เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   ว่าด้วยเสียงและเสียงรบกวนในประวัติศาสตร์

ว่าด้วยเสียงและเสียงรบกวนในประวัติศาสตร์

20 กรกฎาคม 2560

ชื่นชอบ 7

399 ผู้เข้าชม

1

แบ่งปัน
ในภาษาอังกฤษ ความหมายของคำว่าเสียงหรือ “sound” แตกต่างจากคำว่า “noise” เป็นอย่างมาก

เพราะ sound นั้นหมายถึงเสียงทั่วไปอะไรก็ได้ แต่ noise นั้นหมายถึงเสียงรบกวนที่ “ไม่พึงปรารถนา”

แต่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การแบ่งแยกเช่นนี้ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อน และเสียงที่ถูกจัดว่าเป็น noise แบบในปัจจุบัน เช่นเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ภูเขาไฟระเบิด ก็ยังเคยถูกมนุษย์เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ

ดังจะเห็นได้จากนิทานว่าด้วยศัตราวุธอัสนีบาตของพระอินทร์และเทพจูปิเตอร์ เป็นต้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์เริ่มมีความเข้าใจในศาสตร์เรื่องเสียง และปรากฏความพยายามในการควบคุมและจัดการเสียงอย่างเป็นระบบ

ในเว็บไซต์ของ Mike Goldsmith: http://mikegoldsmith.weebly.com/history-of-noise.html
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสียง ได้จัดทำสรุปย่อประวัติศาสตร์การจัดการเรื่องเสียงโดยมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ ดังผมจะนำมาเรียบเรียงให้ดูใหม่เป็นบางส่วน ดังนี้

- ในศตวรรตที่ 6 ก่อนคริสตกาล ชาวเมืองสิบารีส (Sibaris) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกรีก ได้ออกกฎให้ช่างปั้นหม้อและช่างทำดีบุกต้องตั้งหลักแหล่งอยู่นอกกำแพงเมือง เพื่อไม่ให้เสียงที่เกิดจากการทำงานดังรบกวนประชาชนทั่วไป 

นอกจากนั้นยังพบว่าพวกเขาสั่งห้ามการเลี้ยงไก่ตัวผู้ด้วย (เพราะขันเสียงดัง)

- ในศตวรรตที่ 5 ก่อนคริสตกาล Hippocrates ค้นพบว่าความผิดปกติทางการได้ยินสัมพันธ์กับการรับฟังเสียงที่ดังเกินควร

- คริสตศตวรรษที่ 15 เริ่มมีการบันทึกว่ากรุงลอนดอนเป็นนครที่ “อึกทึก”

- ค.ศ. 1595 ในลอนดอน เริ่มมีกฎหมายห้ามส่งเสียงดังในยามวิกาล

- ค.ศ. 1660 เริ่มมีการประดิษฐ์โทรโข่ง

- ค.ศ. 1773 นักกายวิภาคชาวอิตาลี Bernadini Ramazzini ระบุว่าอาการหูหนวกของช่างทำเครื่องทองแดงเกิดจากการรับเสียงดังในการประกอบอาชีพ

- ค.ศ.​ 1717 โบสถ์ St. Mary-le-Strand ในกรุงลอนดอน ออกแบบให้เก็บเสียงจากท้องถนนด้วยการสร้างให้โถงในชั้นหนึ่งปราศจากหน้าต่าง

- ค.ศ. 1831 นายแพทย์ John Fosbroke เริ่มระบุอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกว่า การรับฟังเสียงที่ดังนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ 

- ค.ศ. 1864 ในลอนดอน เริ่มมีกฎเกณฑ์ควบคุมเสียงดนตรีตามท้องถนน

- ค.ศ. 1890 เริ่มเกิดสมาคมที่รณรงค์ต่อต้านการใช้เสียงดังครั้งแรก โดยเป้าหมายแรกที่ต่อต้านคือ “เสียงของเครื่องจักร”

- ค.ศ. 1906 เริ่มมีการประดิษฐ์เครื่องขยายเสียงแบบใช้หลอด

- ค.ศ. 1907 ที่สหรัฐฯ ออกกฎห้ามเป่านกหวีดโดยไม่มีเหตุอันควร ณ บริเวณท่าเรือ

- ค.ศ.​1969 องค์การ UNESCO ประกาศยืนยันสิทธิ์ของประชาชนที่จะได้รับความเงียบสงบ ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและสาธารณะ โดยเฉพาะจากการเล่นดนตรีด้วยแผ่นเสียงหรือออกอากาศทางวิทยุ

- ค.ศ. 1969 (ปีเดียวกันนั้นเอง) วง The Rolling Stones ออกอัลบั้มชุด Let it Bleed ซึ่งมีข้อความระบุบนหน้าปกว่า “แผ่นเสียงนี้ควรเล่นด้วยเสียงดัง”

เท่าที่ผมทราบ สหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป ปัจจุบันนี้มีกฎหมายค่อนข้างเข้มงวดในการจัดการกับเสียงรบกวน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ

ขณะที่ในประเทศที่ยังไม่พัฒนาหรือประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ จะไม่ค่อยใส่ใจกับประเด็นนี้นัก

ตัวอย่างเช่น “เสียงตามสาย” ที่ยังคงเปิดกันเช้ากลางวันเย็นในเขตเทศบาลเกือบทุกแห่งในประเทศไทยนั้น แท้ที่จริงแล้ว ต้องบอกว่าเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับการปกครองแบบคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการอย่างแยกไม่ออก เพราะถือเป็นการบังคับยัดเยียดให้ประชาชนต้องรับรู้ข่าวสารจากทางส่วนกลางอย่างไม่มีทางเลือก

โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับสวัสดิภาพทางหูของบ้านที่อยู่ใกล้ลำโพงกระจายเสียงเลยแม้แต่น้อย

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการกระจายเสียงในงานบุญงานบวชนานาชนิด ที่เอาศีลธรรมบังหน้า แต่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนผู้พำนักอยู่ใกล้เคียงอย่างสาหัส

ยิ่งกรณีของร้านเหล้า สถานบันเทิงต่างๆ ในยุโรปจะมีการจัดแบ่งเขต (zone) พื้นที่อย่างเคร่งครัดมาก

ในขณะที่บ้านเราไม่เคยมีกฎเกณฑ์อะไรที่ชัดเจน เราจึงได้เห็นร้านเหล้าหรือผับบาร์ที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นในใจกลางชุมชนอย่างน่าอุจาด โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ส่งเสียงรบกวนและสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิมอย่างปราศจากความสำนึกรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

วันที่สร้าง : 31 กรกฎาคม 2560

1

แบ่งปัน
สร้างโดย