webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   เมื่อ ‘กบ’ กับ ‘จระเข้’ เข้าเฝ้าพระอิศวร: รูปสลักในศาสนาผีที่หัวสะพาน

เมื่อ ‘กบ’ กับ ‘จระเข้’ เข้าเฝ้าพระอิศวร: รูปสลักในศาสนาผีที่หัวสะพาน

20 August 2017

like 1

236 views

1

แบ่งปัน
เป็นที่ทราบกันดีว่า วัฒนธรรมขอมโบราณโดดเด่นในด้านการจัดการน้ำ

การจัดการน้ำที่ว่า ไม่ใช่แค่การจัดการด้านสาธารณูปโภค อย่างการเก็บกักน้ำไว้ใช้ยามแล้ง ระบายออกยามน้ำหลาก หรือการชลประทานเพื่อการคมนาคมต่างๆ เท่านั้น เพราะยังหมายรวมถึงการจัดการทางด้านความเชื่ออีกด้วย

‘บาราย’ คือ ‘อ่างเก็บน้ำ’ ขนาดมหึมาของอารยธรรมขอมโบราณจึงมักจะมีความเชื่อทางศาสนากำกับอยู่
 
ที่ใจกลางของ บารายตะวันตก  ของเมืองพระนคร ในเมืองเสียมเรียบปัจจุบัน มีปราสาทแม่บุญตะวันตก ประดิษฐานรูปสำริดพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ แสดงความหมายว่า บารายแห่งนี้คือเกษียรสมุทร ทะเลน้ำนมอันเป็นนิวาสสถานของพระนารายณ์ เช่นเดียวกับ บารายของปราสาทพระขรรค์ ที่เมืองเสียมเรียบ ก็มีปราสาทนาคพัน ที่แสดงสัญลักษณ์การจำลอง สระอโนดาต สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในป่าหิมพานต์ อันเป็นต้นธารของแม่น้ำทุกสาขาในโลกแห่งนี้ เป็นต้น

นี่จึงไม่น่าประหลาดใจ ที่ต้นน้ำเสียมเรียบ (เขมรเรียก สตรึงเสียมเรียบ) ที่บนเขากบาลเสปียน เทีอกเดียวกันกับเขาใหญ่อันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองพระนครคือ พนมกุเลน จะมีการจัดการต้นน้ำแห่งนี้ให้กลายเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

ศิวลึงค์นับพันองค์ได้ถูกบรรจงแกะสลักลงบนลานหินใต้ลำน้ำ ประดับไปด้วยรูปเทพเจ้าสำคัญต่างๆ เช่น พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ พระอิศวรในปางต่างๆ แทรกอยู่เป็นจังหวะ ตามโขดหินนานา ก่อนจะลงไปถึงจุดสิ้นสุดของหัวสะพาน (คำว่า ‘กบาลเสปียน’ ในภาษาเขมรแปลตรงตัวในภาษาไทยได้ว่า ‘หัวสะพาน’) ซึ่งเป็นเหวเตี้ยๆ ที่น้ำตกลงไปข้างล่าง 
และที่นี่เองคือจุดตั้งต้นของ สตรึงเสียมเรียบ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่จะไหลผ่านเมืองพระนครอันยิ่งใหญ่

ณ บริเวณที่จุดสิ้นสุดของชุดภาพสลักที่กบาลสเปียน มีหินก้อนใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงบริเวณที่น้ำจะทอดตัวตกลงไปยังเบื้องล่าง พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่สำคัญที่สุดในพื้นที่กบาลหัวสะพานแห่งนี้ 

หินใหญ่ก้อนที่ว่าเคยมีภาพสลักพระอิศวรอยู่ ในปางที่เรียกว่า ภิกษาตนมูรติ คือพระอิศวรที่ปรากฏกายในรูปของนักบวชประดับอยู่ และถึงแม้ว่าในปัจจุบันรูปพระอิศวรจะถูกคนใจทรามกระเทาะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเศษเงินเข้ากระเป๋าสตางค์ของตนเอง แต่ก็ยังน่าสนใจมากเป็นพิเศษพอที่จะทำให้ควรดั้นด้นไปสังเกตุการณ์ เพราะด้านบนของพระอิศวร ที่ปัจจุบันกลายเป็นเพียงรูโหว่ไปแล้วนั้น สลักรูป ‘จระเข้’ เอาไว้ด้วย 

ในวัฒนธรรมขอมโบราณ​ รูปจระเข้ จะถูกไว้เหนือรูปเทพเจ้าในปางที่สำคัญ ในกรณีของพระอิศวร ก็คือในปางของพระสทาศิวะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นรูปพระอิศวรในปางที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรม (ในวัฒนธรรมอยุธยา ของสยามประเทศ ก็มีรูปพระอิศวรปางนี้ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย ในพระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ณ ท้องสนามหลวง) พอๆ กับรูปพระอิศวรทรงศีลในคราบนักบวช ที่เรียกว่า ภิกษาตนมูรติ อย่างที่พบที่กบาลเสปียนนี่แหละ

เรื่องของรูปจระเข้เจ้าปัญหานี่ ในแวดวงผู้สนใจในอารยธรรมขอมยังขบกันไม่แตกว่าหมายถึงอะไรกันแน่? แต่เราอาจสืบดูจากญาติสนิทกลุ่มหนึ่งของพวกขอมก็คือ ชาวมอญ คนพวกนี้บางกลุ่มถือว่าบรรพบุรุษของตนเองเป็น จระเข้  เช่นพวกมอญที่บ้านครัว เป็นต้น

ตำนานเรื่อง ‘พระนางจามเทวี’ เล่าว่า พระนางคนนี้เป็นเชื้อสายราชวงศ์มอญ ที่ขึ้นไปครองหริภุญไชย แต่บ้านเกิดเมืองนอนที่พระนางจากมานี่ไม่ได้มอญเลยสักนิด เพราะพระนางเสด็จไปจาก ‘เมืองละโว้’ หรือ ‘ลพบุรี’ ที่ใครๆ ต่างก็รู้กันดีว่า เป็นเมืองฐานที่มั่นสำคัญของพวกขอมสมัยโบราณ

แล้วพระนางจามเทวีเกี่ยวอะไรกับจระเข้? 

เรื่องนี้เกี่ยวแน่นอนครับ เพราะชื่อพระนางออกเสียงแบบมอญว่า “กยามเทวี” แปลว่า ‘พระนางจระเข้’ เพราะ ‘กยาม’ ในภาษามอญ แปลเป็นไทยว่า ‘จระเข้’ 

การที่ชื่อของพระนางจามเทวี หมายถึงจระเข้ โดยอ้างว่าเป็นเชื้อสายมอญ ที่ปกครองเมืองลพบุรี จึงเป็นร่องรอยที่สำคัญ เพราะในกรณีนี้จระเข้เป็น ‘ผีบรรพบุรุษ’ อย่างไม่ต้องสงสัย จึงถูกใช้แสดงผ่านชื่อของเชื้อพระวงศ์ (โดยเฉพาะเมื่อนับทางฝ่ายหญิง ตามธรรมเนียมโบราณ) ที่ขึ้นไปปกครองเมืองใหม่ คือหริภุญไชย 

ดังนั้นจึงอาจจะไม่ได้มีเฉพาะชาวมอญ ที่ถือว่า ‘จระเข้’ เป็น ‘บรรพบุรุษ’ ของตนเอง พวกขอมก็น่าจะเคยนับถือเอาอย่างนั้นด้วย 

การสลักรูปจระเข้เข้าไปรวมอยู่ในรูปเรื่องราวเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าของพราหมณ์ ซึ่งก็ไม่ได้พบเพียงเฉพาะที่ กบาลสเปียนเพียงแห่งเดียว เรายังพบรูปจระเข้อยู่ร่วมกับเทพเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ระดับ พระอิศวร และพระนารายณ์ ในภาพสลักขอมอีกหลายแห่ง เช่น ปราสาทกระวาน ปราสาทนครวัด และปราสาทบายน เป็นต้น

ผมเดาว่าก็คือเรื่องที่ชาวขอมนำเอาผีบรรพบุรุษของตนเอง ไปรวมอยู่ในจักรวาลวิทยา (cosmology) จากอินเดียเท่านั้นนั่นแหละ

เพราะไม่มีหรอกนะครับ ศาสนาพุทธ-พราหมณ์บริสุทธิ์ ที่เหมือนอินเดียทุกกระเบียด แม้แต่ในอินเดียเองแต่ละท้องที่ยังมีความเชื่อไม่เหมือนกันเลย อุษาคเนย์ที่อิมพอร์ตความเชื่อเหล่านี้มายิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันจะมีการปะปนกับศาสนาผีพื้นเมืองสุวรรณภูมิกันซะจนแยกไม่ออกอีกด้วย

หลักฐานอีกประการที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยของศาสนาผีสุวรรณภูมิที่หินใหญ่ก้อนนี้ก็คือ หินแกะสลักรูป ‘กบ’ นั่งเฝ้าพระอิศวรอยู่ด้วย กบรูปนี้สลักขึ้นอย่างโดดๆ ลงบนหินก้อนเล็กๆ ที่ลำธารไหลผ่าน จ้องมองขึ้นไปยังรูปพระอิศวรบนหินก้อนใหญ่ด้วยอาการเคารพ 

แน่นอนว่าเจ้ากบตัวนี้ไม่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ (ก็พอๆ กันกับรูปจระเข้นั่นแหละ) แต่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ สัญลักษณ์ของน้ำในศาสนาผีสุวรรณภูมิของเรา ซึ่งสอดคล้องกันดีกับการสลักศิวลึงค์ใต้น้ำ หรือภาพสลักอื่นๆ ที่กบาลเสปียน ซึ่งเป็นการทำต้นแม่น้ำเสียมเรียบซึ่งไหลผ่านเมืองพระนครให้ศักดิ์สิทธิ์ 

ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักจะเข้าใจกันผิดๆ คือ ภาพสลักพวกนี้ที่กบาลเสปียนสลักสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1345-1393) เพราะเหตุว่าพระองค์ทรงเคยมาสถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้นบนเขาพนมกุเลน แต่ไม่ถูกต้องนะครับ ภาพสลักที่กบาลเสปียนสลักขึ้นรุ่นหลังกว่านั้นราว 200 ปีเศษ คือในสมัยอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (ครองราชย์ พ.ศ. 1593-1609) ผู้สร้างประสาทบาปวน 

ที่สำคัญกว่านั้นคือพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 คือผู้สร้างบาราย หรืออ่างเก็บน้ำยักษ์ขนาด 8x3 กิโลเมตร ที่เรียกว่า บารายตะวันตก ซึ่งถือเป็นบารายศักดิ์สิทธิ์เพราะตรงกลางบารายมีเกาะ ที่บนเกาะมีปราสาทแม่บุญตะวันตก ที่มีรูปสำริดขนาดใหญ่รูป พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นประธาน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

ไม่ต้องสืบเลยว่าทำไมพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 จึงทรงมีพระราชบัญชาให้มาสลักรูปศักดิ์สิทธิ์อะไรเยอะแยะที่หัวสะพาน หรือกบาลเสปียน แห่งนี้

แต่ความศักดิ์สิทธิ์ที่สลักลงไปไม่ได้มีอยู่เฉพาะเรื่องในศาสนาพราหมณ์ เพราะยังมีร่องรอยของศาสนาผีพื้นเมืองสุวรรณภูมิปรากฏอยู่ในพื้นที่ที่สำคัญที่สุดของหัวสะพานแห่งนี้ด้วย

เรื่องนี้มีทั้ง ‘จระเข้’ และ ‘กบ’ เป็นพยานปากเอก

คำอธิบายภาพประกอบ: รูปกบ และจระเข้ ประดับอยู่ที่รูปพระอิศวร ปางภิกษาตนมูรติ ที่ถูกคนร้ายกระเทาะเอาไปแล้ว จากกบาลเปียน บนเขาพนมกุเลน ประเทศกัมพูชา 

Created Date :

1

แบ่งปัน
created by
hot hit

กินอย่างแม่อุ๊ย

แม่ชอบพาฉันซ้อนมอเตอร์ไซค์มาซื้อขนมที่ตลาดป่าก่อ แม่บอกว่า ตอนที่ตาย้ายมาอยู่เชียงรายใหม่ๆ ก็-ตอนแม่ยังไม...

Uruda

0

ป่าในกรุงแหล่งผลิตโอโซนแห่งใหม่ของคนกรุง

พื้นที่บริเวณถนนสุขขาภิบาล 2 จำนวน 12 ไร่ ถูกเนรมิตให้กลายเป็นป่าในกรุง แหล่งเรียนรู้ธรรมช...

Tanat

1

ทิศทางมิวเซียม 2018 : จาก“กล่องมหาสมบัติ”สู่“กล่องเครื่องมือ”

เมื่อถึงเดือนกันยายน ก็หมายถึงใกล้ไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งโดยปกติแล้ว มักเป็นเวลาที่คนทำงานในภาคธุรกิจจะคุ...

Nithinand

0

‘ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น’ เป็นภาษิตโบราณ มีมาก่อนยุคของ ศิลป์ พีระศรี

ภาษิตที่ว่า 'ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น' ซึ่งชาวศิลปากรใช้เป็นคำขวัญประจำมหาวิทยาลัยของตนเองนั้น แปลจากคำ...

Siripoj

0

ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ ดนตรีในวัฒนธรรมไทยและตะวันตก

พจนานุกรมฉบับมติชน นิยามศัพท์ “วังเวง” ว่า "ก. ลักษณะของบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว" ส่วนคำว่า “วั...

Atibhop

1

เยือนบ้านปราชญ์ ชาติภูมิสถาน ป.อ.ปยุตฺโต

          ท้องฟ้าสีเทาอ่อนๆ ของฤดูฝนเดือนสิงหาคม ทำให้ผมอารม...

youth_s

1

มิวเซียมเดินเท้า : เรื่องเล่าข้างวังปารุสฯ

ก้าวเท้าเลียบวังปารุสฯ เก็บเรื่องจากญาติผู้ใหญ่ฮิวโก้ ไปจนถึงคุณยายสุดแซบหน้าบ้านป๋าเปรม ราว ๆ สัปดาห์ที่แล้วเรา (ขอใ...

Tanachai

2