webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   จาก “ดิปปี้” ถึง “โฮป” ว่าด้วย “วิสัยทัศน์” มิวเซียม

จาก “ดิปปี้” ถึง “โฮป” ว่าด้วย “วิสัยทัศน์” มิวเซียม

16 July 2017

like 9

389 views

3

แบ่งปัน

เวลานี้ชาวลอนดอนหลายคนกำลังให้ความสนใจกับ “โฮป” โครงกระดูกวาฬสีน้ำเงินที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้องโถงของมิวเซียมประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) บนถนนครอมเวลล์

โครงกระดูก “โฮป” เพิ่งถูกนำมาแขวนแทนที่ “ดิปปี้” โครงกระดูกไดโนเสาร์ “ไดพลอโดคัส (Diplodocus)” หรือ “กิ้งก่าสันคู่” ตระกูล “ซอโรพอด” ซึ่งเคยได้ชื่อว่าตัวยาวที่สุดพอๆ กับไดโนเสาร์ “อะแพโทซอรัส” หรือที่เรามักรู้จักในนาม “บรอนโตซอรัส”  

ดิปปี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 150 – 155 ล้านปี อยู่กับมิวเซียมมาตั้งแต่ยุคแรกของมิวเซียม กล่าวคือในปี 1905 หลังจากก่อตั้งมาได้ 25 ปี มิวเซียมก็ได้รับบริจาคดิปปี้ จาก “แอนดรูว์ คาร์เนกี้” มหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวสก็อต-อเมริกันผู้โด่งดัง

หลายปีผ่านไป ดิปปี้ยังไม่เป็นดาวเด่น แต่พอปี 1979 เมื่อผู้บริหารมิวเซียมตัดสินใจให้ดิปปี้ยืนเด่นเป็นสง่ากลางห้องโถงของมิวเซียม ดิปปี้ก็กลายเป็นขวัญใจไม่จืดจางของชาวประชา โดยเฉพาะลูกเล็กเด็กแดงทั่วเกาะอังกฤษ

เมื่อ 2 ปีก่อน ที่เริ่มมีข่าวว่ามิวเซียมจะปลดระวางดิปปี้ แล้วเอาโฮปมาแสดงแทน เสียงคัดค้านจึงดังไปทั่ว แต่ไมเคิล ดิกซัน ผู้บริหารมิวเซียมก็ให้เหตุผลว่าถึงเวลาของ “มุมมองใหม่” สำหรับ “โลกใหม่” แล้ว และไม่ได้แปลว่าดิปปี้หมดความหมาย เพราะงานใหม่ของดิปปี้คือการตระเวนไปพบปะผู้คนทั่วประเทศจนถึงปี 2020 กันเลยทีเดียว

หลังจากนั้น มิวเซียมจะบูรณะดิปปี้ครั้งใหญ่ หุ้มโครงใหม่ด้วยบรอนซ์ แล้วตั้งแสดงเป็นการถาวรที่หน้ามิวเซียม

เวลานี้วาฬสีน้ำเงิน “โฮป” จึงกลายเป็นความหวังใหม่ของมิวเซียมที่หลายคนจับตาดูว่า จะขึ้นแท่นขวัญใจประชาชนแทนดิปปี้ได้ไหม

หลายเสียงในโลกโซเชียลออนไลน์ตำหนิผู้บริหารมิวเซียมว่าไม่ฟังเสียงชาวบ้าน แต่ผู้บริหารก็ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะทอดทิ้งดิปปี้ เพียงอยากให้สังคมตระหนักว่าวาฬสีน้ำเงิน ซึ่งแม้ไม่ใช่สัตว์ดึกดำบรรพ์อย่างไดโนเสาร์ ก็มีความสำคัญมาก เพราะมันเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดตลอดกาลของโลก ส่งเสียงร้องได้กว้างไกลที่สุดด้วยคลื่นเสียงที่มีความหลากหลายที่สุด และยังมีความน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับตัวมันอีกหลายอย่าง 

แต่วาฬสีน้ำเงินกำลังจะสูญพันธ์ เนื่องจากถูกมนุษย์ไล่ล่าอย่างหนักเพื่อเอาไขมันและน้ำมัน

การแขวนโครงกระดูกวาฬไว้กลางห้องโถงมิวเซียม จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจที่มีพลังเพื่อกระตุ้นเราทุกคนให้ตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิตและความรับผิดชอบที่เราพึงมีต่อโลก

อันที่จริงวาฬโฮปอยู่กับมิวเซียมก่อนไดโนเสาร์ดิปปี้ เพราะโฮปซึ่งมีอายุประมาณ 100 ปี มานอนตายเกยตื้นที่เว็กซ์ฟอร์ดในไอร์แลนด์เมื่อปี 1891 หลังจากมิวเซียมก่อตั้งได้ 10 ปี โดยมิวเซียมซื้อซากโฮปมาในราคา 250 ปอนด์ แล้วใช้เวลาบูรณะกว่าครึ่งปี 

ส่วนการจัดการให้โฮปขึ้นไปว่ายอากาศครั้งนี้ ทีมงานใช้เวลา 3 ปี เพราะไม่ใช่งานง่ายที่จะจัดวางโครงกระดูกทุกชิ้นให้ถูกต้องตามตำแหน่ง ในท่วงท่างดงามสมจริงราวกับยังมีชีวิต


ดิกซันมั่นใจว่าในที่สุดผู้คนจะเปิดใจรักโฮป และตระหนักว่าโฮปมาช่วยเตือนใจเราทุกคนให้มีความหวังว่าโลกยังมีอนาคต ถ้าเราไม่ทิ้งโลก


ภาพ: เครดิต phys.org

Created Date :

3

แบ่งปัน
created by
hot hit

ทิศทางมิวเซียม 2018 : จาก“กล่องมหาสมบัติ”สู่“กล่องเครื่องมือ”

เมื่อถึงเดือนกันยายน ก็หมายถึงใกล้ไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งโดยปกติแล้ว มักเป็นเวลาที่คนทำงานในภาคธุรกิจจะคุ...

Nithinand

1

สุนทรียภาพของชีวิตในงานพระเมรุมาศ

ผมคิดว่า การเดินทางท่องเที่ยว  การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ การชื่นชมงานศิลปะ (Art Appreciation)&nb...

teeraparb lohitkul

1

ในหลวงรัชกาลที่๙กับการเสด็จเยือนประเทศในอาเซียน : ประเทศฟิลิปปินส์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙ เสด็จเยือนสาธา...

aseanculturalcenter

0