เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   คุกหญิงที่เวียงแก้ว: site museum จะเลือกลืม หรือเลือกจำ?

คุกหญิงที่เวียงแก้ว: site museum จะเลือกลืม หรือเลือกจำ?

26 มิถุนายน 2560

ชื่นชอบ 12

887 ผู้เข้าชม

3

แบ่งปัน
ตามความเข้าใจโดยทั่วไปของชนชาวเชียงใหม่แล้ว ‘เวียงแก้ว’ ก็คือชื่อเรียก ‘วังหลวง’ ของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกนะครับ เพราะโดยปกติตามธรรมเนียมของชาวล้านนานั้นมักจะเรียก ‘วังหลวง’ ว่า ‘คุ้มหลวง’ ต่างหาก

บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยอย่าง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยอธิบายเอาไว้ใน ‘บันทึกความเห็น เรื่องคุ้มหลวงและหอคำที่เมืองน่าน’ ดังความที่ว่า

“สถานที่ซึ่งเรียกตามภาษาไทยเหนือว่า ‘คุ้ม’ นั้น ตรงกับคำไทยใต้เรียกว่า ‘วัง’ คุ้มหลวง ก็คือวังหลวง หมายความว่าวังอันเป็นที่สถิตของเจ้าผู้ครองเมือง”

แน่นอนว่า คำ ‘ไทยใต้’ ที่สมเด็จฯ กรมดำรงราชานุภาพ หมายถึง ไม่ใช่ภาษาในท้องถิ่นภาคใต้ของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ แต่คือภาษาของชาวกรุงเทพฯ อย่างพระองค์เองนี่แหละ ด้วยเป็นการเปรียบว่า กรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับทางเชียงใหม่ หรือล้านนานั่นเอง

(นักค้นคว้าอย่าง คุณวรชาติ มีชูบท เคยตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า มีร่องรอยที่ชวนให้สงสัยว่า ชื่อ ‘เวียงแก้ว’ อาจกร่อนมาจากคำเรียกเก่าแต่ดั้งเดิมในชื่อ ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’ แต่ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เพราะไม่เคยมีชื่อดังกล่าวปรากฏอยู่ในหลักฐานชั้นต้นใดๆ เลย อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่ว่าก็ชวนให้ใคร่คิดและตริตรองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว)

แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องชื่อของ ‘เวียงแก้ว’ เท่านั้นหรอกนะครับ ที่เป็นปัญหาคลุมเครือมาโดยตลอด สิ่งที่น่าคลางแคลงใจยิ่งกว่ามากมาโดยตลอดก็คือ เจ้าเวียงแก้วที่ว่านี้ตั้งอยู่ที่บริเวณไหนกันแน่?

และถึงแม้ว่าจะมีเสืยงลือเสียงเล่าอ้างซุบซิบกันให้แซ่ดอยู่แล้วว่า อาณาบริเวณของเวียงแก้วครอบคลุมอยู่ในพื้นที่บริเวณไหน? แต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้อย่างไม่ชวนให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

จนกระทั่งได้มีการค้นพบว่า แผนที่นครเชียงใหม่ฉบับซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อเรือน พ.ศ. 2436 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 มีข้อความกำกับอยู่บนพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมบริเวณหนึ่งในแผนที่เอาไว้ว่า ‘เวียงแก้ว’

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงบริเวณใจกลางเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเดิมเคยเป็นทัณฑสถานหญิง ก่อนที่จะมีการโยกย้ายออกไปเมื่อไม่นานมานี้ หมายความว่า ‘คุก’ หรือทัณฑสถานหญิงแห่งนั้นสร้างขึ้นทับบนพื้นที่วังหลวงของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หรือเวียงแก้วเดิม จนนำมามาสู่การขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากร ซึ่งเป็นที่สนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่ชาวเชียงใหม่ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมานี้เอง

“เวียงเแก้วเป็นชื่อวังหลวงของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ปรากฏในตำนานและคำบอกเล่า แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าตั้งอยู่ตรงไหนกันแน่ กระทั่งมีการพบข้อความบนแผนที่นครเชียงใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุชื่อเวียงแก้ว แต่ก็เป็นเพียงการบอกขอบเขตกว้างๆ บนพื้นที่สี่เหลี่ยมสามบล็อค จึงต้องพิสูจน์ว่าลึกลงไปใต้ผิวดิน จะมีวังหลวงที่ถูกซ้อนทับอยู่หรือไม่?”

ข้อความข้างต้นเป็นคำให้สัมภาษณ์ของคุณยอดดนัย สุขเกษม หนุ่มเหน้าชาวปักษ์ใต้ นักโบราณคดีประจำสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ หนึ่งในนักโบราณคดีผู้เข้าร่วมขุดแต่งพื้นที่บริเวณดังกล่าว ในสำนักข่าวมติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา

และผลการขุดทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากรก็ทำให้ทราบว่า สิ่งของที่พบอยู่ใต้ดินของ ‘คุกหญิง’ เก่านั้นเป็น อะไรที่น่าเชื่อว่าคือ ‘เวียงแก้ว’ จริงๆ นั่นแหละ

คุณยอดดนัย คนเดิม ได้กรุณาพาผมเยี่ยมชมหลุมขุดแต่ง ที่กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งเอาไว้ที่บริเวณดังกล่าว แถมยังอธิบายให้ผมฟังด้วยว่า โบราณวัตถุที่ขุดพบเป็นจำนวนมากนั้นคือ บรรดาภาชนะดินเผาเนื้อดี มีทั้งที่นำเข้าจากเตาเผาคุณภาพสูงในจีน เตาในเวียดนาม เตาในล้านนาเอง และอีกสารพัด นับที่แตกๆ หักๆ แล้วมีจำนวนเรือนหมื่น 
เมื่อนำเอาโบราณวัตถุที่ขุดพบต่างๆ เหล่านี้ไปพิจารณาประกอบเข้ากับแนวกำแพง และซากฐานอาคารต่างๆ ที่กรมศิลปากรขุดพบในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่บริเวณที่ทำการขุดแต่ง (อันอยู่เฉพาะพื้นที่บริเวณที่เคยเป็นคุกหญิงเดิม) คือพื้นที่ส่วนที่เป็น ‘เรือนครัว’ ของเวียงแก้วนั่นเอง

และนั่นก็หมายความอีกด้วยว่า พื้นที่ส่วนสำคัญของเวียงแก้ว ไม่ว่าจะเป็นท้องพระโรง พระตำหนัก หรืออะไรต่อมิอะไรก็ตาม คงจะไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณที่คุกหญิงเก่าแห่งนี้สร้างทับ แต่เป็นพื้นที่ส่วนอื่นอยู่รายรอบพื้นที่บริเวณคุกหญิงเก่า 
ก็อย่างที่คุณยอดดนัยเขาเคยให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์เอาไว้ว่า เวียงแก้วในแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมสามบล็อค ที่บอกขอบเขตไว้อย่างเพียงกว้างๆ นั่นแหละนะครับ ที่กรมศิลปากรเขาขุดตรวจพบจึงอาจจะเป็นเพียงแค่บล็อคเดียวของที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ หรืออาจจะไม่ถึงบล็อคเสียด้วยซ้ำไป 

แปลง่ายๆ อีกทีก็ได้ว่า เอาเข้าจริงแล้ว ผลการขุดแต่งทางโบราณคดี โดยกรมศิลปากรในครั้งนี้บอกให้เรารู้ว่า พื้นที่สำคัญของเวียงแก้ว อยู่ในอาณาบริเวณที่รายรอบคุกหญิงเก่า เพราะพื้นที่บริเวณที่มีคุกหญิงมาสร้างทับนั้น เป็นเพียงพื้นที่บริเวณเรือนครัวของเวียงแก้วเท่านั้นเอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากจะพูดถึงในที่นี้มากเท่ากับประเด็นคำถามที่ว่า แล้วชาวเชียงใหม่จะเอายังไงกับ ‘เวียงแก้ว’ หรือคุ้มหลวงเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ของพวกเขามากกว่า? 

แว่วมาว่า มีเสียงสนับสนุนให้จัดทำพื้นที่บริเวณที่มีการขุดแต่งเป็นพิพิธภัณฑ์ ประเภท site museum ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ในแง่ของวิชาความรู้ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชาวเชียงใหม่เองอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงสนับสนุนดังกล่าว ก็มีเสียงเรียกร้องให้รื้อเอาอาคารที่เป็นสิ่งปลูกสร้างของคุก หรือทัณฑสถานหญิงออกไปจากโปรเจคพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ด้วยถือว่า เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของชนชาวเชียงใหม่ ที่ถูกกระทำชำเราจากรัฐที่ศูนย์กลางของประเทศคือ กรุงเทพฯ นั่นเอง

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากนะครับ ถ้าอยู่ๆ ใครจะรื้อเอาพระบรมมหาราชวัง ที่กรุงเทพฯ ออกไป (แม้จะเป็นบางส่วนที่ไม่สำคัญก็เถอะ) แล้วสร้างคุกขึ้นมาวางทับไว้บนนั้นแทน เป็นใครเขาก็คงจะไม่รู้สึกแฮปปี้เลยสักนิด 

(ถึงแม้ที่จริงแล้วตามประวัติจะเล่าว่า พื้นที่บริเวณเวียงแก้วถูกรื้อถอนออกเพื่อสร้างเป็น ศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และใช้พื้นที่บางส่วนเป็นเรือนจำ ขึ้นพร้อมๆ กัน เมื่อ พ.ศ. 2445 ซึ่งก็หมายความว่าพื้นที่ส่วนที่ถูกใช้เป็นเรือนจำ ที่ต่อมาจะกลายเป็นทัฑณสถานหญิงนั้น ใช้พื้นที่ส่วนที่ไม่สำคัญในแง่คติความเชื่อนักในการก่อสร้างขึ้นก็ตาม)

แต่ก็ไม่ใช่ว่า วิธีการในการจัดการกับ ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ซึ่งชวนให้เกิดปมบาดหมางทำนองนี้ โดยเฉพาะวิธีการจัดการในพิพิธภัณฑ์ จะต้อง ‘ลบ’ บาดแผลพวกนี้ออกไปเพียงอย่างเดียว หลายครั้งการเก็บร่องรอยของบาดแผลเหล่านี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์ ก็สามารถใช้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อขอโทษ หรือใช้เป็นตัวอย่างของความผิดพลาดในอดีต เพื่อใช้สำหรับเรียนรู้ถึงความผิดพลาดได้ด้วยเหมือนกัน

ตัวอย่างที่สำคัญในกรณีนี้ก็คือ บรรดาพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการทารุณกรรมที่พวกนาซีได้เคยกระทำเอาไว้เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2  ค่ายกักกันเอาชวิตซ์ (Auschwitz concentration camp) ในประเทศโปแลนด์ ที่พวกนาซีรมแก็สเหยื่อตายระเนระนาดถูกทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งใครต่อใครพากันไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากทุกปี ในเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ก็มีทั้ง Jewish Museum ที่อุทิศพื้นที่ชั้นใต้ดินของมิวเซียม สำหรับรวบรวมชีวประวัติของ ‘เหยื่อ’ ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการรำลึกถึงพวกเขา และเพื่อแทนคำขอโทษที่ชาวเยอรมนีในรุ่นหลังส่งมอบไปให้ในตัว 

และก็เป็นในเมืองเบอร์ลินอีกเช่นกันที่มี อนุสรณ์สถานที่เรียกว่า Memorial to the Murdered Jews of Europe ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกและขอขมาต่อความโหดร้ายในอดีต ที่พวกนาซีกระทำต่อชาวยิว เช่นเดียวกับแบบเรียนในเยอรมนีที่ไม่พยายามลบอดีตอันโหดร้ายที่ว่า แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการย้อนกลับไปถึงอดีตอันโหดร้าย เพื่อที่จะใช้เป็นบทเรียน ไม่ให้มีใครก่อมันขึ้นมาอีก 

ใกล้ๆ บ้านเราก็มีพิพิธภัณฑ์ทำนองนี้นะครับ นั่นก็คือคุกตวลเสรง ที่พวกเขมรแดงใช้ในการทารุณกรรมผู้คน ในประเทศกัมพูชา 

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ชาวเชียงใหม่แล้วแหละครับว่า ถ้าหากจะใช้พื้นที่บริเวณที่กรมศิลปากรขุดแต่งจนพบซากบางส่วนของเวียงแก้ว เป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว จะเลือกที่จะลบประวัติศาสตร์ออกไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หรือเลือกที่ใช้เป็นบทเรียนสำหรับอนาคต?  

คำบรรยายภาพประกอบ: สภาพภายในทัณฑสถานหญิงหลังจากการขุดแต่งโดยกรมศิลปากร พบแนวฐานอาคาร และกำแพงบางส่วนของเวียงแก้ว

วันที่สร้าง : 30 เมษายน 2561

3

แบ่งปัน
สร้างโดย