webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   เรื่องของหมอพระในหอประวัติศาสตร์สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

เรื่องของหมอพระในหอประวัติศาสตร์สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

06 April 2017

like 2

97 views

share

          ที่ทำการของกระทรวงสารณสุขซึ่งตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี นับได้ว่าเป็นพื้นตั้งของหน่วยราชการระดับกระทรวงที่กว้างขวางใหญ่โตมากที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะรวมเอาหน่วยงานหลักๆ ของกระทรวงเข้ามาอยู่ด้วยกันเกือบทั้งหมด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการทำงานด้านการแพทย์การสาธารณสุข กินพื้นที่กว่า ๔๐๐ ไร่ ท่ามกลางอาคารที่ทำการเป็นหมู่ตึกเรียงกันไปเป็นกลุ่มๆ คนส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่า มีพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอยู่จำนวนมากมายนับสิบแห่ง อาทิ พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุสภาการพยาบาล ตั้งอยู่ที่ อาคารนครินทรศรี ชั้น ๒ สภาการพยาบาล, พิพิธภัณฑ์วางแผนครอบครัว ตั้งอยู่ที่ อาคาร ๔ ชั้น ๔ กรมอนามัย, พิพิธภัณฑ์แมลง (Insect Museum) ตั้งอยู่ที่อาคาร ๔ ชั้น ๕ กรมควบคุมโรค, พิพิธภัณฑ์ถุงยางอนามัย (Condom Museum) ตั้งอยู่ที่ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ อาคาร ๙ ชั้น ๘ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และยังมีอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เอ่ยไว้ในที่นี้ 

          นอกจากนี้ในวาระที่จะครบ ๑๐๐ ปี การสาธารณสุขใน พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่จะมาถึงนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมีนโยบายให้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ หรือ พื้นที่การจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ขึ้นมาในพื้นที่ของทุกกรม รวมไปถึงการจัดสร้างหอจดหมายหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์กลางของกระทวงสาธารณสุขขึ้นมาอีกด้วย เพื่อเป็นการเรียนรู้จากอดีต เรียกได้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นทั้งพิพิธภัณฑ์เก่าและใหม่เหล่านี้ น่าจะทำให้ที่ตั้งของกระทรวงสาธารณสุขเป็นนสถานที่ตั้งกระทรวงที่มีพิพิธภัณฑ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย   

          แต่ที่จะพูดถึงในวันนี้ คือ หอประวัติศาสตร์สุขภาพ ตั้งอยู่ที่ ชั้น ๑ อาคารสุขภาพแห่งชาติ ซอยสาธารณสุข ๖ ภายในกระทรวงสาธารณสุข หอประวัติศาสตร์สุขภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการจัดตั้งหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย” โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และมอบหมายให้สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันมีนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการ ทำหน้าที่บริหารและจัดการหอประวัติศาสตร์สุขภาพ โดยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๑ ด้วยการจัดตั้ง “หอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย” ให้เป็นที่เก็บรักษาและอนุรักษ์เอกสารวัสดุที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สุขภาพ รวมถึงให้บริการค้นคว้าวิจัยด้วย ส่วนนี้จะอยู่ที่ชั้น ๓ อาคาร ๑๐ ชั้น สถาบันบำราศนราดูร (และกำลังจะย้ายและปรับเปลี่ยนเป็น หอจดหมายเหตุสาธารณสุขแห่งชาติ โดยตั้งอยู่ที่ ชั้น ๑ และชั้น ๔ ของอาคารคลังและพัสดุ ซอยสาธารณสุข ๖ กระทรวงสาธารณสุข) หอประวัติศาสตร์สุขภาพเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๖ เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปในเวลา ๙.๓๐ - ๑๗.๐๐ น. ในวันและเวลาราชการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  

          หอประวัติศาสตร์สุขภาพ เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเป็นมาของสุขภาพไทย ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีพลวัตตามการเปลี่ยนผ่านด้านสังคมและการเมืองแต่ละยุคสมัย เพื่อมุ่งหวังว่าผู้ชมจะเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ ความรู้ หรือภูมิปัญญาของกลุ่มบุคคลต่างๆ ใน ประวัติศาสตร์สุขภาพของสังคมไทยผ่านนิทรรศการที่จัดแสดง โดยในชุดนิทรรศการถาวร คือนิทรรศการ ชุด “๑๐๐ บุคคล ร้อยความคิด ร้อยสิ่งประดิษฐ์ ร้อยเรื่องราว” โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ๑๑ พื้นที่ ได้แก่ จักรวาลภายในและจักรวาลภายนอก เกร็ดประวัติศาสตร์สุขภาพ พหุลักษณ์ทางการแพทย์ ชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาพ  ภูมิปัญญาการแพทย์ไทย การแพทย์ในสถานการณ์วิกฤต สุขภาวะทางจิตวิญญาณ รอยเวลาเส้นทางสุขภาพไทย สุขภาพกับสังคม ความตายและวาระสุดท้ายของชีวิต 
          นิทรรศการในแต่ละพื้นที่เป็นอิสระจากกัน ผู้ชมสามารถเข้ามาดูได้โดยไม่ต้องเดินเรียงตามพื้นที่ จะดูตรงไหนก่อนก็ได้ แม้แต่ฐานนิทรรศการแต่ละฐานต่างเป็นอิสระจากกันมีเนื้อหาที่จบในตัว ไม่ต้องเดินดูเรียงลำดับ นพ. โกมาตร ผู้ก่อตั้งเคยอธิบายว่า เนื่องจากอาคารสุขภาพแห่งชาตินี้เป็นอาคารที่ตั้งของหน่วยงานอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่มีคนเข้ามาร่วมประชุมด้วยอยู่เสมอ เมื่อเข้ามาประชุมแล้วอาจมีเวลาว่างก่อนหรือหลังการประชุม เขาอาจเลือกมาเดินชมนิทรรศการในหอฯ ได้ ทำให้คนที่มาชมอาจไม่มีเวลามากจนชมนิทรรศการได้ทั้งหมด จึงอาจจะเลือกชมเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจได้ วันหน้าถ้ามาอีกก็มาดูต่อได้ ในบางปีหนึ่งๆ ก็จะมีผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะมาเป็นจำนวนไม่น้อย อาทิ นักศีกษาคณะแพทย์ สาธารณสุข กายภาพ พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์แขนงต่าง รวมไปถึงชาวต่างประเทศจากทั่วโลกที่เข้ามาประชุมในวาระโอกาสต่างๆ ด้วย แต่ด้วยความห่างไกลและไม่อยู่ในที่เข้าถึงได้ง่าย จึงอาจเป็ยเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หอประวัติศาสตร์สุขภาพไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของสาธารณชน 
          เนื้อหาของแต่พื้นที่จัดแสดงในแต่ละหัวข้อมีมากและหลากหลาย ถ้าจะเอามาเล่าในที่นี้คงยากทีจะเล่าหมดในครั้งเดียว ถ้ามีโอกาสอาจจะได้นำมาเล่าเป็นเรื่องๆ เป็นครั้งๆ ในคราวนี้ขอเล่าเรื่องของหมอพระที่จัดแสดงอยู่ในพื้นที่จัดแสดงเรื่องภูมิปัญญาการแพทย์ไทย เนื้อหาของพื้นที่จัดแสดงตรงนี้จะเป็นการจัดแสดงเรื่องราวของหมอหรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวพันกับภูมิปัญญาการแพทย์ดั้งเดิมที่มีในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น หมอตำแย หมอหลวง หมอพื้นบ้าน และที่กำลังจะหายากมากขึ้นไปทุกทีคือ หมอพระ
          
          เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า สังคมไทยแต่โบราณมาก่อนหน้าการสถาปนารัฐสมัยใหม่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ วัดถือเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแห่งหนึ่งในชุมชน กิจกรรมต่างๆ นานา ล้วนมีศูนย์กลางที่วัด ในระดับบุคคล การทำบุญตามวาระในชีวิตเช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่งงาน มีลูก หรืองานเทศกาลต่างๆ ของชุมชนเป็นเรื่องปกติเป็นที่ดูที่ฟังมหรรสพต่างๆ เป็นที่สะสมความรู้ในแขนงต่างๆ ตั้งแต่ วิชาการต่อสู้ วิชาหนังสือ วิชาการโหราศาสตร์ คาถาอาคม วิชาการช่างประเภทต่างๆ วิชาศิลปกรรม วิชาความรู้ทางศาสนา ยังเป็นที่พึ่งพักพิงของคนที่เดินทางไกลหรือไร้ที่พักพิง ท้ายที่สุดรวมทั้งวิชาความรู้ทางการแพทย์แขนงต่างๆ ด้วย ความรู้เหล่านี้มีทั้งที่ถูกเก็บอยู่ในวัดในรูปของตำรับตำรา และที่เก็บอยู่ในตัวคนที่มาบวชเรียนและสืบอายุพระศาสนาที่เป็นพระภิกษุสงฆ์สามเณร ส่งต่อสืบทอดผ่านกันเป็นรุ่นต่อรุ่น ทั้งชาวบ้านและบรรพชิต

          พระครูอุปการพัฒนกิจ (หรือหลวงพ่อสมัย อาภาธโร) แห่งวัดหนองหญ้านาง ตำบลหนองไผ่แบน อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่เดินตามรอยวิถีแห่งวัฒนธรรม หากจะว่าไปแล้วท่านก็นับได้ว่าเป็นบุคคลร่วมสมัย เดิมท่านชื่อ สมัย จันทร์ประจักษ์ ถือกำเนิดใน พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังจากตั้งกระทรวงสาธารณสุขได้ ๔ ปี เป็นคนบ้านหนองไผ่แบนจังหวัดอุทัยธานี ความรู้ทางการแพทย์ของท่าน ร่ำเรียนมาแต่ยังเด็กเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ครอบครัวท่านทางสายของบิดาเป็นตระกูลหมอพื้นบ้านอยู่ ท่านมีลุงอยู่คนหนึ่งชื่อลุงเขียว ฉลาดธัญกิจ ที่เป็นหมอพื้นบ้านอยู่ ท่านเองเมื่อเห็นวัตรปฏิบัติในการเป็นหมอของลุงเขียวที่ไปเทียวรักษาคนไข้คนแล้วคนเล่า จนอาการดีขึ้นกลับฟื้นคืนจากไข้ และได้รับความเคารพนับถือจากบรรดาลูกไข้ที่หายเจ็บป่วย ท่านเคยบอกว่า ชอบใจกับสิ่งที่ลุงท่านทำ เห็นแล้วก็นับถือ เห็นความเอื้อเฟื้อของลุง คิดว่าเรื่องการรักษาคนป่วยเป็นเรื่องการสร้างบุญกุศล เรื่องเหล่านี้ทำให้จิตใจท่านฝักใฝ่อยากเป็นหมอรักษาคนเหมือนลุง 
          เมื่อท่านแจ้งเจตนากับลุงเขียวว่าอยากเรียนหมอ ลุงได้ย้ำกับท่านว่า การเรียนหมอนั้น ไม่ใช่เป็นนายคน ต้องเป็นขี้ข้าคน ต้องเสียสละ มีพรหมวิหาร ๔ ในใจ ไม่เกี่ยงการรักษา มีคนป่วยเมื่อใดก็ต้องไป ห้ามเลือเวลา ห้ามเลือกคนป่วย ยากดีมีจนก็ต้องรักษา อย่าเห็นแก่อามิจสินจ้าง หากท่านทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้ก็จะสอนวิชาหมอให้ เมื่อรอดูความประพฤติของท่านจนครบ ๑ ปีแล้ว ลุงเขียวจึงยอมถ่ายทอดวิชาให้จนเมื่อสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมปลายนจึงได้ยกครูเป็นหมออย่างแท้จริง เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารนายสมัยต้องเข้ารับราชการทหารจนได้รับยศสิบตรี ต่อมายังอาสาไปรบในสงครามเวียดนาม เมื่อกลับจากสงครามจึงได้มาบวชเป็นพระภิกษุเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ 

          ท่านมีพระอาจารย์ที่เคารพนับถือและอัปถัมป์ท่านมาตั้งแต่เด็กคือ พระครูอุทัยธรรมวินิจ (หรือหลวงพ่อจิ๋ว) บวชไปได้ระยะหนึ่งท่านคิดจะสึก แต่หลวงพ่อจิ๋วได้ยับยั้งไว้และส่งท่านไปรักษาการเจ้าอาวาสที่วัดหนองหญ้านางริมแควตากแดดที่เป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำสะแกกรังะหว่างนั้นได้ได้รู้จักกับหมอสำอาง เยาวมาลย์ ชาวบ้านที่เป็นหมอตำแยเกิดปวดท้องจึงมาขอให้ท่านรักษาให้จนหาย จึงมาวัดอยู่เสมอ ทั้งสองคนได้คิดจะเปิดวัดเป็นสถานรักษาและเริ่มอย่างจริงจังใน พ.ศ. ๒๕๑๖ และ เริ่มอย่างจริงจังในอีก ๑ ปีถัดมา 
          
          จากวันนั้นจนบัดนี้วัดก็ไม่เคยว่างเว้นจาการเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยจากทุกสารทิศเลย วัดหนองหญ้านางขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต เหน็บชา เบาหวาน บางคนก็หาย บางคนก็ทุเลาเบาบางลงมาก คนป่วยที่ไปรักษาที่ไหนๆ ไม่หายมักจะมาหาหลวงพ่อเป็นที่พึ่ง หลวงพ่อไม่เคยเรียกร้องค่ารักษาจากคนป่วยและญาติมิตร อาศัยแต่กำลังศรัทาของชาวบ้าน ท่านบอกว่าต้องไปซื้อเชื่อยาจากร้านขายยาอยู่บ่อยครั้ง ตลอดเวลานับแต่เริ่มรักษาจนปัจจุบันมีคนป่วยมาอาศัยพึ่งพิงวัดนับแสนคน ทำให้ลวงพ่อได้รับรางวัลมากมาย เช่น พ.ศ. ๒๕๓๖ พระครูอุปการพัฒนกิจ ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมสาขาภูมิปัญญาชาวบ้าน (การบำบัดโรค) และได้รับรางวัลหมอไทยดีเด่นแห่งชาติเป็นคนแรก ใน พ.ศ. ๒๕๕๔ ปัจจุบันหลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้วเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ แต่วัดยังมีผู้สืบทอดทำการช่วยเหลือผู้คนต่อไป นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่งของหมอพระที่กำลังจะสูญหายไปจากวัฒนธรรมการรักษาโรคของไทย ที่หอประวัติศาสตร์สุขภาพนำเรื่องราวมาแสดงไว้ให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ 

หากสนใจเยี่ยมชมติดต่อได้ที่  0-2832-9280, 0-2590-1352


เอกสารอ้างอิง
วิชัย โชควิวัตน บรรณาธิการ. หลวงพ่อสมัย วัดหนองหญ้านาง จังหวัดอุทัยธานี หมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: สถาบันสุขภาพวิถีไทย, ๒๕๕๔.  

Update Date :

created by
hot hit

บาตรบุ ที่บ้านบาตร แถวบ้านนายศร ศิลปบรรเลง

เสียง โป๊กๆๆ เป๊กๆๆ ดังออกมาจากชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หรือคนทั่วไปเรียกว่า “บ้านบาตร” ชุมชนเก่าแก่แถว...

Tanat

0

เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก

     พิธีเวียนเทียนกลางน้ำเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวพะเยา จัดขึ้นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาป...

FOTOBIKER

0

กุศโลบายในสัญลักษณ์มงคล ๘ ประการ

สิ่งที่เห็นเด่นชัดเมื่อเราเข้าไปในดินแดนที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและวัชรยาน อย่างทิเบต เนปาล ภูฏาน สิกขิม  คือไปที่ไ...

teeraparb lohitkul

0

วันมิวเซียมสากล 2017 “Saying the unspeakable in museums”

เดือนพฤษภาคม นอกจากจะมีวันสำคัญของชาวแรงงาน คือวันแรงงานสากล (International Workers’ Day/Labour Day/May Day) ในวัน...

Nithinand

0

ถ้ามีประวัติศาสตร์ ‘สุรา’ ในพิพิธภัณฑ์ ก็คงจะไม่มีกฎหมายห้ามขายสุราในวันพระใหญ่

กฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ทั้งหลาย เพิ่งจะประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2552 ในรัฐบาลขอ...

Siripoj

14

เตาเวียงบัว พิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณ

     เมืองโบราณเวียงบัว  เป็นแหล่งโบราณคดี ค้นพบเตาเผาโบราณ ซึ่งมีอายุกว่า ๗๐๐ ปี ซึ่งเป็นเตาเผาโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในล...

FOTOBIKER

0