webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   เงินตราในสมัยอยุธยา

เงินตราในสมัยอยุธยา

24 March 2018

like 3

88 views

0

แบ่งปัน
เงินตราในสมัยอยุธยา
          “เบี้ย” เป็นเงินปลีกที่เป็นเปลือกหอยมีค่าน้อยที่สุดในระบบเงินตรา หอยเบี้ยจะมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นำมาใช้เป็นเงินคือหอยเบี้ยชนิด จั่นและเบี้ยนาง มีมากบริเวณหมู่เกาะปะการังมัลดีฟ ทางใต้ของเกาะซีลอน พ่อค้าชาวต่างประเทศเป็นผู้นำมาขายในอัตรา 600 ถึง 1000 เบี้ย ต่อเงินเฟื้องหนึ่ง(มีค่าเท่ากับ50สตางค์) ขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณเบี้ยที่มีอยู่
         เมื่อเบี้ยเป็นเงินตราที่มีค่าต่ำที่สุด เบี้ยจึงเป็นเงินตราในระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนสามารถมีและเป็นเจ้าของได้ คำว่า “เบี้ย” จึงปรากฏเป็นสำนวนในภาษาไทยจำนวนมาก เมื่อเบี้ยเป็นเงินสามัญที่ทุกคนรู้จักและมีได้ กฎหมายจึงมีการปรับเบี้ยจากผู้ที่ทำผิด เบี้ยจึงเป็นชนิดของเงินตราที่สำคัญ 
แต่เบี้ยที่เป็นเปลือกหอยไม่ทนทานมักแตกหักกะเทาะเสียหายได้ง่ายความต้องการหอยเบี้ยจึงมีอยู่เสมอ ทำให้ในบางครั้งที่ไม่มีพ่อค้านำหอยเบี้ยเข้ามาขายจนเกิดขาดแคลนเบี้ยขึ้น ทางการเลยต้องทำเงินตราชั่วคราวขึ้นใช้แทน โดยทำด้วยดินเผามีขนาดเล็ก ตีตรารูปกินรี ราชสีห์ ไก่ และกระต่ายขึ้น ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งเรียกว่า “ประกับ”
พดด้วง เป็นเงินตราที่มีค่าสูงทำจากโลหะเงิน ซึ่งได้มาจากการค้าต่างประเทศ บางตามมาตราน้ำหนักของไทยที่มีมูลค่าเหมาะสมแก่มาตรฐานการครองชีพในแต่ละรัชกาล ได้แก่ ตำลึง บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง และไพ สำหรับชนิดหนักตำลึงนั้นเนื่องจากมีมูลค่าสูงเกินไป ส่วนชนิดราคากึ่งบาทนั้นมีมูลค่าไม่เหมาะสมแก่ค่าครองชีพ ไม่สะดวกกับการใช้ จึงผลิตขึ้นน้อยมาก และมีเฉพาะในสมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น
         การผลิตเงินพดด้วงเป็นการดำเนินของทางการทั้งหมดนับตั้งแต่ชั่งน้ำหนักเศษเงิน ตัดแบ่ง นำไปหลอม เป็นรูปทรงกลมยาวเหมือนลูกสมอจีนแล้ว จึงทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากัน ใช้สิ่วบาก ที่ขาทั้งสองข้างให้เห็นเนื้อเงินภายใน ซึ่งต่อมารอยบากนี้จึงค่อยๆ เล็กลงจนหายไป แต่เกิดรอยที่เรียกว่า รอยเม็ดข้าวสารขึ้นมาแทน และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นโดยยอมรับเงินพดด้วงว่าเป็น “เงินตรา” ในหมู่ประชาชน ทั้งเป็นการแสดงถึงความถูกต้องของน้ำหนักและอำนาจหน้าที่ในการผลิตเงินตรา จึงมีการประทับตราของทางการลงบนพดด้วงทุกเม็ดมาตั้งแต่ต้น
         พดด้วงชนิดหนักหนึ่งบาทสมัยอยุธยาประทับตราสองดวง ด้านบนเป็นตราจักรสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ ใช้แทนองค์พระเจ้าแผ่นดินที่ทรงเป็นสมมุติเทพของพระนารายณ์ ส่วนด้านหน้าประทับตรารัชกาลที่ผลิตเงินพดด้วงขึ้น เท่าที่พบนั้นปรากฏว่ามีตราทั้ง 2 ประมาณ 20 แบบ น้อยกว่าพระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีถึง 33 พระองค์มากเนื่องจากหลายรัชกาลที่ครองราชย์สมบัติในระยะสั้น ๆ ยังไม่ทันโปรดให้ผลิตเงินตราประจำรัชกาลขึ้นก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน นอกจากนี้ยังมีเพียงตราพุ่มข้าวบิณฑ์เพียงตราเดียวที่ทราบจากบันทึกของ เดอ ลา ลูแบร์ ผู้เข้ามากับคณะทูตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ว่าเป็นตราในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

พดด้วงชนิดอื่น ๆ นิยมตีตราเพียงตราเดียว ได้แก่ ตราสังข์ ช้าง สังข์กระหนก ที่ออกแบบให้ต่างกัน ออกไปในแต่ละรัชกาล นอกจากนี้ยังมีการผลิตพดด้วงทองคำขึ้นใช้บ้าง ในรัชกาลที่มีการค้าเฟื่องฟูมากแต่ก็เป็นพดด้วงขนาดเฟื้องเท่านั้น และโดยเหตุที่การค้าต่างประเทศผูกผันกับปริมาณเงินพดด้วง โดยตรงอย่างใกล้ชิด เมื่อการค้ารุ่งเรืองมีเงินแท่งเข้ามามาก ทางการก็ผลิตเงินพดด้วงจำนวนมากขึ้น เพื่อใช้ซื้อสินค้าส่งไปขายต่างประเทศ ปริมาณเงินพดด้วงที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจึงมีมากขึ้น ด้วย ในทางกลับกัน เมื่อการค้าต่างประเทศซบเซาลง ปริมาณเงินพดด้วงในท้องตลาดก็ลดลง ด้วยความ เกี่ยวพันกันนี้เองปริมาณเงินพดด้วงที่มีตราประจำรัชกาลเดียวกันจะมีจำนวนมากหรือจำนวนน้อย  นอกจากจะเป็นการบอกให้ทราบถึงความสั้นหรือยาวนานในการครองราชย์สมบัติของแต่ละรัชกาลแล้ว ยังเป็นเครื่องชี้ให้ทราบถึงความเจริญรุ่งเรืองหรือความเสื่อมในระบบเศรษฐกิจและการค้าของรัชกาลนั้น ๆ ในสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 
นอกจากนี้การที่ในสมัยอยุธยามีพดด้วงขนาดตั้งแต่น้ำหนักสลึงลงไปเป็นจำนวนมากที่สุด ในขณะที่พดด้วงขนาดกึ่งบาทและขนาดตำลึงมีการผลิตขึ้นใช้เฉพาะสมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น และหลังจากนั้นแล้วไม่มีการผลิตขึ้นอีก ก็ย่อมแสดงให้ทราบถึงระดับค่าครองชีพ ตลอดจนฐานะของผู้คนที่อยู่ในระบบไพร่ตลอดสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดี
ระบบมาตราเงินที่สำคัญในสมัยอยุธยา
1 ชั่ง เท่ากับ 20 ตำลึง
1 ตำลึง เท่ากับ 4 บาท
1 บาท เท่ากับ 4 สลึง
2 สลึง เท่ากับ 1 เฟื้อง
1 เฟื้อง เท่ากับ 4 ไพ
1 เฟื้อง เท่ากับ 50 สตางค์
1 ไพ เท่ากับ 100 เบี้ย
2 กล่ำ เท่ากับ 1 ไพ

Created Date :

0

แบ่งปัน
created by