webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   เพราะในพิพิธภัณฑ์ไทยไม่มีรถกระบะ?

เพราะในพิพิธภัณฑ์ไทยไม่มีรถกระบะ?

07 April 2017

like 1

235 views

share

ในคอลเล็กชั่นของ The National Museum of American History (แน่นอนว่ามิวเซียมแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา) มีรถกระบะ (pickup truck) ยี่ห้อ GMC (General Motors Corporation) ที่ผลิตเมื่อ ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) สีกรมท่าอยู่คันหนึ่ง

คำอธิบายในทะเบียนประวัติของเจ้ารถคันนี้ ระบุเอาไว้ว่า

“อิรา เวิร์ทมัน (Ira Wertman) เกษตรกรจากแอนเดรียส (Andreas) ในรัฐเพนซิลวาเนีย ใช้รถกระบะคันนี้ขนทั้งผักและผลไม้นานาชนิด ไปเร่ขายให้กับพวกคนงานเหมืองถ่านหินเกษียณอายุ ละแวกเมืองแอลเลนทาวน์ (Allentown) แถมเขายังใช้มันบรรทุกสินค้าและเสบียงต่างๆ จากตลาดในเมืองกลับไปยังฟาร์มของเขาด้วย รถกระบะสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย และในวงที่กว้าง ไม่ว่าจะใช้ในการเกษตรกรรม, ใช้ส่วนบุคคล หรือใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ เมื่อแรกนั้นรถกระบะถูกดัดแปลงมาจากรถยนต์ แต่เมื่อหลังยุคสงครามเป็นต้นมาก็ถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ และแรงขึ้น ทั้งยังสามารถทำให้บรรทุกของหนักได้ ถึงขนาดที่ว่า ชุมชนชานเมืองบางแห่งถือกำเนิดขึ้นในยุคสงคราม เพราะรถกระบะเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการใช้งานในกิจกรรมสันทนาการ อย่างการตั้งแคมป์, ล่าสัตว์ หรือตกปลา จนเมื่อทศวรรษ 1990 ผู้คนจำนวนมากจึงได้เริ่มมีการใช้รถกระบะขับขี่กันในชีวิตประจำวัน” (สืบค้นได้จาก http://americanhistory.si.edu/collections/search/object/nmah_743197)

ถูกต้องแล้วนะครับ รถกระบะก็มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมของอเมริกันชน แถมที่ The National Museum of American History ยังให้เกียรติรถกระบะถึงขนาดที่เคลมว่า บางชุมชนก็เกิดขึ้นได้เพราะรถกระบะเลยด้วยซ้ำ 
คำถามก็คือ ลักษณะทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ และที่ผมอยากจะหมายถึงเป็นการเฉพาะเจาะจงก็คือ ประเทศไทย ด้วยหรือไม่? 

ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับว่า รถกระบะก็มีส่วนสำคัญในการขยายตัวของชุมชน ชนบทในประเทศของเรา ให้เติบโตขึ้นจนเป็นชุมชนเมืองขนาดย่อมๆ (ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดๆ ว่า เราจะมีชุมชนที่เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยียานยนต์ที่เรียกว่า รถกระบะ หรือเปล่าก็เถอะ) โดยเฉพาะในช่วง  20-30 ปีที่ผ่านมานี้ งานวิจัยหลากหลายชิ้นบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เกษตรกรของไทยเปลี่ยนสถานภาพจากชาวนาชาวไร่ที่หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน มาเป็นผู้ประกอบการรายย่อยกันเกือบจะหมดแล้ว 

และจะเป็นอะไรไปได้กันล่ะครับ ที่จะเป็นพาหนะสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการขนส่งผลิตผลของพวกเขา เข้าไปสู่ตลาดในชุมชนเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป? 

แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เกวียนแน่ และคำตอบก็คงจะไม่พ้น ‘รถกระบะ’ ซึ่งใช้ขนทั้งผลผลิตออกไปจำหน่ายยังต่างถิ่น ขนแรงงานเข้าออกระหว่างตลาดกับเรือกสวนไร่นา ขนข้าวของจากตลาดในเมืองกลับเข้ามาสู่ชุมชนของตนเอง ไม่ต่างอะไรกับของเจ้ากระบะสีกรมท่าคันโก้ของคุณเวิร์ทมัน เจ้าของฟาร์มจากเมืองแอนเดรียส ที่จอดเป็นคอลเล็กชั่นของ The National Museum of American History นั่นแหละ

ด้วยเงื่อนไขสารพัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ภูมิประเทศ​ ฯลฯ คงจะทำให้รูปแบบการใช้รถกระบะของไทยเราไม่เหมือนกับในสหรัฐอเมริกาเขาไปทั้งหมด 

อย่างน้อยทางโน้นก็คงไม่มีฝรั่งที่ไหน เอาถังน้ำใส่ท้ายกระบะบ้าง บรรทุกคนจนเต็มกระบะท้ายบ้าง ไปสาดน้ำใส่ใครๆ เขาเล่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์กันเป็นปกติหรอกนะครับ

แต่ที่เมืองไทยนั้นมีแน่ แล้วก็ไม่ใช่เพิ่งมามีเอาเมื่อเร็วๆ นี้เสียด้วย ภาพถ่ายเก่าหลายใบ ช่วยให้เรารู้ว่ามีการใช้รถกระบะ หรือรถบรรทุกขนาดย่อม เป็นพาหนะในการ ‘ออนทัวร์’ ออกเล่นน้ำ ช่วงสงกรานต์มานานแล้ว อย่างน้อยก็เมื่อ 60 ปีมาแล้วโน่นเลย 

เพราะว่าช่วง ‘สงกรานต์’ เป็นเทศกาลที่ผู้คนจะมีกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่สาธารณะ แถมยังต้องเป็นกิจกรรมที่ปลดปล่อยสมาชิกในสังคมออกจากกฎระเบียบ ที่ต้องยึดถือปฏิบัติกันในช่วงเวลาปกติอีกต่างหาก
ประกาศเรื่องคนเสพสุราเมาในวันสงกรานต์ ฉบับปี พ.ศ. 2401 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีใจความตอนหนึ่งว่า

“เป็นเยี่ยงอย่างสืบมาแต่โบราณยามตรุษสงกรานต์ ผู้ชายโดยมากเป็นนักเลงบ้างมิใช่นักเลงบ้าง พากันเสพสุราเมามายไปทุกหนแห่ง แล้วก็ออกเที่ยวเดินไปในถนนแลชุมชนเข้าไปในวัดวาอาราม ก่อถ้อยความวิวาทชกตีฟันแทงกันหลายแห่งหลายตำบลนัก ทั้งใกำแพงพระนคร แลภายนอกพระนคร เหลือกำลังที่นายอำเภอแลกองตระเวณจะระวังดูแล”

น่าสนใจก็ตรงคำว่า ‘เป็นเยี่ยงอย่างสืบมาแต่โบราณ’ นี่แหละครับ เพราะความตรงนี้แสดงให้เห็นว่า โดยส่วนพระองค์ รัชกาลที่ 4 เอง ก็ทรงทราบอยู่แก่พระทัยดีอยู่แล้วว่า ประเพณีแต่ดั้งเดิม ที่เป็นกันมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้เป็นช่วงเวลาของการปลดปล่อย ไม่ใช่เรื่องที่เกิดใหม่ในสมัยหลัง

ดังนั้น เมื่อมีความก้าวกน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง ‘รถกระบะ’ เข้ามา ก็ไม่แปลกอะไรที่จะถูกนำมาบรรทุกทั้งคน ทั้งน้ำ พากันไปตะลอนๆ สาดน้ำใครต่อใครเขา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรไม่ใช่หรือครับ ถ้าหากไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร?

อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการที่จะเสนอทางออก หรือวิธีแก้ไขใดๆ ในแง่ของปัญหาจากการขนน้ำ ขนคน บรรทุกเต็มหลังกระบะออกเล่นน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือแม้กระทั่งนโยบายของรัฐที่อยากจะไม่ให้ใครๆ ขึ้นไปโดยสารอยู่บนท้ายกระบะ หรือแม้กระทั่งในแคปที่ไม่มีเข็มขัดนิรภัยด้วยก็ตาม 

ที่ข้อเขียนชิ้นนี้ต้องการนำเสนอก็คือ ข้อห้ามหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่รัฐไทยกำลังพยายามนำมาจัดระเบียบเกี่ยวกับการโดยสารรถกระบะนั้น ออกจะขาดมิติทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อยู่มาก แน่นอนที่ว่า กระบะที่ท้ายรถไม่ได้ออกแบบมาให้คนนั่งเป็นการเฉพาะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า กระบะท้ายรถเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้บรรทุกสิ่งต่างๆ อย่างเป็นอเนกประสงค์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ผลิตผลทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์วัตถุสิ่งของเท่านั้น

อย่างที่คำบรรยายของ The National Museum of American History ว่าไว้ รถกระบะเพิ่งถูกนำมาใช้เป็นรถในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการขน หรือบรรทุกสิ่งของแต่เพียงถ่ายเดียวเอาเมื่อราวทศวรรษ 1990 หรือประมาณเฉียดๆ 30 ปีนี่เอง ในไทยเราก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ รถกระบะที่ถูกแต่งเสริมกระบะท้าย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มที่นั่ง หลังคา หรือติดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้สามารถบรรจุผู้โดยสารให้มากกว่ารถยนต์ทั่วไป มันก็เริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลาราวๆ เดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ออกมาจากบริษัทเองโดยตรง หรือรถที่ถูกนำไปปรับแต่งจากบริษัทในประเทศไทยบางเจ้า ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนหน้านั้นท้ายกระบะจะใช่ขนถ่ายอะไรก็แล้วแต่ว่าใครมีความจำเป็นอย่างไรบ้าง ดังนั้นจึงต้องออกแบบให้มีความเป็นอเนกประสงค์เข้าไว้

ปัญหาจริงๆ คือการที่เรามักจะไม่ให้ความสำคัญและคุณค่ากับสิ่งรอบๆ ตัวเราในเชิงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม การจัดการและแก้ไขปัญหาของรัฐ (และเรา) จึงมักจะไม่ผ่านการใคร่ครวญถึงเงื่อนไขทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์เลย ทั้งๆ ที่เงื่อนไขที่ว่านี่ต่างหาก ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมของเราใช้งานสิ่งของเหล่านั้น (ในกรณีนี้คือ รถกระบะ) อย่างไร?​ 

และการจัดการใดๆ ก็ตาม ถ้าหากจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนแล้ว ควรที่จะคำนึงถึงเงื่อนไขที่ว่าไม่ใช่หรือครับ?

ในรัฐ หรือประเทศที่เขายกเอา ‘รถกระบะ’ เข้าไปไว้ใน ‘มิวเซียม’ เขาคงจะไม่มีปัญหาในการจัดการกับปัญหาใดๆ โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เพราะเขาเห็นคุณค่าของรถกระบะ ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพวกเขาอยู่แล้ว กลับกันกับประเทศที่ไม่มีรถกระบะอยู่ใน ‘พิพิธภัณฑ์’ เพราะมันไม่เคยสำคัญจนกระทั่ง ไม่มีที่ให้อยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งใดๆ ในประเทศนั้นเลย 

คำอธิบายภาพ: รถกระบะ GMC ใน The National Museum of American History (ภาพจาก: http://americanhistory.si.edu/collections/search/object/nmah_743197)

Update Date :

created by
hot hit

บาตรบุ ที่บ้านบาตร แถวบ้านนายศร ศิลปบรรเลง

เสียง โป๊กๆๆ เป๊กๆๆ ดังออกมาจากชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หรือคนทั่วไปเรียกว่า “บ้านบาตร” ชุมชนเก่าแก่แถว...

Tanat

0

เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก

     พิธีเวียนเทียนกลางน้ำเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวพะเยา จัดขึ้นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาป...

FOTOBIKER

0

กุศโลบายในสัญลักษณ์มงคล ๘ ประการ

สิ่งที่เห็นเด่นชัดเมื่อเราเข้าไปในดินแดนที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและวัชรยาน อย่างทิเบต เนปาล ภูฏาน สิกขิม  คือไปที่ไ...

teeraparb lohitkul

0

วันมิวเซียมสากล 2017 “Saying the unspeakable in museums”

เดือนพฤษภาคม นอกจากจะมีวันสำคัญของชาวแรงงาน คือวันแรงงานสากล (International Workers’ Day/Labour Day/May Day) ในวัน...

Nithinand

0

ถ้ามีประวัติศาสตร์ ‘สุรา’ ในพิพิธภัณฑ์ ก็คงจะไม่มีกฎหมายห้ามขายสุราในวันพระใหญ่

กฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ทั้งหลาย เพิ่งจะประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2552 ในรัฐบาลขอ...

Siripoj

14

เตาเวียงบัว พิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณ

     เมืองโบราณเวียงบัว  เป็นแหล่งโบราณคดี ค้นพบเตาเผาโบราณ ซึ่งมีอายุกว่า ๗๐๐ ปี ซึ่งเป็นเตาเผาโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในล...

FOTOBIKER

0