เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   ทำไมเราเรียก ‘มิวเซียม’ ว่า ‘พิพิธภัณฑ์’? และทำไม ‘พิพิธภัณฑ์’ จึงต่างไปจาก ‘มิวเซียม’?

ทำไมเราเรียก ‘มิวเซียม’ ว่า ‘พิพิธภัณฑ์’? และทำไม ‘พิพิธภัณฑ์’ จึงต่างไปจาก ‘มิวเซียม’?

14 กรกฎาคม 2559

ชื่นชอบ 8

15,595 ผู้เข้าชม

7

แบ่งปัน
‘พิพิธภัณฑ์’ เป็นศัพท์ผูกใหม่ โดยถ่ายถอดมาจากคำว่า ‘มิวเซียม’ (museum) ในภาษาอังกฤษออกมาเป็นคำไทยในความหมายที่คลาดเคลื่อนออกไปจากความหมายเดิมของฝรั่งอยู่มาก

คำว่า พิพิธภัณฑ์ ปรากฏขึ้นครั้งแรกผสมอยู่ในคำที่ผูกเป็นชื่อ 'พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์' ใช้เก็บโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ หรือเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศ (คำว่า 'ประพาส' แปลว่า 'เที่ยวเล่น' ส่วน 'พิพิธภัณฑ์' ตามรูปศัพท์แปลว่า 'ของแปลก') สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 

พระที่นั่งองค์ดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนสถานที่เก็บคอลเล็กชั่นส่วนตัวของพระเจ้าแผ่นดินสยาม ใช้ต้อนรับพระราชอะคันตุกะบ้าง แต่ไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเที่ยวชม

ทุกครั้งที่เสด็จประพาสพยังต่างแดน พุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ไม่เคยตรัสเรียก 'museum’ ว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ เลยสักครั้ง หากแต่เรียกอย่างทับศัพท์ว่า ‘มิวเซียม’ แม้กระทั่งเมื่อโปรดให้นำวัตถุต่างๆ ที่สะสมไว้ในพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์มาจัดแสดงไว้ ณ หอคองคอเดีย (ปัจจุบันคือ ศาลาสหทัยสมาคม อยู่ทางเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้านทิศตะวันตก) ก็เรียกการจัดแสดงนั้นว่า ‘เอกษบิชั่น’ (exhibition) ตรงกับคำแปลในภาษาไทยว่า ‘นิทรรศการ’

ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวร หรือตำแหน่งวังหน้า ทำให้พระราชวังบวรมงคลสถาน หรือวังหน้า ว่างลง จึงพระราชทานพระที่นั่งส่วนหน้าของวังนี้ให้เป็น 'museum’ เรียก ‘มิวเซียมวังหน้า’ 

เราต้องรอจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงค่อยมาเปลี่ยนชื่อจาก 'มิวเซียมวังหน้า' เป็น ‘สถานพิพิธภัณฑ์’ แทน และค่อยมาแก้เป็น ‘พิพิธภัณฑสถาน’ อย่างในปัจจุบันเมื่อสมัยรัชกาลที่ 7 นี้เอง

โดยรากทางประวัติศาสตร์แล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ของไทยเราจึงมีลักษณะเป็นสถานที่เก็บของเก่า แสดงของแปลก มากกว่าที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาหรือองค์ความรู้ต่างๆ ตามความหมายของคำว่า 'museum' ในภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ต้น

ที่จริงแล้วตามรากศัพท์ 'museum’ มาจากภาษากรีกโบราณแปลว่า ‘บัลลังก์ของเทพมิวส์’ (Muse)

เทพมิวส์ที่ว่าคือกลุ่มเทวี 9 นาง ตามปกรณัมกรีกว่า เป็นบุตรีแห่งซุส (Zeus) ราชาแห่งทวยเทพ กับพระนางเนโมซิเน (Mnemosyne คำนี้ตามรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า "ความทรงจำ") เป็นหมู่เทวีแห่งศิลปะ และศาสตร์ทั้งหลาย เป็นหมู่เทพี อันประกอบด้วย

1. Calliope เทพธิดาแห่งวรรณกรรมมหากาพย์ 2. Clio เทพธิดาผู้ครองประวัติศาสตร์ 3. Erato เทพธิดาประจำเพลงรัก 4. Euterpe เทพธิดาแห่งดนตรี 5. Melpomene เทพธิดาแห่งละครโศกนาฏกรรม 6. Thalia เทพธิดาแห่งละครสุขนาฏกรรม 7. Polyhymnia เทพธิดาประจำบทกวีสรรเสริญเทพเจ้า 8. Terpsichore เทพธิดาผู้ครองการระบำ และสุดท้ายคือ 9. Urania เทพธิดาผู้ครองโหราศาสตร์

ในทัศนะของพวกกรีก “มิวส์” จึงเป็นคณะเทพธิดาที่ทั้งดลบันดาลและอำนวยพรให้เกิดทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” หรือ “ความรู้” ต่างๆ แถมยังมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่าเมื่อ พิธากอรัส (Pythagoras มีชีวิตอยู่เมื่อราว570-495 ปีก่อนคริสต์กาล) นักปรัชญา และนักคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลกชาวกรีก ได้เดินทางเข้าไปถึงเมืองโครโตเน (Crotone ปัจจุบันอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี) คำแนะนำแรกที่ท่านให้แก่ชาวเมืองก็คือ ให้สร้างสถานบูชาเทพมิวส์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และให้ชาวเมืองกลมเกลียวกัน 

มิวเซียมของฝรั่งแต่ดั้งเดิมจึงสัมพันธ์อยู่กับปกรณ์ทางศาสนา แต่มีลักษณะเป็นแหล่งเรียนรู้มากกว่าโรงเก็บของสะสม กลับกันกับพิพิธภัณฑ์ของไทยที่ไม่ได้สร้างขึ้นโดยเจตน์จำนงในศาสนา แต่กลับมักจะจัดแสดงแต่ วัตถุบูชาในพระศาสนาต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ไปซะอย่างนั้น

ที่เมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) ประเทศอียิปต์ มีมิวเซียมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานบูชาเทพมิวส์ที่ว่า สร้างขึ้นอยู่รอบสุสานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great มีชีวิตอยู่เมื่อราว 356-323 ปีก่อนคริสต์กาล) ผู้ที่ทำให้เมืองที่ว่ามีชื่อว่าอเล็กซานเดรีย น่าสนใจที่มิวเซียมแห่งนี้ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘หอสมุดแห่งอเล็กซานเดรีย’ ที่ได้ชื่อว่าใหญ่โต และมีข้อมูลมากมายที่สุดในโลกยุคเก่า

แต่อย่าเพิ่งเข้าใจว่าห้องสมุดสมัยโบราณมีหน้าตาเหมือนกับสมัยเรานะครับ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการพิมพ์เหมือนปัจจุบัน หนังสือที่ว่าจึงเกิดจากการคัดลอก และมีลักษณะเป็น ‘คลังข้อมูล’ อย่างที่เดี๋ยวนี้ชอบเรียกทับศัพท์กันว่า ‘อาร์ไคฟ์’ (archive) บรรณารักษ์จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่จัดเก็บ ซ่อมแซม หรือทำทะเบียนหนังสือให้เป็นหมวดหมู่ แต่ต้องศึกษาวิจัยข้อมูลที่ว่านี้ด้วย

และนอกเหนือจากห้องสมุดแล้ว ภายในสถานบูชาคณะเทพมิวส์แห่งนี้ คลังเก็บศิลปวัตถุ ห้องประชุม ห้องโถงสำหรับทำการปาฐกถาต่างๆ และสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม ทั้งหมดนี้รวมกันจึงนับเป็น Musaeum of Alexandria

‘มิวเซียม’ กับ ‘ห้องสมุด’ ในโลกตะวันตกยุคเก่าจึงใกล้เคียงกันอยู่มาก เพราะต่างถือว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ แต่นิยามทั้ง ‘พิพิธภัณฑ์’ และ ‘ห้องสมุด’ ของไทยอย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันเกิดขึ้นเพราะผลพวงของความคิดของพวกลัทธินักสะสม (antiquity) ที่มุ่งจะอวดฐานะ (ผู้ดีตะวันตก และไทย?) หรืออ้างความเป็นอารยะ (รัฐ?) ในสมัยอาณานิคม 

แน่นอนว่าทุกวันนี้เราผ่านยุคสมัยของการล่าอาณานิคมมานานโขแล้ว (เอ๊ะ! หรือยังไม่ผ่าน) ไม่ว่าการใช้ 'พิพิธภัณฑ์' สำหรับอวดอ้างความเป็นอารยะจะยังจำเป็นอยู่หรือไม่ก็ดี แต่ที่แน่ๆ การใช้ 'มิวเซียม' ในการเผยแพร่ จัดแสดง และการจัดการความรู้ก็มีความจำเป็นยิ่งขึ้นทุกขณะจิต ดังนั้นเราจะยังพิพิธภัณฑ์ไว้ให้คงเดิมอยู่ก็ได้ แต่ต้องเพิ่มความสำคัญของมิวเซียมอยู่ไม่ให้ขาด

เพราะ 'พิพิธภัณฑ์' อาจจะมีไว้สำหรับสร้าง 'ชาติ' แต่ 'มิวเซียม' มีไว้สำหรับสร้าง 'คน' โดยเฉพาะคนที่สมบูรณ์ มีทั้งความรู้ มีทั้งคุณภาพ


*ภาพประกอบ: ภาพจิตรกรรมรูปเทพีมิวส์ทั้ง 9 วาดโดย Andrea Mategna เมื่อราว ค.ศ. 1495-1497 ปัจจุบันจัดแสดง อยู่ที่ Musée du Louvre กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส (ที่มาภาพ: http://www.aparences.net/art-et-mecenat/les-gonzaga-de-mantoue/le-studiolo-disabelle-deste-a-mantoue/)

วันที่สร้าง : 15 มีนาคม 2560

7

แบ่งปัน
สร้างโดย