เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   การเต้นรำกับเรื่องศาสนา-การเมือง-การสงคราม

การเต้นรำกับเรื่องศาสนา-การเมือง-การสงคราม

17 สิงหาคม 2560

ชื่นชอบ 4

867 ผู้เข้าชม

6

แบ่งปัน
William H. McNeill เขียน Keeping Together in Time: Dance and Drill in Human History (Harvard University Press 1995) และอธิบายว่า การเต้นและร่ายรำเข้ากับจังหวะเป็นกิจกรรมที่มนุษย์ทำมาแต่ก่อนประวัติศาสตร์

การเต้นรำมีความสำคัญต่อชุมชนมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแง่ที่มันเป็นการเชื่อมโยงคนหลายคนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน และเป็นการ “ผนวกกล้ามเนื้อ” - muscular bond - ของคนหมู่มาก อันส่งผลให้เกิดการหลอมรวมจิตวิทยาของผู้เข้าร่วมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

William H. McNeill สอบค้นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเสนอว่า การเต้นรำหรือการเคลื่อนไหวร่างกายพร้อมๆ กันแต่โบราณ เกิดขึ้นในสามลักษณะ คือ

1) ในพิธีกรรมศาสนา ระหว่างการเข้าทรง 

2) ในการทำงาน เช่นการพายเรือ การทำงานในไร่ที่อาจมีการร้องเพลงประกอบ และ 

3) เกิดขึ้นเพื่อรวมกลุ่มคนที่หลายหลากเข้าด้วยกัน เช่นในกรณีพิธีกรรมของรัฐที่ใหญ่มากๆ และจำเป็นต้องหลอมรวมคนต่างฐานะต่างชนชั้นให้เข้าร่วมพิธีอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นต้น

โดยในหนังสือเล่มนี้ โฟกัสไปที่ประเด็นของศาสนาและการเมืองการสงครามเป็นหลัก

William H. McNeill อ้างคัมภีร์ศาสนายิวและคริสต์หลายแห่งที่ชี้ว่าแต่โบราณกาล การเต้นรำเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตัดขาดจากประสบการณ์ทางศาสนา ดังตัวอย่างกษัตริย์ Saul ของชาวยิว ก็สัมพันธ์กับกลุ่มผู้พยากรณ์ (ผู้อ้างตนว่าสามารถสื่อสารกับพระเจ้า) และผู้พยากรณ์เหล่านี้ก็มาพร้อมกับเครื่องดนตรี

ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าพระเจ้าในสมัยโบราณไม่เคยมีด้านที่งดงามเพียงด้านเดียว แต่ยังมีด้านที่โหดร้าย และการทำสงครามโดยอ้างไปยังความต้องการของพระเจ้าก็เชื่อมโยงอยู่กับผู้พยากรณ์ ซึ่งจากบันทึกส่วนหนึ่ง มีการอ้างอิงถึงการเต้นรำในแบบการเข้าทรง (trance) อยู่ด้วย

โดยในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน ในกรีกยังปรากฏลัทธิไดโอนิซอสที่เน้นการเข้าทรง-เต้นรำเป็นกิจกรรมของลัทธิพิธีด้วย

นอกจากนั้น ยังปรากฏบันทึกว่าในศาสนาคริสต์ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 มีการบูชาพระเจ้าด้วยการเต้นรำในโบสถ์ประกอบกับการสวด และยังพบว่าในข้อเขียนของ St. Basil พระคนสำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ให้การรับรองการเต้นรำในโบสถ์เป็นรูปวงกลม เพราะถือว่าเป็นการเลียนแบบระบำแห่งสรวงสวรรค์อีกต่อหนึ่ง

ขณะที่ในบันทึกของ St. Ambrose แห่งกรุงมิลานในเวลาใกล้เคียงกันนั้นถึงกับกล่าวยกย่องผู้เต้นรำว่า “เคลื่อนไหวด้วยความศรัทธา”

แต่เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5 นักบุญคนสำคัญคือ St. Augustine กลับมีทีท่าที่แตกต่างออกไป คือรังเกียจการเต้นรำว่ามีลักษณะยั่วยวนทางเพศ ซึ่งความรังเกียจนี้น่าจะส่งผลสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ที่จริง ในช่วงแรกๆ ของศาสนาคริสต์ ก่อนที่ความเป็นคริสต์แบบทางการจะลงหลักปักฐานในราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 (ซึ่งหมายถึงการที่ศาสนจักรได้เป็นพันธมิตรกับกษัตริย์) เราพบว่าวิถีปฏิบัติของนักบวชในศาสนาคริสต์นั้นเป็นไปอย่างหลากหลาย

นั่นคือมีทั้งสายที่สืบทอดความรู้มาจากอาณาจักรโบราณ อย่างอียิปต์หรือซีเรีย อ้างตนว่าสามารถสื่อสารกับพระเจ้า และมีกระทั่งผู้ที่นำวิธีฝึกโยคะแบบชาวอินเดียเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ มีการจัดการกับร่างกายและการเคลื่อนไหว 

ซึ่งน่าเชื่อว่าวิถีทางการเข้าถึงพระเจ้าเหล่านั้นเป็นวิถีทางที่เก่าแก่ และไม่แยกความเชื่อทาง “จิตวิญญาณ” ออกจากเรื่องของ “ร่างกาย”

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ศาสนาคริสต์เริ่มเป็นปึกแผ่นดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้วิถีปฏิบัติเหล่านี้ถูกประณามว่าเป็นสิ่งนอกรีต เช่นเดียวกันการเต้นรำ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นของต่ำ เป็นของนอกรีต และยั่วยวนทางเพศ 

แต่ถึงกระนั้นก็ดี จากหลักฐานในยุคต่อมา เราพบว่าการเต้นรำไม่ได้สูญหายไปจากพิธีกรรมชาวคริสต์เสียทีเดียว ถึงจะเกิดขึ้นในกรณีเฉพาะก็ตาม 

(ผู้เขียนยืนยันว่า “สภาวะพิเศษ” ระหว่างการเต้นรำนั้นน่าจะสัมพันธ์อย่างมากกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์มาแต่ต้น)

ตัวอย่างเช่นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก็มีบันทึกการเต้นรำกับเหล่าสาวกของ St. Francis และในศตวรรษที่ 16 ก็มีการเต้นรำของแม่ชี Teresa แห่งเมือง Avila

หรือในลัทธินิกายที่เกิดใหม่อย่างพวก Quaker ในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็ใช้การเต้นรำเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมอย่างสำคัญ เป็นต้น

ในศาสนาอิสลามก็เช่นกัน เช่นกรณีของ Sabbati Sevi นักบวชคนสำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็ใช้การเต้นรำเป็นเครื่องมือเข้าถึงพระเจ้า สร้างเป็นลัทธิ Hasidism แบบใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเก่า 

(สาวกของ Sevi ถึงกับกล่าวว่าเขามี “เท้าไฟ” ที่รวดเร็ว และสามารถเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วราวกับเด็กอายุ 4 ขวบ)

และยังปรากฏการเต้นรำหมุนร่างกายที่เรียกว่า “Dervish Whirling” ที่ปัจจุบันกลายเป็นการเต้นรำสำหรับโชว์นักท่องเที่ยวไปแล้วในโลกมุสลิมอย่างประเทศตุรกี  แต่ตามประวัติศาสตร์แล้ว การเต้นรำแบบนี้ได้รับการคิดค้นโดยกวี Rumi ผู้ก่อตั้งนิกาย Mevlevi ตั้งแต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 

โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมการเต้นหมุนวนไปจนสลบล้มพับ (ในลักษณะการเข้าทรง) โดยถือว่าเป็นหนึ่งในวิถีการเข้าถึงพระเจ้านั่นเอง

William H. McNeill จึงสรุปว่าการเต้นรำอยู่คู่กันมากับมนุษยชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว และน่าเชื่อว่าการเต้นรำแต่ก่อนน่าจะมีความเชื่อมโยงกับสำนึกทางศาสนาอย่างแนบแน่น

ดังปรากฏตำนานการร่ายรำของพระศิวะเป็นพยานอยู่จนทุกวันนี้

แต่ถ้าพูดถึงในส่วนของการเมืองการสงคราม การเต้นรำเพื่อทำศึกหรือ “war dance” ก็ปรากฏอยู่ในชุมชนบรรพกาลทุกวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ และตัวอย่างที่ยังคงพบได้ในปัจจุบันก็มีเช่นกรณีของชาวเผ่าซูลูหรือเผ่าสวาซี เป็นต้น

การเต้นรำทำสงครามนี้แน่นอนว่าเป็นไปเพื่อสร้างความฮึกเหิมให้แก่นักรบ เพื่อกำลังขวัญและปลุกเร้าพลังใจในการเสี่ยงชีวิต และเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนา

William H. McNeill ยังกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชาวสุเมเรียน ในราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาลว่า เกิดปรากฏการณ์ที่วีรบุรุษเริ่มแยกตัวออกจากศาสนา นั่นคือ เกิดการสร้างองค์กรทางทหารขึ้นอย่างถาวร (ต่างไปจากเดิมที่การรบทัพจับศึกเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือสถานการณ์เฉพาะหน้า)

หลักฐานที่อ้างคือการเกิดขึ้นของมหากาพย์กิลกาเมศ ที่บอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์นักรบ โดยในช่วงเวลาไม่ห่างกันนั้น ผู้เขียนยังพบภาพสลักขบวนแถวของทหารที่ถือหอกเดินอย่างพร้อมเพรียงเป็นระเบียบอีกด้วย

เรื่องนี้นำไปสู่การสันนิษฐานว่า ชาวสุเมเรียนในช่วงนั้นน่าจะมีการฝึกทหารให้เดินทัพอย่างพร้อมเพรียงแล้ว (การฝึก drill) เพราะในกระบวนการใช้หอกสู้รบ การก้าวเท้าอย่าง “เป็นจังหวะ” พร้อมๆ กันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะทำให้ทหารสามารถตั้งแถวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

William H. McNeill จึงสันนิษฐานต่อไปว่าการฝึกทหารในลักษณะนี้น่าจะมีอิทธิพลต่อนักรบมากพอควร เพราะการบังคับร่างกายให้เคลื่อนไหวอย่างเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ และน่าจะทำให้ผู้เข้าร่วมรบเกิดสำนึกร่วมกันถึงความเป็นหมู่เหล่า (esprit de corps) อย่างเข้มข้น

และสำนึกร่วมนี้เองที่ทำให้นักรบอาชีพ (แม้กระทั่งทหารในปัจจุบัน) เกิดความภักดีกับนายทัพ ยิ่งกว่าที่จะภักดีต่อองค์กรทางศาสนาหรืออุดมการณ์ใดๆ เกิดการยกย่องกษัตริย์อย่างกิลกาเมศขึ้นเป็นมหาบุรุษ แยกตัวออกมาโดดเด่นต่างหากจากศาสนา และกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของตะวันตกที่ประกอบไปด้วยพลังสองฝ่าย คือศาสนจักรและอาณาจักร

การฝึกเดินแบบนี้ยังปรากฏในอารยธรรมกรีก โดยมีหลักฐานเป็นภาพวาดบนแจกันโบราณเป็นภาพทหารกรีกเดินทัพด้วยการฟังสัญญาณเสียงเครื่องเป่าประเภทขลุ่ย

ส่วนในอารยธรรมจีน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4 มีการเขียนตำราพิชัยสงครามโดย Wei Liao-tzu (เว่ยเหลียว) ซึ่งระบุข้อความตอนหนึ่งว่า

“ตีกลองและให้ก้าวเท้าซ้าย ตีอีกทีให้ก้าวเท้าขวา... ถ้าคนตีกลองตีผิดจังหวะ ให้นำตัวไปประหาร ใครที่จงใจก่อกวนให้นำตัวไปประหาร พวกที่ไม่ยอมฟังจังหวะฆ้อง กลอง ระฆัง ไม่ยอมดูสัญญาณธงและเดินเรื่อยเปื่อยก็ให้นำตัวไปประหาร”

เช่นเดียวกับภาพสลักในปราสาทนครวัดอันแสดงภาพทหารอุษาคเนย์ที่ก้าวเดินพร้อมๆ กันอย่างพร้อมเพรียงนั่นเอง
William H. McNeill สันนิษฐานว่าลักษณะการฝึกทหารเช่นนี้ ทั้งในกรีกและในที่อื่นๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ทหารอาชีพ” ซึ่งหมายความว่าคนทุกคนสามารถเป็นทหารได้ (ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะสามารถทำหน้าที่นี้) 

ซึ่งแปลว่า นับแต่นั้นมา คนยากไร้ชายขอบทั้งหลายสามารถเข้ารับการฝึกและเป็นทหารได้เหมือนกับคนชั้นสูงแต่ก่อน

และที่ยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อกองทัพเป็นองค์กร คนเหล่านี้จึงถูกสลายความเป็นปัจเจกเข้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้การนำของผู้บังคับบัญชา หรือพูดได้ว่าคนเหล่านี้ได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ “สถานะใหม่” ที่ตัดขาดออกจากบริบทสังคมที่ตนเอง “เคยสังกัด” อยู่ก่อนหน้า

ดังนั้น เมื่อได้รับคำสั่งให้สังหารคนยากไร้หรือชาวนา ซึ่งเป็นกลุ่มคนในสังคมเก่าของตนเอง ทหารเหล่านี้จึงไม่รีรอที่จะทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม การฝึก drill ทหาร แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เพิ่งได้รับการคิดค้นขึ้นในช่วง ค.ศ. 1600 นี้เอง โดยเจ้าชาย Maurice แห่งแคว้น Orange ชาวดัทช์

การฝึกทหารแบบของเจ้าชาย Maurice มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพในการรบ ดังนั้น การจัดการร่างกายอย่างเป็นระเบียบและเป็นจังหวะ “พร้อมๆ กัน” จึงสำคัญมาก โดยเฉพาะจังหวะของการเดิน การยิงและบรรจุลูกกระสุนปืน

การฝึกส่งผลให้กองทัพของ Maurice เป็นฝ่ายรบชนะทุกครั้งในสมรภูมิ และผู้คิดค้นก็ไม่ได้มีเจตนาปกปิดการฝึกเป็นความลับ และถึงกับพิมพ์หนังสือคำสั่งประกอบภาพท่าทางของทหารออกเผยแพร่ในปี 1607 ซึ่งได้รับความสนใจจากกองทัพทั่วยุโรป และมีฉบับแปลภาษาต่างๆ ออกเผยแพร่หลังจากนั้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยการฝึก drill ซ้ำๆ เช่นนี้เองที่ทำให้กองทัพของชาวยุโรปรบอย่างมีประสิทธิภาพ และขณะเดียวกันก็สร้างสำนึกร่วมของทหารในกองให้เข้มแข็ง ส่งผลต่อจิตวิทยาของทหาร 

การกระทำตามคำสั่ง “โดยไม่ต้องคิด” กลายเป็นความง่าย กลายเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องสามัญ เหมือนเครื่องจักร

และอย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่าลัทธิทหารทำให้ทหาร “เชิดชูผู้บังคับบัญชา” จนลืมอุดมการณ์อื่นใด ดังนั้นเอง ในบางเวลาจึงเกิดปรากฏการณ์ที่นายทัพสามารถสั่งให้ทหารหันมาเป็นปฏิปักษ์กับระบอบเก่า เช่นกรณีของนโปเลียน เป็นต้น

และยังเกิดผู้บังคับบัญชาที่บ้าคลั่งถึงขนาดฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนกว่าสิบเจ็ดล้านคนอย่างกรณีของฮิตเลอร์อีกด้วย

วันที่สร้าง : 13 กันยายน 2560

6

แบ่งปัน
สร้างโดย