เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   อาณานิคมในมิวเซียม: เมื่อ British Museum พยายามที่จะลบภาพของชาติเจ้าอาณานิคม

อาณานิคมในมิวเซียม: เมื่อ British Museum พยายามที่จะลบภาพของชาติเจ้าอาณานิคม

25 กันยายน 2560

ชื่นชอบ 5

849 ผู้เข้าชม

3

แบ่งปัน
“เราต้องคำนึงถึงโลกทั้งใบ ไม่ใช่เฉพาะแค่เพียงยุโรปเท่านั้น”

ฮาร์ตวิก ฟิสเชอร์ (Hartwig Fischer) ผู้อำนวยการคนปัจจุบันของมิวเซียมที่เก่าแก่ และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง British Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพิ่งจะตอบสัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์เกี่ยวกับศิลปะชื่อดังที่ชื่อ The Art Newspaper เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง

หลักใหญ่ใจความที่ฟิสเชอร์ให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมิวเซียมแห่งนี้ด้วยการปรับเปลี่ยนการจัดแสดงโบราณและศิลปวัตถุ ในนิทรรศการถาวร (ซึ่งก็ถาวรขนาดที่จัดแสดงอยู่อย่างนี้มาไม่ต่ำกว่า 150 ปีแล้ว โดยที่ไม่เคยปรับเปลี่ยนเลยทีเดียว) ของมิวเซียมให้เหมาะสมทั้งในแง่ของหมวดหมู่ในการจัดแสดง  และเนื้อหาที่ไม่เน้นความคิดโบราณแบบที่ว่า ยุโรปเป็นศูนย์กลางของทั้งโลก (Eurocentric) 

ตัวอย่างง่ายๆ ที่ฟิสเชอร์ว่าไว้ก็คือ ปัจจุบันนี้ ห้องแสดงข้าวของในอารยธรรมอียิปต์ ถูกแบ่งเป็นสองส่วน พวกประติมากรรมต่างๆ จัดแสดงอยู่ที่ชั้นล่าง ในขณะที่มัมมี่ และโบราณวัตถุขนาดเล็ก ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเป็นอยู่และความตาย ถูกจัดแสดงแยกต่างหากเอาไว้ที่ชั้นบน ก็ควรที่ขนมารวมกันไว้ในแกลลอรีเดียวกันไม่ใช่แยกขาดออกไป เช่นเดียวกับบรรดาข้าวของในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย กรีก แล้วก็โรมัน ซึ่งถูกจัดแสดงแยกออกเป็นสองส่วน และอยู่ในคนละชัั้นไม่ต่างกันนัก

ถึงแม้ว่าฟิสเชอร์จะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่การจัดแสดงแบบที่นิ่งสนิทมาตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อนนี้ ก็สะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่า เป็นการนำเอาของที่ถือว่าดี ถือว่าคลาสลิค อย่างของกรีก-โรมัน ที่มักจะถือกันว่าเป็นต้นกระแสธารของวัฒนธรรมยุโรปทั้งหมด ออกมาจัดแสดงให้มากเข้าไว้ ส่วนในกรณีของอียิปต์ และเมโสโปเมียนั้น ก็ย่อมเกี่ยวข้องกับการแสดงถึงอำนาจในการจัดการหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา 

การแสดงความอำนาจที่ว่า ก็ย่อมหมายถึงการประกาศศักดาเหนือดินแดนบริเวณที่มีอารยธรรมอียิปต์โบราณ และเมโสโปเตเมียเป็นพี่เต้ย อย่างดินแดนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา และภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามลำดับ 

และก็ต้องไม่ลืมด้วยนะครับว่า ทั้งสองภูมิภาคดังกล่าวก็ถูกบรรดาชาติเจ้าอาณานิคมจากยุโรป รุมทึ้งแย้งชิงกันในสมัยอาณานิคมรุ่งเรือง ซึ่งก็คือช่วงคาบเกี่ยวกับที่มีการจัดแสดงโบราณวัตถุเหล่านี้ใน British Museum นั่นเอง อำนาจเหนืออารยธรรมเหล่านี้จึงเป็นคำเตือน และการแสดงความเป็นเจ้าของเหนือดินแดนของอารยธรรมเหล่านั้นด้วยอะไรที่ในยุคสมัยนั้นเรียกว่า ‘ภารกิจของคนขาว’ ไปโดยปริยาย

(ภารกิจของคนขาว มีที่มาจากแนวคิดในการมองผู้คนผิวสีอื่น ไม่ว่าจะเหลือง หรือว่าจะดำ เป็นอนารยชน, อันที่จริงแล้วในหลายครั้ง คนขาว หรือฝรั่งเหล่านี้ ก็มองคนผิวสีอื่นแทบจะไม่ต่างไปจากสัตว์เลยทีเดียว, ที่ยังไม่เจริญอย่างพวกของตนเอง พวกคนขาวจึงอ้างว่า การทำให้คนผิวสีอื่นมีอารยะ ด้วยการเข้าไปยึดเอาทรัพยากรธรรมชาติ และดินแดน รวมถึงทำการปกครองบุคคลเหล่านั้นเป็นภารกิจของพวกตนเอง เพื่อที่จะทำให้ผู้คนผิวสีอื่นมีอารยะขึ้นมานั่นเอง)  

ฟิสเชอร์บอกว่า การลดจำนวนโบราณและศิลปวัตถุที่ถูกจัดแสดงอยู่ในมิวเซียมขณะนี้ จากจำนวนทั้งหมด 53,000 ชิ้น ให้เหลือเพียงแค่ราวๆ 49,000 ชิ้นนั้น จะช่วยให้บรรยายกาศในจัดแสดงปลอดโปร่ง (ฟิสเชอร์ใช้คำว่า มีอ็อกซิเจนมากขึ้น) เขาได้ยกตัวอย่างถึง แกลลอรี Sir Joseph E. Hotung ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงโบราณและศิลปวัตถุจากจีน ภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย และปริมณฑล) รวมถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ ที่กำลังปรับปรุงอยู่ว่า จะจัดแสดงสิ่งของน้อยลง แต่จะช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงความงาม และคุณค่าของตัววัตถุมากยิ่งขึ้น  

แต่จุดประสงค์ที่ฟิสเชอร์ดูจะเน้นย้ำมากกว่า ว่าทำไมต้องลดจำนวนวัตถุที่จัดแสดงให้น้อยลงไปถึงราวๆ 4,000 ชิ้นนั้นเป็นเพราะว่า การกระทำอย่างนี้จะทำให้ทางมิวเซียมสามารถที่จะปรับสมดุลย์การจัดแสดงให้ครอบคลุมวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น โดยเขาอ้างถึงจำนวนข้าวของในวัฒนธรรมของแอฟริกา, โอเชียเนีย, ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ที่ไม่ได้ถูกใส่ใจมากนักมากก่อน ทั้งที่ก็มีโบราณและศิลปวัตถุเก็บเอาไว้ในคลังอยู่ให้อีกเพียบ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาดูจะไม่แฮปปี้เอาเสียเลย 

ฟิสเชอร์ยังให้ความสำคัญกับ โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่เขามองว่าจำเป็นต้องมีการจัดแสดงให้เห็นถึงความสำคัญมากกว่านี้ ในฐานะของส่วนสำคัญหนึ่งพัฒนาการของมนุษยชาติอีกด้วย (แน่นอนว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นยังไม่มีชาติ จึงไม่ค่อยจำเป็นนักสำหรับสำหรับเจตนารมณ์ของอะไรบางอย่าง ที่ทำเพื่อชาติอย่างจุดประสงค์แต่แรกเริ่มของ British Museum)

ในแง่มุมหนึ่งจึงพอที่จะเรียกได้ว่า ฟิสเชอร์ ในฐานะผู้อำนวยการคนปัจจุบันของ British Museum นั้นพยายามที่จะลบภาพตกค้างในการเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของอำนาจ แบบเจ้าอาณานิิคม ของมิวเซียมแห่งนี้ ที่ตกค้างมาถึง 150 ปีนั่นแหละนะครับ

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดสำหรับโปรเจคนี้ก็คือ การที่ British Museum จะเคลื่อนย้ายข้าวของในคลังเก็บโบราณวัตถุจำนวน 2,000,000 กว่าชิ้น ไปไว้ในย่านชานกรุงลอนดอน และจัดการสถานที่ให้เหมาะสำหรับการใช้เป็นสถานที่ทำการศึกษาวิจัยโบราณวัตถุเหล่านี้ โดยเปิดให้มหาวิทยาลัยต่างๆ สามารถมาเข้าร่วมศึกษาได้ ไม่ใช่เก็บไว้ดูเองคนเดียวเงียบๆ ในคลัง และไม่ได้ศึกษาเพิ่มเติมอะไร เหมือนกับที่เป็นปัญหาอยู่ในหลายๆ มิวเซียมทั่วโลก 

แน่นอนว่า โปรเจคที่ว่าของ British Museum นั้นจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาลเลยนะครับ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ถ้าประเทศต้องการจะใช้มิวเซียมเพื่อการเรียนรู้ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อ ‘โชว์ของ’ ว่าชาติของตนเองมีความรุ่งเรืองอย่างไรบ้าง?

อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับของบทสัมภาษณ์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สิ่งที่ British Museum ควรจะทำที่สุดก็คือ การคืนวิหารพาร์เธนอนให้แก่กรีซ และคืนมัมมี่ กับโบราณวัตถุที่ปล้นไปจาอียิปต์คืนกลับมาตุภูมิต่างหาก...

คำอธิบายภาพประกอบ: การจัดแสดงภายใน British Museum เมื่อ พ.ศ. 2457 (ภาพจาก: https://i.pinimg.com/originals/ae/ec/08/aeec08619e7a4388846ea5bbae95f1cb.jpg)

วันที่สร้าง : 30 เมษายน 2561

3

แบ่งปัน
สร้างโดย
กระทู้ยอดนิยม

เมื่อ google ให้เราสำรวจพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากทั่วโลกผ่านปลายนิ้ว

เมื่อ Google ได้ร่วมมือเฉพาะกิจกับสถาบันศิลปะต่างๆ มากกว่า 250 แห่งทั่วโลก เพื่ออัปโหลดผลง...

Moon

0