่ว่าเมืองใดชาติใดวงษ์ใดสมัยใด รวบรวมเรียบเรียงขึ้นเปนเรื่องราวของประเทศสยาม จับเดิมตั้งแต่ 1,000 ปีลงมา เรื่องราวเหล่านี้คงต้องจับตั้งแต่เมืองหลวง ไนยหนึ่งเรียกว่าหาง ห้าง ฤาช้าง ซึ่งเปนที่ตั้งของชาติไทยแต่ต้นเดิม ลงมาจนถึงเมืองเชียงแสน เชียงราย เชียงใหม่ สวรรคโลก โศกโขทัย อยุทธยาเก่า อยุทธยาใหม่ แลเมืองลโว้ ลพบุรี นครไชยศรี นครศรีธรรมราช ฤาเมืองซึ่งเปนเจ้าของครองเมือง เช่น กำแพงเพชร ไชยนาท พิษณุโลกย์ เมืองสรรค์ สุพรรณ กาญจนบุรี เพชรบุรี เหล่านี้เปนต้น บรรดาซึ่งได้เปนใหญ่ในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง แล้วรวบรวมมาเปนประเทศสยามอันหนึ่งอันเดียวนี้”

พระราชดำรัสข้างต้นดูจะน่าสนใจยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงที่ว่า สยามและฝรั่งเศสเพิ่งจะทำสัญญาระหว่างประเทศที่ชื่อว่า ‘หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับเปรสสิเดนต์แห่งรีปับลิกฝรั่งเสศ 23 มีนาคม ร.ศ. 125’ (ซึ่งตรงกับเรือน พ.ศ. 2449 ตามวิธีนับปีในสมัยนั้น แต่ตรงกับ พ.ศ. 2450 ตามวิธีการนับแบบปัจจุบัน) ว่าด้วยการแบ่งเค้กดินแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส 

หนังสือสัญญาฉบับนี้นับเป็นสัญญาฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดน ระหว่างสยามกับชาติมหาอำนาจตะวันตก ในยุคอาณานิคม นั่นหมายความว่า ในคราวที่ก่อตั้ง ‘โบราณคดีสโมสร’ เมื่อปี พ.ศ. 2450 รัชกาลที่ 5 รวมถึงชนชั้นนำสยามหลายๆ พระองค์ คงจะสามารถหลับพระเนตรพริ้มแล้วจินตนาการถึงภาพลางๆ ของ ‘ขวานทอง’ ได้เรียบร้อยแล้ว 

แน่นอนว่าเมื่อสามารถมโนถึงขวานทองกันได้แล้ว ก็ต้องสร้างประวัติศาสตร์ใส่ในขวานด้ามนี้ด้วย และออฟฟิศอย่างเป็นทางการ สำหรับการรวบรวมเรียบเรียงประวัติศาสตร์สยาม ตามที่รัชกาลที่ 5 ทรงมุ่งหวังนั้น ก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำหรับพระนคร หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่บริเวณท้องสนามหลวง ปัจจุบันนั่นเอง 

น่าเสียดายที่ หลังจากนั้นเพียง 3 ปี รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จสวรรคต ทำให้การจับเอาประวัติศาสตร์ยัดเข้าใส่ด้ามขวานทองต้องชะงักค้างไปนานเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว

เรือน พ.ศ. 2469 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ผู้ทรงได้รับการขนานพระนามว่า บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย) ได้ทรงจัดแบ่งยุคสมัยต่างๆ ในประเทศไทยตามเค้าโครงปัจจุบันเป็นครั้งแรก ดังปรากฏในพระนิพนธ์เรื่อง ‘ตำนานพุทธเจดีย์สยาม’ แต่ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ไม่ลงตัวนัก

น่าสนใจว่า ในปี พ.ศ. เดียวกันนี้เอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศตั้ง ‘ราชบัณฑิตยสภา’ ให้ดูแลงานด้านโบราณคดี วรรณคดี ศิลปากร และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำหรับพระนคร โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์เดิม ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา 

ในการนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ Goerge Cœdès ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการอ่านจารึกอุษาคเนย์ ชาวฝรั่งเศส ได้เริ่มปรับปรุงการจัดแสดง ทำให้ พิพิธภัณฑสถาน เปลี่ยนจาก ‘พิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไป’ กลายเป็น ‘พิพิธภัณฑสถาน ที่รวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ’

สองปีถัดมา คือในเรือน พ.ศ. 2471 Cœdès ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้สำหรับอธิบายโบราณวัตถุ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในขณะนั้นตามชื่อของหนังสือ โดยเนื้อหาภายในเป็นการปรับปรุงการแบ่งยุคสมัยต่างๆ ในประเทศไทย จากที่มีมาก่อนในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์สยาม มาเป็นเค้าโครงอย่างที่ใช้กันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เรียกง่ายๆ ว่า การเรียบเรียง และจัดแบ่งประวัติศาสตร์ชาติไทยให้เป็นยุคสมัยต่างๆ ตามความมุ่งหวังที่ปรากฏอยู่ในพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 5 นั้น เกี่ยวข้องกับการจัดแสดงนิทรรศการถาวรใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับพระนคร ชนิดที่เรียกว่า ต่อให้ฟ้าผ่าก็แยกกันไม่ขาด

แต่วิธีการจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติไทย ผ่านโบราณวัตถุสมัยต่างๆ (ที่เพิ่งถูกเรียบเรียงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7) ไม่เพียงแต่ถูกผลิตซ้ำผ่าน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาต่างๆ ทั่วประเทศเท่านั้นนะครับ บรรดาแบบเรียนและอะไรอีกสารพัดอย่าง ที่ตกอยู่ภายใต้กรอบเค้าโครงของประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบนี้ ต่างก็ช่วยกันอย่างลงแรงแข็งขันในการผลิตซ้ำชุดความคิดนี้ จนใครที่คิดต่างก็แทบจะกระดิกตัวไม่ได้เหมือนกัน 

เอาเข้าจริงแล้ว หน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ไทยกระแสหลัก (ในกำกับของรัฐ) จึงบรรลุถึงจุดสุดยอด ของความมุ่งหวังในการจัดแสดงมาตั้งแต่เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ Goerge Cœdès ได้จัดนิทรรศการถาวรเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ. 2471 ไปเรียบร้อยบริบูรณ์แล้วนะครับ 

และในเมื่อสิ่งที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์นั้น ไม่ได้ต่างอะไรไปจากองค์ความรู้ต่างๆ ที่ใครๆ ก็มีอยู่แล้ว การเที่ยวเดินข้างในพิพิธภัณฑ์แบบนี้จะมีความหมายอะไรนอกไปจาก การเที่ยวดูความสวยงามของโบราณวัตถุที่ถูกนำมาจัดแสดง?

ในแง่หนึ่งการที่ทุกวันนี้จะมีคนไทยคนไหนจะเตร็ดเตร่เข้าไปในพิพิธภัณฑ์นั่นต่างหาก ที่เป็นกำไรในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ของรัฐท่าน เพราะนั่นถือเป็นความคาดหวังลำดับรองลงไปในการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติไทยเมื่อ ปี 2471

ไม่ต้องแปลกใจอะไรหรอกนะครับ ที่คนไทยจะเที่ยวห้างมากกว่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ แอร์ก็เย็นกว่า มีอะไรที่ชวนให้ลดทอนความรวย และโรคความหนักอึ้งในกระเป๋าสตางค์ แถมยังสนุก และไม่ชวนให้เคร่งเครียดอีกด้วย ส่วนฝรั่ง หรือชนชาติที่อารยะอื่นๆ ก็ปล่อยให้เขาเข้ามิวเซียมกันไป ในเมื่อมิวเซียมของเขา มีอะไรที่ชวนให้สนุก แตกต่าง หลากหลาย และน่าสนใจอีกตั้งเยอะ ไม่ใช่เหมือนกันไปหมดอย่างพิพิธภัณฑ์ไทยกระแสหลัก ในกำกับของรัฐ

คำถามที่สำคัญก็คือ ถ้าอย่างนั้นแล้ว พิพิธภัณฑ์แบบไทยๆ นี่ยังมีประโยชน์อะไรอีกหรือเปล่าครับ ในเมื่อท่านก็บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มาตั้งเกือบร้อยปีแล้วมิใช่หรือ?

คำอธิบายภาพประกอบ
“ประวัติศาสตร์ชาติไทย” นิทรรศการถาวรล่าสุด ที่รัฐท่านภูมิใจนำเสนอ จัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2558 หรือเมื่อ 1 ปีที่แล้วนี้เอง

วันที่สร้าง : 15 มีนาคม 2560

2

แบ่งปัน
สร้างโดย