ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศไทย ได้รับรูปแบบทางศาสนาและวัฒนธรรมมาจากประเทศกัมพูชา เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (ศิลปะขอมแบบบายน) เป็นโบราณสถานในพุทธศาสนามหายาน ลักษณะของเมืองสิงห์เป็นเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตั้งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย มีเนื้อที่ประมาณ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ยาวจรดแม่น้ำ มีประตูเข้า-ออก ทั้ง 4 ด้าน ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตกมีคูน้ำคันดินล้อมรอบอีก 7 ชั้น ส่วนด้านทิศใต้กำแพงเมืองคดโค้งไปตามลำน้ำแควน้อยจึงใช้ลำน้ำเป็นคูเมือง ภายในตัวเมืองมีสระน้ำ 6 สระ และสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนาอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย
โบราณสถานหมายเลข 1 คือ ปราสาทหลังใหญ่ ตรงกับประตูเมืองสิงห์ ภายในองค์ปราสาทด้านทิศเหนือมีรางน้ำมนต์รองรับการสรงรูปเคารพให้ไหลออกมาด้านนอก และมีแอ่งรับน้ำปรากฏอยู่บริเวณฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
โบราณสถานหมายเลข 2 คือ ปราสาทด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ติดกำแพงแก้ว จากการขุดแต่งโบราณสถานได้พบแท่นฐานประติมากรรมหินทรายเป็นจำนวนมาก อาทิ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระพุทธรูปนาคปรก นางปรัชญาปารมิตา และพระพิมพ์ดินเผาเป็นจำนวนมาก
โบราณสถานหมายเลข 3 คือ อาคารขนาดเล็กที่ก่อตัวอิฐและศิลาแลง อยู่นอกกำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชั้นล่างเป็นฐานปัทม์ 1 ชั้น ชั้นบนก่อด้วยอิฐ ซึ่งลักษณะการก่อสร้างเช่นนี้อาจจะเป็นการก่อสร้างทับซ้อนกัน มุมด้านนอกอาคารทุกมุมมีแผ่นหินปักไว้คล้ายกับจะเป็นเสมา จากการขุดแต่งพบพระพิมพ์โลหะที่เป็นพระพิมพ์เนื้อชินตะกั่วจำนวนมาก
โบราณสถานหมายเลข 4 คือ ฐานโบราณสถานที่มีฐานอาคารคล้ายห้องแถว 4 ห้อง ก่อด้วยศิลาแลงเป็นพื้นชั้นเดียวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อยู่ห่างจากกำแพงแก้วด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
หลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ บริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ติดกับลำน้ำแควน้อยขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จำนวน 4 โครง หลุมฝังศพในลักษณะนี้พบหลายแห่งตามริมฝั่งแม่น้ำ ในเขตอำเภอไทรโยคถึงอำเภอเมือง แสดงถึงกลุ่มคนวัฒนธรรมดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำก่อนที่จะมีการสร้างปราสาทเมืองสิงห์