เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   “หินเหม็น”

“หินเหม็น”

15 มิถุนายน 2560

ชื่นชอบ 13

13,192 ผู้เข้าชม

63

แบ่งปัน
     ข้าพเจ้าชื่อ อภิชาติ มาตรมูล เป็นครูสอนหลักสูตรท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ทางธรณีวิทยาอำเภอดอกคำใต้ ประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม วันหนึ่งได้เข้าไปรักษาอาการปวดหลังโดยการนวด ในแผนกแพทย์แผนไทย ของโรงพยาบาลดอกคำใต้ หมอนวดเป็นผู้หญิง เป็นคนบ้านทุ่งต้นศรี ขณะที่นวดให้ข้าพเจ้าอยู่นั้น เธอก็เล่าตำนาน “หินเหม็น” ให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่เนินเขาทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน บ้านทุ่งต้นศรี ตำบลห้วยลาน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา มีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ก้อนหนึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก แมลงวันหัวเขียวบินมาตอมเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นหินก้อนนี้ ชาวบ้านเลยเรียกเนินเขาแห่งนี้ว่า “ม่อนหินเหม็น” มีคนเล่าสืบต่อ ๆ กันมาว่า ก้อนหินเหม็นก้อนนี้ มีเทพารักษ์ ชื่อ “เจ้าพ่อหินเหม็น” คอยดูแลรักษาอยู่ หากมีใครพูดจาเชิงลบหลู่หรือเข้ามาตัดต้นไม้หรือนำสิ่งของใด ๆ ในบริเวณนี้ออกไป ก็จะเกิด การล้มป่วยหรือมีอันเป็นไปทุกราย ส่วนก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ที่กองสุมอยู่รอบ ๆ ก้อนหินเหม็นนั้น เกิดจากชาวบ้านนำไปวางไว้ตอนออกไปหาของป่า กล่าวคือก่อนที่จะออกไปหาของป่าแต่ละครั้ง ก็จะเด็ดใบไม้หนึ่งใบมาวางไว้บนฝ่ามือ ต่อจากนั้นก็หยิบก้อนหินบริเวณนั้นขึ้นมาหนึ่งก้อน วางทับบนใบไม้ที่อยู่บนฝ่ามือ แล้วทำการอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการจากเจ้าพ่อหินเหม็น อธิษฐานเสร็จก็บ้วนน้ำลายลงบนก้อนหินที่อยู่บนมือ เสร็จแล้วนำไปวางไว้ใกล้ ๆ กับก้อนหินเหม็นนั้น ชาวบ้านต่างก็เชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้มีโชคดีหาของป่าครั้งนั้นได้ นานวันเข้าจึงกลายเป็นกองหินที่ใหญ่ขึ้นอย่างที่เห็น ถึงแม้ว่าก้อนหินเหม็นได้หายเหม็นไปนานแล้ว แต่ด้วยความเคารพและแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อเจ้าพ่อหินเหม็น จึงได้ช่วยกันสร้าง “ศาลเจ้าพ่อหินเหม็น” ขึ้น ในบริเวณนั้น นอกจากนั้นยังได้ร่วมกันจัดงานประเพณีขึ้นดอย ทุกวันที่ ๑๗ เมษายน เป็นประจำทุกปี  ในงานมีการทำบุญตักบาตรและจุดบั้งไฟ เพื่อบวงสรวงเจ้าพ่อหินเหม็น ขอให้เจ้าพ่อช่วยดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และช่วยดูแลปกปักรักษาคนในหมู่บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข
     เรื่องราวของหินเหม็นที่ม่อนหินเหม็นบ้านทุ่งต้นศรีนั้น น้อยคนนักที่จะได้ยินได้ฟังมา เย็นวันนั้นข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนซึ่งเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านทุ่งต้นศรี เพื่อขอให้เป็นผู้นำทางไปดูหินเหม็น เขาก็รับปากและเราก็ได้นัดหมาย วันเวลากันไว้ สองวันต่อมาข้าพเจ้าได้ขับรถยนต์ไปถึงโรงเรียนบ้านทุ่งต้นศรี ตอนบ่ายสามโมง พอไปถึงก็เห็นเพื่อนของข้าพเจ้าพร้อมกับนักเรียนชายอีก ๓ คน ยืนรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากทักทายกันตามมารยาทแล้ว ก็พากันขึ้นรถจนไปถึงหลัง วัดบ้านทุ่งต้นศรี ก็เลี้ยวขวาผ่านไร่สวนของชาวบ้านไปอีกประมาณ ๓๐๐ เมตร มาหยุดรถที่บริเวณตีนเนินเขาม่อนหินเหม็น นักเรียนเจ้าถิ่นได้นำทางพวกเราเดินเท้าขึ้นเนินไปตามถนน ประมาณ ๕๐ เมตร ก็มาถึงศาลเจ้าพ่อหินเหม็น ซึ่งเป็นศาลาคอนกรีตโล่ง หลังคามุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ เทพื้นสูง ๓๐ เซนติเมตร กว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร ในศาลามีโต๊ะไม้ ทำเป็นแท่นบูชา บนโต๊ะไม่มีก้อนหินแม้แต่ก้อนเดียว มีแต่ธูปเทียนและด้ายสายสิญจน์เก่า ๆ บนพื้นเต็มไปด้วยฝุ่นผงธูปและใบไม้แห้ง แสดงว่าไม่มีคนดูแลสถานที่นี้ ข้าพเจ้าถามถึงหินเหม็น เพื่อนก็ตอบว่าหินเหม็นนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ หินเหม็นอยู่ด้านบน ต้องเดินขึ้นเนินไปอีก หลังจากถ่ายภาพกันบริเวณป้ายหน้าศาลเจ้าพ่อหินเหม็นเสร็จแล้ว นักเรียนก็เดินนำขึ้นเนินต่อ จากจุดนี้ขึ้นไปไม่มีถนน พวกเราเดินขึ้นไปตามแนวรอยร่องน้ำ บริเวณโดยรอบเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ละต้นมีผ้าสีเหลืองจีวรพระผูกมัดติดไว้แน่น แสดงว่าได้มีพิธีบวชป่าบริเวณนี้มาไม่นาน บนพื้นมีหินโผล่และใบไม้แห้งให้เห็นตลอดทางเดิน เราเดินขึ้นมาได้ ๒๐๐ เมตร ก็มาถึงจุดหมาย ภาพที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นกองก้อนหินคล้ายจอมปลวก บนยอดกองหินมีก้อนหินขนาดใหญ่กว่าก้อนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดวางอยู่ ซึ่งก็คือ “ก้อนหินเหม็น” นั้นเอง ข้าพเจ้าขึ้นไปบนกองหินเพื่อดูหินเหม็นใกล้ ๆ ไม่พบแมลงวันแม้แต่ตัวเดียว และเมื่อดมดูก็ไม่ได้กลิ่นใด ๆ จึงลงมาสำรวจบริเวณรอบ ๆ พบว่าหินบริเวณนี้เป็นหินชนิดเดียวกันทั้งหมด ผิวหินแต่ละก้อนจะมีสีคล้ำและผุ มองไม่เห็นเนื้อหิน บางก้อนมีเฟิร์นเกาะอยู่ เมื่อใช้ค้อนทุบดู พบว่าเนื้อหินบางก้อนมีสีเทา บางก้อนมีสีน้ำตาล แต่ละก้อนมีผลึกเม็ดเล็ก ๆ สีขาวขุ่นบ้าง สีขาวใสบ้าง ฝังกระจายอยู่ทั่วเนื้อหิน วิเคราะห์ดูแล้วพบว่าเป็น “หินทัฟฟ์ (Tuff)” หรือ “หินเถ้าภูเขาไฟ” ทำให้เราทราบว่าบริเวณนี้ในอดีตเคยมีภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้นมาก่อน หินเถ้าภูเขาไฟเหล่านี้เมื่อผุพังย่อยสลายลง ก็จะเป็นธาตุอาหารอย่างดีของพืชต่อไป 
     หลังจากพวกเราถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันแล้ว ก่อนเดินทางกลับ ข้าพเจ้าได้หยิบก้อนหินติดมือลงมาด้วยก้อนหนึ่ง นำมาใส่ไว้ในท้ายกระบะรถของข้าพเจ้า ก่อนแยกจากกันข้าพเจ้าได้สัญญากับเพื่อนว่าจะพานักเรียนโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม มาศึกษาแหล่งเรียนรู้ม่อนหินเหม็นแห่งนี้ในภาคเรียนต่อไป พอมาถึงบ้าน ข้าพเจ้าจะนำก้อนหินที่เก็บไว้ท้ายกระบะ ออกมาล้างทำความสะอาด แต่ปรากฏว่าหินก้อนนั้นได้หายไปเสียแล้ว


เนื้อหาและภาพถ่ายโดย นายอภิชาติ มาตรมูล


วันที่สร้าง : 16 กันยายน 2560

63

แบ่งปัน
สร้างโดย
ป้าย
กระทู้ยอดนิยม