เว็บบอร์ด

  1. หน้าแรก
  2.    >   มิวเซียมไทยแลนด์
  3.    >   เว็บบอร์ด
  4.    >   การเดินทางของช็อคโกแลต จากราคาสูงเท่าทองคำสู่แก้วที่เราดื่มอยู่ในมือ

การเดินทางของช็อคโกแลต จากราคาสูงเท่าทองคำสู่แก้วที่เราดื่มอยู่ในมือ

11 กุมภาพันธ์ 2562

ชื่นชอบ 0

135 ผู้เข้าชม

0

แบ่งปัน
การเดินทางของช็อคโกแลต
เคยมีเพื่อนคนนึงบอกเราหลังจากที่คิดงานเตรียมพรีเซนต์ลูกค้าไม่ค่อยออกว่า “ อย่าเครียดเลย ไปหาช็อกโกแลตกินกัน”
เพื่อนบอกว่ากับเราว่า ช็อคโกแลตจะเมีมนต์วิเศษจะเสกความเครียดให้หายไป 
เราจำได้ว่าวันนี้เราสั่ง ช็อคโกแลตร้อน แล้วเพื่อนเราก็ซื้อช็อคโกแลคแบบแท่งมาให้เราด้วย
เรากลับมานั่งที่โต๊ะแล้วก็นั่งดื่มช็อคโกแลต แล้ก็ก็พบว่ามันช่วยลดความเครียดลงได้จริงๆ
นอกจากความเครียดแล้วมันก็ช่วยลดความเศร้าด้วยอีกต่างหาก
เราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นเพราะอะไร ไม่เคยหาคำตอบที่มาที่ไป แค่คิดว่าโอเคเราสามารถกำจัดความเครียดจากสิ่งนี้ได้แล้ว!!
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรามักจะหาช็อคโกแลตกินเมื่อเครียด หรือหลังจากร้องไห้เสร็จเสมอเลย
วันนี้มีโอกาสทำงานเรื่อเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์พอดี ก็เลยสงสัยว่า ช็อคโกแลตสีดำน้ำตาลมันมาเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ที่เป็นสีแดงชมพูได้ยังไง เราก็เลยคิดว่าเราเอามาลงในนี้เพื่อแชร์ให้คนอื่นได้อ่านด้วยดีกว่า

เจ้าช็อกโกแลตเนี่ยค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) หรือเราเรียกติดปากว่า โกโก้  ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา จัดอยู่ในอาหารแห่งทวยเทพ

ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา เป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลต ก็แน่แหละเพราะ ช่วงค.ศ. 250-900 ชาวมายาเป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา จากการนำต้นคาเคามาจากป่าฝนและมาลองปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง โดยการเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิด และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไทยกับแป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง นอกจากนี้แล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมในสมัยนั้นด้วย ก็อย่างที่บอกว่าถูกจัดอยู่ในหมวดของอาหารของเทพเจ้า


เมล็ด Cacao มีค่าเทียบเท่าทองคำ!!
ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคได้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า เม็กซิโกซิตี ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุงรสชาติให้มีรสซ่าขึ้นด้วยการใส่เครื่องเทศ สมัยนั้นการดื่มช็อคโกแลตยังไม่มีการเติมความหวาน เพราะชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน เรียกว่ากินกันแบบ Dark เพียวๆเลย

แต่ก็มีเล่ากันว่า คนมายายจะดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ (แน่สิก็เพราะมันแพงมากๆ) แต่ในขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้  เลยทำให้เห็นว่าสมัยก่อนช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา เพราะมีการใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ โดยความเชื่อของชาวแอชเต็คส์ ประเทศเม็กซิโก "เมล็ดโกโก้เป็นอาหารที่เทพเจ้ามอบให้เพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์" เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว

จริงๆแล้วเพิ่งรู้อีกอย่างว่าคำว่า “ช็อกโกแลต” ยังไม่มีที่มาที่ไปของความหมายได้แน่ชัดเท่าไหร่ ว่ากันว่ามีความเป็นไปได้สองอย่าง คือ  หนึ่งเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ที่หมายถึง “มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน”  และอย่างที่สองมีการอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน แต่ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และผันมาเป็น chocolate เมื่อมาในยุโรป

ข็อคโกแลตมุ่งสู่พื้นที่ของยุโรป
ก่อนหน้าคริสต์ศตวรรษที่ 15 คนยุโรปยังไม่มีใครรู้จักช็อกโกแลคเลย  จนกระทั่งต่อมาเอร์นัน กอร์เตส (จำชื่อนี้ไว้ให้ดี) นักสำรวจชาวสเปนแล่นเรือมาพบกับชาวแอชเต็คส์ ซึ่งเขาได้อาศัยอยู่กับชาวแอชเต็คส์และร่วมดื่มน้ำช็อกโกแลตด้วยกัน และนายคอร์เตชได้นำเมล็ดโกโก้กลับประเทศเพื่อลองทำเครื่องดื่มดูบ้าง และแต่งเติมรสให้หวานขึ้นจนเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันในสเปน จนในมี่สุด คอนราด เจ แวนฮูเตนท์ ชาวดัชต์ได้ค้นพบการทำช็อกโกแลตแบบแท่ง เม็ด และผง เรียกได้ว่าสเปนเป็นประเทศแรกที่ออกเดินทางแสวงหาความมั่งคั่งสู่ทวีปอเมริกา และได้พบกับเครื่องดื่มที่มีรสชาติอมตะของช็อกโกแลต  เลยกลายเป็นว่าการติดต่อกันระหว่างชาวสเปนและชาวแอซเทคได้เปิดประตูให้สองชาติได้แลกเปลี่ยนความคิดและเทคโนโลยีแก่กัน และตลาดยุโรปก็ได้รู้จักกับอาหารชนิดใหม่อย่างจากต้นคาเคา และทำให้กลายเป็นที่นิยมชมชอบในราชสำนักอย่างรวดเร็ว ภายในช่วงเวลา 100 ปี ความหลงใหลที่มีต่อช็อกโกแลตได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วยุโรป
เหมือนจะเป็นเรื่องราวดีๆ แต่ทว่า มันมีลึกลงไปกว่านั้นอีก


สงครามในปี ค.ศ. 1521 เอร์นัน กอร์เตส (ใช่แล้วชื่อผู้สำรวจในย่อหน้าก่อนหน้านี้นี่เอง) นำทหารเข้าสู้รบกับทหารของมอนเตซูมาจนได้รับชัยชนะ ทหารสเปนได้บังคับให้ขุนนางชาวแอซเทคนำทรัพย์สมบัติมาให้พวกตน ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ คาเคา ซึ่งถือเป็นทรัพย์ และมีค่าใช้แทนเงินตราจึงกลายมาเป็นทรัพย์ที่ยึดจากเชลยศึก ทหารสเปนได้อ้างสิทธิครอบครองไร่คาเคาของชาวแอซเทค และรีดเอาจากประชาชนที่ส่งบรรณาการให้ชาวแอซเทค ในเวลาไม่นาน คาเคาและช็อกโกแลตได้รับการส่งไปยังสเปน

ที่สเปน เครื่องดื่มช็อกโกแลตเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วจนไม่พอกับความต้องการ จึงต้องใช้แรงงานจำนวนนับล้านลงแรงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูปน้ำตาลและคาเคา นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 จนถึงปลายศตวรรษที่ 18 แรงงานส่วนใหญ่ที่มีราคาถูกแสนถูกที่ทำไร่คาเคาเป็นพวกทาส และชนกลุ่มแรกที่ถูกใช้เป็นแรงงานทาสทำช็อกโกแลตคือชาวเมโสอเมริกา
คนสเปนไม่ชอบรสชาติขมของช็อกโกแลต ทีแรกนายพลคอร์เตสกับเหล่าทหารของพวกเขาไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตเลย แต่เพื่อให้ได้รสชาติถึงใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มเอาช็อกโกแลตไปต้ม และใส่ส่วนผสมต่างๆ ลงไป

เมื่อช็อกโกแลตเข้ามายังยุโรป มีคนเกิดไอเดียที่จะเติมน้ำตาลลงไป ใส่ชินเนมอน และเครื่องเทศลงไป ในที่สุดเครื่องดื่มช็อกโกแลตร้อนรสหอมหวานก็ถือกำเนิดขึ้นมา แต่ชาวสเปนยังคงวิธีการเตรียมและกระบวนการทำช็อกโกแลตไว้เหมือนเดิม และยังคงใช้ชาวพื้นเมืองเก็บฝักและหมัก ตาก ทำความสะอาด และคั่วเมล็ดคาเคา สเปนยังได้ประดิษฐ์เครื่องมือชนิดใหม่สำหรับใช้ทำช็อกโกแลตด้วย ซึ่งก็คือ ไม้คนที่เรียกว่า โมลินีโอ เอาไว้คนให้ช็อกโกแลตเป็นโฟมละเอียดง่ายขึ้น

อย่างที่บอกว่าสมัยก่อนเครื่องดื่มช็อกโกแลตนี้จะมีก็แต่ชาวสเปนผู้ร่ำรวย และบาทหลวงเท่านั้นที่หาซื้อมาดื่มได้ พระสเปนได้แนะนำเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้ราชสำนักได้ลิ้มลอง มีเรื่องเล่ากันว่า พระนิกายโดมินิกันนำคนพื้นเมืองเข้าเฝ้าเจ้าชายฟิลิปแห่งสเปน เชลยเหล่านี้ได้ปรุงเครื่องดื่มช็อกโกแลตให้เจ้าชายเสวย และในเวลาไม่นาน ชาวสำนักราชวังพากันเห่อดื่มช็อกโกแลตกันทั้งวังเลย
โดยเฉพาะในศตวรรษที่ 16 ช็อกโกแลตเริ่มเป็นเครื่องดื่มสำหรับพระที่ถือศีลอด และหลังจากถกเถียงกันมานาน ศาสนจักรคาทอลิกได้อนุญาตให้ประชาชนดื่มช็อกโกแลตเป็นอาหารทดแทนระหว่างถือศีลอด ซึ่งเป็นช่วงห้ามรับประทานอาหาร แต่ประเทศอื่นในยุโรปยังไม่มีโอกาสลิ้มรสช็อกโกแลตจนอีกร้อยปีต่อมา (เพราะชาวสเปนพยายามเก็บช็อกโกแลตไว้แต่เพียงประเทศเดียว) แต่ว่าในที่สุดแล้ว ความลับเกี่ยวกับช็อกโกแลตได้แพร่งพรายออกไป และเริ่มเป็นที่นิยมในราชสำนักยุโรปอย่างรวดเร็ว และยืนยาวมาจนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

เนื่องจากสเปนยึดครองอเมริกาเป็นอาณานิคมในยุคแรก ทำให้สเปนผูกขาดค้าขายช็อกโกแลตอยู่เพียงลำพังหลายปี จะมีก็แต่ชาวสเปนที่ร่ำรวยมหาศาลกับคนที่มีเส้นสายดีเท่านั้นที่มีเงินซื้อช็อกโกแลตที่แสนแพงนี้ได้ ชาวสเปนยอมรับว่าช็อกโกแลตช่วยให้กระปรี้กระเปร่า และมีคุณค่าทางโภชนาการ คาเคามีแคลอรีสูงตามธรรมชาติ และยังมีกาเฟอีน และสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายกันเรียกว่า ธีโอโบรไมนด้วย

ต่อมาหลายประเทศยุโรปเริ่มนำเอาพันธุ์พืชคาเคาไปปลูกในประเทศอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ต่างยึดเมืองแถบเส้นศูนย์สูตรเป็นอาณานิคม อังกฤษนำต้นคาเคามาปลูกบนเกาะซีลอน หรือศรีลังกา เนเธอร์แลนด์นำไปเพาะปลูกที่เวเนซุเอลา ชวา และสุมาตรา ส่วนฝรั่งเศสปลูกที่เวสท์อินดีส ผลผลิตจากต้นคาเคาใช้เวลาไม่นานก็สามารถออกฝักและเมล็ดส่งกลับมายังเจ้าอาณานิคมเหล่านี้จนยุโรปกลายเป็นทวีปแห่งช็อกโกแลต

ชาวยุโรปบดเมล็ดคาเคาด้วยเครื่องโม่ทำให้บดได้คราวละจำนวนมาก เริ่มจากสมัยแรกใช้ครกตำแต่ต่อมาใช้กังหันลม บ้างก็ใช้โม่ที่อาศัยแรงงานม้าหมุนเครื่องบด คนยุโรปนิยมดื่มช็อกโกแลตกับน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพงอีกชนิดที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ช่วงปลายศตวรรษ 1600 เซอร์ ฮันส์ สโลน จากราชวิทยาลัยแพทย์เสนอช็อกโกแลตสูตรใหม่เป็นช็อกโกแลตใส่นมที่ให้รสชาติละเมียดขึ้น

ในฝรั่งเศส มีตำนานเล่าว่า พระราชินีอานน์แห่งออสเตรีย ชอบดื่มช็อกโกแลตจนกลานเป็นการเสพติด ทำให้ราชสำนักฝรั่งเศสต้องต้องปิดเรื่องนี้ไว้ ช็อกโกแลตเริ่มกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชนชั้น และมีพระราชบัญญัติห้ามไม่ให้ผู้ใดยกเว้นสมาชิกของขุนนางฝรั่งเศสเท่านั้นที่ดื่มช็อกโกแลตได้ ต่างจากอังกฤษ ใครมีเงินซื้อก็ดื่มได้

ร้านช็อกโกแลตแห่งแรกเปิดบริการในลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1657 คล้ายกับร้านกาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่าในเวลาต่อมา 


วันที่สร้าง : 11 กุมภาพันธ์ 2562

0

แบ่งปัน
สร้างโดย