webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   เยือนบ้านปราชญ์ ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต

เยือนบ้านปราชญ์ ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต

04 September 2017

like 2

51 views

1

แบ่งปัน
          ท้องฟ้าสีเทาอ่อนๆ ของฤดูฝนเดือนสิงหาคม ทำให้ผมอารมณ์ดีเพราะแดดไม่ร้อน ผมขับรถชมทุ่งนาและต้นไม้เขียวครึ้มสองข้างทางหมายเลข 340 กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี มาเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ จุดหมายปลายทางของผมคือการไปเยือนบ้านเกิดของปราชญ์คนสำคัญแห่งยุคสมัย ณ ตลาดศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี 
          ในยุคสมัยที่การคมนาคมทางน้ำเฟื่องฟู ตลาดศรีประจันต์ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) คึกคักไปด้วยผู้คนที่เดินทางค้าขายไปมา แต่เมื่อวันที่เส้นทางถนนเป็นทางคมนาคมหลัก สะดวกสบายและเดินทางได้เร็วกว่า ถนนกลับพาคนหนุ่มสาวออกจากท้องถิ่นมุ่งสู่เมืองใหญ่ ตลาดศรีประจันต์วันนี้จึงมีเพียงคนรุ่นเก่าอยู่เหย้าเฝ้าเรือนแถวไม้สองชั้น ที่เรียงรายสองฝั่งตลาด ร้านค้าและสินค้าในบรรยากาศวันวานยังคงดูมีเสน่ห์ มีร้านอาหารเล็กทั้งคาวหวานเปิดให้บริการไม่มากนักแต่ก็ยังพอมีให้ลิ้มลองความอร่อย



          ผมเลี้ยวรถจากทางหลวงเข้าตลาด ถนนเส้นเล็กพาลัดเลาะผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมืองศรีประจันต์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ มาหยุดอยู่หน้า “ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต” ซึ่งเป็นเรือนแถวไม้สองชั้นอยู่ท้ายตลาด สถานที่แห่งนี้เป็นบ้านเกิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) พระภิกษุสงฆ์ผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญาทั้งปริยัติและปฏิบัติ ท่านเป็นพระนักวิชาการ นักคิด นักแปล นักเขียน และนักปราชญ์ ผลงานเขียนของท่านมีมากมาย เช่น พุทธธรรม ท่านได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education) เมื่อปี พ.ศ. 2549  ชาติภูมิสถานฯ แห่งนี้จัดตั้งขึ้น โดยมูลนิธิชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต โดยได้รับทุนบริจาคจากชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ เพื่อเชิดชูเกียรติคุณของท่าน 
          ก่อนหน้านี้ผมเคยอ่านหนังสือที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เขียนไว้บางเล่ม จึงพอรู้ประวัติและผลงานของท่านมาบ้าง ผมตั้งใจมาที่นี่ก็เพราะอยากศึกษาประวัติและผลงานของท่านให้มากยิ่งขึ้น แต่ที่เหนือความคาดหวังคือทำให้เกิดแรงบันดาลใจมากมายในการใช้ชีวิต เมื่อรู้ว่าความเป็นปราชญ์ของท่านมีที่มาจากอะไร


ครอบครัวคือรากฐานชีวิตที่ดีงาม
          หากคุณเคยอ่านประวัติบุคคลที่ประสบความสำเร็จ จะพบว่าส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานครอบครัว ชาติภูมิสถานฯ จึงเริ่มต้นแนะนำประวัติศาสตร์ครอบครัวอารยางกูร ผ่านการจำลองบรรยากาศ “ร้านรัตนาคาร” ซึ่งเป็นร้านขายผ้าไหม ผ้าทอ และจักรเย็บผ้าของสองสามีภรรยา มหาสำราญและแม่ชุนกี่ อารยางกูร บิดาและมารดาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ทั้งบิดาและมารดาของท่านเป็นผู้มีความเมตตาอยู่ในศีลธรรม และเป็นที่เคารพนับถือของชาวตลาด ดังข้อความบนกระดานชนวนแผ่นเล็กเขียนเล่าว่า “พ่อเป็นเหมือนท้าวมาลีวราชเป็นที่นับถือของชาวบ้าน บ้านไหนทุกข์ร้อนมาขอคำปรึกษา สามี-ภรรยาไม่เข้าใจกันมาขอคำปรึกษา ท่านจะไกล่เกลี่ยให้รอมชอม หาทางออกให้ได้ทุกปัญหา” และ “พ่อเห็นบ้านไหนมีลูกสาวกำลังวัยรุ่น จะเอาจักรไปเสนอขาย ไม่มีเงินให้ไม่เป็นไร ขอให้ลูกสาวได้ใช้จักรเป็นเครื่องมือฝึกฝนเรื่องเย็บปักถักร้อย แทนการเที่ยวเตร่สนุกสนานไปวันๆ”


          ที่ผนังห้องฝั่งซ้ายแสดงแผนผังเครือญาติและภาพสมาชิกครอบครัวในอดีต ภาพของเด็กชายประยุทธ์     อารยางกูร ตั้งแต่เล็ก เติบโตเป็นสามเณร จวบจนบรรพชาเป็นพระภิกษุสงฆ์ ทำให้เราเห็นประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์ครอบครัวได้เป็นอย่างดี
          ถัดเข้าไปกลางบ้านมีการจำลองบรรยากาศห้องเรียนในอดีต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของมหาสำราญ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้จากการบวชเรียนและเห็นความสำคัญของการศึกษา นอกจากจะส่งเสียให้ลูกทุกคนได้เล่าเรียนสูงๆ แล้ว ยังเปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาขึ้นเป็นแห่งแรกของอำเภอชื่อว่า “บำรุงวุฒิราษฎร์” เพื่อมอบโอกาสให้เด็กคนอื่นได้เรียน ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้เองที่บ่มเพาะให้เด็กชายประยุทธ์เป็นผู้ใฝ่การศึกษาหาความรู้ อีกทั้งเมื่อโตขึ้นเด็กชายประยุทธ์ก็ได้ช่วยสอนเด็กๆ ที่มาเรียน ความเป็นครูและนักการศึกษาของท่านจึงเริ่มต้นจากที่แห่งนี้ 

          ส่วนหลังบ้านมีการจัดแสดงเครื่องครัวในอดีต ตู้โชว์ติดผนังจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชุมชนชาวตลาด เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่ารักดี คือข้อความบนกระดานชนวนแผ่นเล็กที่บอกเล่าเรื่องราวสั้นๆ ของประวัติศาสตร์ครอบครัวที่เชื่อมโยงถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่นว่า “ทุกปีในเดือนเมษายนจะมีคนหลายที่เข้ามาเกณฑ์ทหาร ที่บ้านจะรับฝากจักรยาน ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ ถ้าคนไหนมาจากพื้นที่ไกลๆ พ่อและแม่จะให้ที่พักอาศัยค้างคืนทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ” และ “แม่กี่จะแกงให้กิน มีแกงเขียวหวาน แกงส้มมะละกอ พ่อไม่เคยสอนว่าอันนี้ของเธอนี่ของฉัน ก่อนอื่นต้องดูแลคนใกล้ตัวคนอื่นก่อน เราเด็กๆ เริ่มรู้จักคำว่า ความสุขเกิดจากการให้...” อ่านแล้วสัมผัสถึงความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อแบ่งปันของครอบครัวเล็กๆ และผู้คนในอดีต ที่ช่วยหล่อหลอมให้เด็กชายคนหนึ่งเติบโตขึ้นอย่างงดงาม


วิถีแห่งปราชญ์
          เมื่อขึ้นบันไดไปชั้นสอง จะพบกับห้อง “วิถีแห่งปราชญ์” ห้องเล็กนิดเดียวแต่มีเรื่องราวที่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านได้อย่างมากมาย ห้องนี้เล่าเรื่องของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในวัยเด็ก ทางครอบครัวเห็นว่าการบวชเรียนเป็นสามเณรน่าจะเหมาะสมสำหรับท่าน  ท่านอยู่กับความเจ็บป่วยสารพัดตั้งแต่เด็กด้วยเห็นเป็นธรรมดาและไม่เกิดทุกข์ ดังนั้นร่างกายที่ไม่สมบูรณ์จึงไม่ใช้อุปสรรคในการใฝ่ศึกษา ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า “...ถึงแม้ว่าร่างกายเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไปด้วย...”
          สมัยเด็กท่านชอบประดิษฐ์สิ่งของ อะไรชำรุดก็ชอบซ่อมแซมด้วยตนเอง ท่านเคยกล่าวว่า “ถ้าอาตมาไม่ได้เขียนหนังสือธรรมะ ก็คงจะเป็นนักประดิษฐ์” อ่านคำของท่านแล้วอาจคิดว่าพระกับนักประดิษฐ์เป็นคนละเรื่อง แต่เมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าต่างก็ใช้วิธีคิดเดียวกัน ด้วยการคิดพิจารณาเรื่องต่างๆ อย่างเป็นระบบ สืบสาวหาสาเหตุหรือต้นตอของปัญหาจนกระทั่งนำไปสู่การแก้ปัญหาได้สำเร็จ หรือเรียกว่าเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ในภาษาพระเรียกว่า อริยสัจ ๔ คือเข้าใจปัญหา-ทุกข์ หาสาเหตุของปัญหา-สมุทัย เห็นทางแก้ปัญหา-นิโรธ และหาวิธีการแก้ไขปัญหา-มรรค ด้วยตนเอง

          คติชีวิตที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านยึดประพฤติมาโดยตลอด นั่นคือ “บัณฑิตย่อมฝึกตน” และ “ถ้าจะทำอะไร ก็ต้องพยายามทำให้สำเร็จและทำให้ดีที่สุด” ท่านจึงเป็นผู้ใฝ่รู้ มีฉันทะและความเพียรสูง มีความละเอียดและเป็นระเบียบ เป็นผู้สันโดษและสมถะ ในกุฏิของท่านไม่มีสิ่งของฟุ่มเฟือย ไม่สะสมวัตถุที่เกินความจำเป็นของพระสงฆ์ ที่มีจำนวนมากก็คือหนังสือ ท่านยังเป็นคนสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน ถ่อมตน มีความกตัญญู มีความเมตตา เข้าใจผู้อื่น อยากให้ผู้อื่นได้ดี 
          เมื่อออกจากห้องวิถีแห่งปราชญ์สู่ห้องโถงใหญ่ จะพบส่วนแสดงผลงานความสำเร็จของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ มาถึงตรงนี้ความสงสัยของผมกระจ่างแล้ว เพราะพื้นฐานครอบครัวที่ดี เพราะการประพฤติและฝึกตนของท่านตั้งแต่เด็กจนโตเช่นนี้เอง จึงทำให้ท่านประสบความสำเร็จ ได้รับการยกย่องเชิดชูจากทั้งในและต่างประเทศ และเป็นที่เคารพรักของบุคคลทั่วไป


ชีวิตสงบเย็นและเป็นประโยชน์
          ผมกลับบ้านด้วยความอิ่มใจ เรื่องราวหนึ่งซึ่งเล่าไว้อยู่ในห้องวิถีแห่งปราชญ์ยังประทับใจผม เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อครั้งที่ลูกศิษย์ของท่านต่อรองขอใช้รูปท่านขึ้นปกหนังสือ “วิถีแห่งปราชญ์” เมื่อครั้งท่านยังเป็น พระพรหมคุณาภรณ์ ท่านตอบว่า “ถ้าเป็นรูปเล็กๆ ก็พอได้ อย่าให้เด่นนัก พื้นรูปอาจเป็นต้นไม้ใบไม้ อะไรก็ได้ที่ดูเรียบร้อย อาตมาไม่อยากให้ความสำคัญแก่รูปของตนเอง เพราะผู้ที่สำคัญที่สุดก็คือ พระพุทธเจ้า การที่ศิษย์ให้ความสำคัญแก่อาจารย์มากเกินไป ทำให้เกิดลัทธิการนับถือครูอาจารย์ จนลืมไปว่าผู้ที่ควรนับถือมากที่สุดคือ พระพุทธเจ้า ชาวพุทธควรยึดพระพุทธเจ้าเป็นศูนย์กลาง ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” และเมื่อท่านได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จฯ ท่านยังคงกล่าวย้ำดังเดิมว่า “พระจะตั้งสมณศักดิ์เป็นอะไร ก็เป็นพระนั่นแหละ ก็เป็นพระองค์หนึ่งเท่านั้น ..... ทางพระพุทธศาสนาท่านไม่นิยมถามว่าจะเป็นอะไร แต่ถามว่าจะทำอะไร” 
          ความสำคัญของ ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต คือการทำหน้าที่เชิดชูเกียรติคุณ ยกย่องคุณงามความดีของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ไม่ใช่ด้วยสมณศักดิ์ของท่าน แต่ด้วยการนำเสนอผ่านเรื่องชีวิตที่เรียบง่าย จริยวัตรที่งดงาม ผ่านผลงานทางพระพุทธศาสนาอันทรงคุณค่า และอาจสร้างแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้นำไปปรับใช้จนเกิดความสุขทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ดังที่ท่านปฏิบัติเป็นตัวอย่างให้เห็นมาโดยตลอด 

Created Date :

1

แบ่งปัน
created by
hot hit

ในหลวงรัชกาลที่๙กับการเสด็จเยือนประเทศในอาเซียน : ประเทศฟิลิปปินส์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ เสด็จเยือนสาธา...

aseanculturalcenter

0

บ้านเก่าเล่าเรื่อง....เล่าเรื่องอะไร

พิพิธภัณฑ์ในพิพิธภัณฑ์           บ้านเก่าเล่าเรื่องเพิ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเจริญไชยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 ถือ...

youth_s

0

ทิศทางมิวเซียม 2018 : จาก“กล่องมหาสมบัติ”สู่“กล่องเครื่องมือ”

เมื่อถึงเดือนกันยายน ก็หมายถึงใกล้ไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งโดยปกติแล้ว มักเป็นเวลาที่คนทำงานในภาคธุรกิจจะคุ...

Nithinand

0