webboard

  1. Home
  2.    >   Museum Thailand
  3.    >   Webboard
  4.    >   ประวัติศาสตร์ต้องห้าม (พูด)ในพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกเหตุการณ์ 228 ที่ไทเป ไต้หวัน

ประวัติศาสตร์ต้องห้าม (พูด)ในพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกเหตุการณ์ 228 ที่ไทเป ไต้หวัน

30 March 2017

like 1

258 views

share

          ปกติแล้วการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไม่น่าจะใช่เรื่องบังเอิญ  อย่างน้อยก็ควรจะต้องรู้ว่าพิพิธภัณฑ์นั้นเกี่ยวกับอะไร มีนิทรรศการหรือการจัดแสดงที่เราสนใจหรือไม่  ตั้งอยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร เวลาทำการเปิดปิดตอนไหนจะได้ไม่เสียเที่ยว  เสียค่าเข้าชมหรือไม่ (ถ้าฟรีจะดีใจมาก) 
          ในกรณีของผู้เขียน น่าจะเรียกได้ว่า เป็นเรื่องบังเอิญระดับ “คนคำนวณ มิสู้ฟ้าลิขิต” ไม่เพียงแต่จะเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปเจอพิพิธภัณฑ์แห่งนี้  228 Memorial Museum หรือพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 228 เป็นเหตุการณ์การกวาดล้างทางการเมืองสุดโหดของไต้หวันที่ผู้เขียนไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะขนาดในสังคมไต้หวันเอง เหตุการณ์นี้ก็เป็นประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นประวัติศาสตร์ต้องห้าม  ที่ไม่มีการเผยแพร่มาอย่างยาวนานร่วม 50 ปี  บังเอิญยิ่งไปอีก ผู้เขียนยังมาเที่ยวในวันสำคัญที่เป็นวันครบรอบเหตุการณ์ 70 ปี จึงเห็นบรรยากาศของการรำลึกเหตุการณ์ในสังคมร่วมสมัยที่ออกจะมีอะไรย้อนแย้งน่าคิด  
          เหตุการณ์ 228 คืออะไร? เหตุการณ์ 228 ได้ชื่อตามวันและเดือนที่เกิดเหตุการณ์ นั่นคือ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 เป็นวันที่ชาวไต้หวันลุกฮือเพื่อต่อต้านการปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง  
          เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องเล่าย้อนกลับไปอีก  ไต้หวันเดิมเป็นเกาะที่มีชนพื้นเมืองอยู่แล้ว เป็นชาวออสโตรโพลีนีเซียน  ที่มีวัฒนธรรมแบบชาวเผ่าผสมชาวทะเล เกาะเล็กๆ แห่งนี้เริ่มมีคุณค่าทางภูมิศาสตร์การเมืองเมื่อชาติตะวันตกขยายอิทธิพลทางการค้ามาถึงจีนและต้องการสร้างอาณานิคม  ทำให้เกาะไต้หวันหรือเกาะฟอร์โมซา ชื่อภาษาโปรตุเกสที่ชาวตะวันตกรู้จัก  มีคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่เข้ามาตั้งรกรากในสมัยราชวงศ์ชิงจนประชากรส่วนใหญ่บนเกาะกลายเป็นชาวจีน ส่วนใหญ่มาจากฟูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน)
          ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ญี่ปุ่นซึ่งต้องการขยายอำนาจและแสวงหาทรัพยากรเพื่อสร้างจักรวรรดิ  ก่อสงครามทางทะเลระหว่างจีนกับญี่ปุ่น (The First Sino-Japanese War, 1894-95) จีนแพ้ จึงต้องยอมเซ็นสัญญาชิโมโนเซกิ  ยกเกาะไต้หวันให้เป็นอาณานิคมญี่ปุ่น  ญี่ปุ่นยึดครองเกาะไต้หวัน จัดระบบพื้นฐานการศึกษา เศรษฐกิจ และวางรากฐานสาธารณูปโภคหลายอย่างไว้ให้  ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจากเกาะไต้หวัน  
          ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันนับตั้งแต่ ค.ศ. 1895 จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ. 1945 นับได้ 50 ปี ในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงคราม เริ่มมีขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในไต้หวันแล้ว  แต่เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม ไม่ได้ให้อำนาจการปกครองแก่ชาวไต้หวัน แต่คืนอำนาจการปกครองเกาะไต้หวันให้แก่ประเทศจีน  นายพลเจียงไคเช็คที่อ้างตัวในฐานะผู้นำสาธารณรัฐจีน (Republic of China) และหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง จึงถือสิทธินำกองทัพและประชาชนจีนข้ามมา “ตั้งหลัก” ที่เกาะไต้หวัน ในช่วงที่สู้กับพรรคคอมมิวนิสต์บนจีนแผ่นดินใหญ่ ก่อนที่จะมาตั้งหลักอย่างถาวรเมื่อพ่ายแพ้จีนคอมมิวนิสต์ ในปี ค.ศ. 1949
          ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกาะไต้หวันก็อยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋ง โดยมีนายพล เฉิน อี้ เป็นผู้ว่าการ  แต่การเข้ามาของพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้ดีงามอย่างที่คิด กลายเป็นการปกครองแบบเผด็จการทหาร  ควบคุมสาธารณูปโภคทุกอย่าง  มีการเล่นพรรคเล่นพวก ให้ตำแหน่งสำคัญแก่พวกพ้องในพรรค แทนที่ชาวไต้หวันเดิม ออกกฎควบคุมผูกขาดสินค้าและวัตถุดิบต่างๆ  เพราะเป็นช่วงหลังสงครามที่ทุกอย่างขาดแคลน  แต่คนในรัฐบาลกลับลักลอบนำสินค้าไปขายต่อในจีนแผ่นดินใหญ่ในราคาแพงเสียเอง ส่วนพวกทหารตำแหน่งต่ำกว่าก็ไร้ระเบียบ ปล้น ชิง หรือไม่ก็ทำลายทรัพย์สินของชาวไต้หวันเดิม โดยอ้างว่าเป็นซากอารยธรรมของพวกญี่ปุ่น  
          ชาวไต้หวันเดิมที่เคยยอมรับกองทัพจากพรรคก๊กมินตั๋ง เพื่อจะไม่อยู่ในสถานะแพ้สงครามตามญี่ปุ่น และคิดว่า คนจีนด้วยกันน่าจะดีกว่าคนต่างชาติญี่ปุ่น ก็ฝันสลาย  ถึงกับมีคำกล่าวว่า “เมื่อสุนัขไป พวกหมูก็เข้ามา” เปรียบเทียบว่า  พวกสุนัข (หมายถึงญี่ปุ่น) ถึงจะดุและโหด แต่ก็ไม่เข้ามาโกงกินมูมมามเหมือนพวกหมู (กองทัพจากพรรคก๊กมินตั๋ง) ความไม่พอใจจึงคุกรุ่นอยู่ในหมู่ชาวไต้หวันเดิม
          ชนวนเหตุเกิดขึ้นในคืนก่อนหน้า วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 เมื่อทหารกองทัพก๊กมินตั๋งไปจับและทำร้ายหญิงขายบุหรี่ ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดชุลมุนปืนลั่นมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ในวันรุ่งขึ้น 28 กุมภาพันธ์  ประชาชนไต้หวันที่ได้ยินข่าวก็โกรธแค้นและลุกฮือขึ้นเพื่อต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการของพรรคก๊กมินตั๋ง เกิดปะทะกันทั้งระหว่างกองทัพรัฐบาลกับประชาชน  และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวไต้หวันเดิมที่พูดฮกเกี้ยนหรือพูดญี่ปุ่น ชาวไต้หวันที่พูดจีนกลางแมนดาริน  ชาวต่างชาติญี่ปุ่น หรือแม้แต่ชาวพื้นเมืองไต้หวันเอง เกิดความวุ่นวายทั่วเกาะไต้หวัน  
          ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้  นายพล-ผู้ว่าการ เฉิน อี้ ถือโอกาสสั่งการให้มีการคุมขัง ทรมาน ประหารผู้ที่คาดว่าจะก่อความไม่สงบหรือเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล (โดยตั้งข้อหาว่าเป็นสายของพรรคคอมมิวนิสต์)  ในจำนวนนี้รวมถึงชนชั้นนำเดิมในไต้หวันหรือนักวิชาการที่วิพากษ์รัฐบาลก๊กมินตั๋ง คาดว่ามีผู้ถูกคุมขังและประหารไม่ต่ำกว่า 3000-4000 คน 
          เมื่อความรุนแรงส่อเค้าบานปลาย นายพลเฉินอี้ก็รับคำสั่งนำกองทัพพรรคก๊กมินตั๋งจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาล้อมปราบอย่างรุนแรงเพื่อจัดการให้เกิดความสงบเรียบร้อย  ตัวเลขทางการคาดว่า ผู้เสียชีวิตราว 10,000 คน  แต่ตัวเลขไม่เป็นทางการคาดว่าน่าจะถึง 20,000 คน  ผู้เสียหายเช่น ถูกทำร้าย ถูกคุมขัง ทรัพย์สินถูกทำลาย รวมกันมากกว่า 140,000 คน 
          เหตุการณ์ที่มีคนตายเป็นหมื่นขนาดนี้  ถูกลืมหายไปอย่างง่ายดายของคนร่วมสมัยไปได้อย่างไร?   
          เป็นเพราะรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมสถานการณ์ในประเทศ กินเวลายาวนานถึง 38 ปี นับตั้งแต่ ค.ศ. 1939-1987  ระยะเวลายาวนานที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งเรียกกันว่า “ความสะพรึงสีขาว” (White Terror) ทำให้เหตุการณ์ 228 ที่เป็นอาชญากรรมโดยรัฐเป็นผู้กระทำเช่นนี้จึงไม่มีการเผยแพร่และพูดถึงในที่สาธารณะเลย   
          แต่เมื่อบาดแผลกรีดร้อง ความจริงต้องปรากฏ ในค.ศ. 1986 หนึ่งปีก่อนที่จะยกเลิกกฎอัยการศึก หลายกลุ่มได้เรียกร้องให้การทบทวนประวัติศาสตร์ช่วงนี้ควรเป็นอิสระจากองค์กรรัฐ มีการเดินขบวนไปตามถนนและจัดกิจกรรมต่างๆ แม้ว่าจะยังอยู่ในภาวะใต้กฎอัยการศึกอยู่ก็ตาม เรียกร้องให้รัฐบาลต้อง (1) สืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ (2) ขอโทษ (3) กำหนดวันเพื่อรำลึกถึงเป็นประจำทุกปี (4) สร้างอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานเพื่อประกอบพิธีรำลึก และ (5) ชดเชยผู้เสียหาย 
           รัฐบาลยอมทำตามข้อเสนอ เริ่มจากการออกเอกสารรายงานเหตุการณ์ 228 ซึ่งเขียนโดยนักประวัติศาสตร์  แต่ในรายงานนั้นกลับไม่แตะต้องหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐเลย ประชาชนจึงไม่เชื่อถือ  ส่วนข้อเสนออื่นๆ เช่น สร้างอนุสาวรีย์  หลังจากออกแบบประกวดและดำเนินการก่อสร้าง อนุสาวรีย์แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 ในพิธีเปิด นายลีเต็งฮุย ประธานาธิบดีในเวลานั้นกล่าวในนามของรัฐบาลกล่าวขอโทษต่อผู้เสียหายและสังคมโดยรวม และในปีเดียวกันนี้ ผู้พิพากษาสูงสุดยังได้ออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เหยื่อและผู้เสียหาย รวมทั้งตั้งกองทุนสำหรับชดเชย  
          อีก 2 ปีต่อมา ค.ศ. 1997 วาระครบ 50 ปี รัฐบาลไต้หวันออกกฎหมายกำหนดให้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรำลึกถึงสันติภาพแห่งชาติ (National Peace Memorial Day) และเป็นวันหยุดราชการ  (ซึ่งชาวไต้หวันก็หยุดกัน แต่ถ้าไปถามถึงเหตุผลว่าทำไมก็อาจจะตอบได้ไม่เต็มปาก)
          พิพิธภัณฑ์ 228 Memorial Museum ตั้งอยู่ที่ Peace Park ซึ่งมีอนุสาวรีย์  228 Incident Memorial Monument ตั้งอยู่ สถานที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan Museum) สามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้เลย ผู้เขียนเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวันเสร็จแล้วเดินออกมาข้างนอก ได้ยินเสียงเพลงแว่วมาและผู้คนเดินไปทิศทางเดียวกัน  จึงเดินตามไปดูตามประสาไทยมุง  พบการจัดงานเพื่อรำลึกและเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ 228 ซึ่งคืออะไรไม่รู้ แต่ว่าเข้าฟรี ผู้เขียนจึงไม่รีรอ 
          ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ 228 เดิมเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียง สร้างมาตั้งแต่สมัยอยู่ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่น  เป็นตึกเก่าสองชั้นขนาดกระทัดรัด การจัดนิทรรศการภายใน ทันสมัยและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเหตุการณ์ 228 คืออะไร มีผู้บรรยายซึ่งน่าจะเป็นอาสาสมัครผู้สูงอายุ มาอธิบายให้ผู้เข้าชมแทบจะทุกจุดสำคัญ มีภาษาอังกฤษอธิบายสั้นๆ เล่าถึงเหตุการณ์ผ่านสื่อหลายรูปแบบ ไม่น่าเบื่อ และมีของประกอบตามยุคสมัย เช่น  แผนที่เมืองที่เกิดการชุมนุมประท้วง ภาพและประวัติของนายทหารและบุคคลชั้นนำที่เกี่ยวข้อง เอกสารสำคัญ ซองบุหรี่และสินค้าควบคุมต่างๆ รวมไปถึง “ถ่าน” ที่กรุอยู่ใต้พื้นแก้วเพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าความวุ่นวายระดับเผาบ้านเผาเมืองนั้นเป็นอย่างไร  ซึ่งก็ได้ผล  จุดประกายให้ผู้เขียนสนใจเหตุการณ์นี้และมาหาข้อมูลเองภายหลัง
          หลังจากดูพิพิธภัณฑ์ 228 แห่งนี้แล้ว  ผู้เขียนก็ไปเที่ยว อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค (National Chiang Kai Shek Memorial Hall) แหล่งท่องเที่ยวสำคัญประจำไทเป เมื่อไปถึง ก็เจอคนสูงอายุมาเดินขบวนท่าทางขึงขัง โทรโข่งประกาศอะไรซึ่งฟังไม่ออก (เวลานั้น ผู้เขียนก็ยังเข้าใจว่าพวกเขามาร่วมฉลองวันสันติภาพ)  เมื่อจะเข้าไปภายในอนุสรณ์สถานก็เจอป้ายปิดทำการเนื่องจากเป็นวันสันติภาพ  ผู้เขียน (ซึ่งยังไม่รู้ความนัยของประวัติศาสตร์ช่วงนี้) ก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็คจะต้องมาปิดในวันความหมายดีๆ อย่าง "วันสันติภาพ" ด้วย  
          พอตกกลางคืน  กลับมาดูโทรทัศน์ เห็นข่าวการจัดงานรำลึกตามที่ต่างๆ  ส่วนใหญ่เป็นการแสดงดนตรี  คนในรัฐบาลออกมากล่าวคำขอโทษและแสดงความระลึกถึง และเจอข่าวกลุ่มคนเดินขบวนประท้วงหน้าอนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ก  เผาธงชาติและประณามนายพลเจียงไคเช็กและคณะด้วย ผู้ประท้วงเหล่านี้ต้องการมากกว่าแค่การจัดงานรำลึกหรือจ่ายค่าชดเชย  หากแต่ต้องการให้รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง กล่าวโทษคนผิด (ตัวจริง) และเลิกยกย่องรัฐบุรุษซึ่งปกครองด้วยเผด็จการอำนาจนิยมเสียที    
          ปฏิกิริยาของคนร่วมสมัยเช่นนี้สะท้อนได้ว่า  สำหรับประวัติศาสตร์บาดแผลแล้ว ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่  ไม่ว่าบาดแผลจะได้รับการเยียวยาไปแล้วหรือไม่  สิ่งที่รักษาและสมานบาดแผลระดับชาติเหล่านี้ได้ดีที่สุด ก็คือ “ความจริง”  ให้ทุกฝ่ายได้ “พูด”  ระบายเรื่องเล่าและเรื่องราวของตัวเอง  

อ้างอิง
Editorial staffs. Understand 228: More than just a day in Taiwan. Outreach for Taiwan. https://outreachfortaiwan.org/2015/02/27/understanding-228-more-than-just-a-day-in-taiwan/
Ronald Chin-Jung TSAO. Museum for peace: Identity of Taiwan’s peace museums and human right parks. INTERCOM 2006 Conference Paper. 2006.
http://www.intercom.museum/documents/2-6tsao.pdf.   



Update Date :

created by
hot hit

บาตรบุ ที่บ้านบาตร แถวบ้านนายศร ศิลปบรรเลง

เสียง โป๊กๆๆ เป๊กๆๆ ดังออกมาจากชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย หรือคนทั่วไปเรียกว่า “บ้านบาตร” ชุมชนเก่าแก่แถว...

Tanat

0

เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก

     พิธีเวียนเทียนกลางน้ำเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวพะเยา จัดขึ้นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาป...

FOTOBIKER

0

กุศโลบายในสัญลักษณ์มงคล ๘ ประการ

สิ่งที่เห็นเด่นชัดเมื่อเราเข้าไปในดินแดนที่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานและวัชรยาน อย่างทิเบต เนปาล ภูฏาน สิกขิม  คือไปที่ไ...

teeraparb lohitkul

0

วันมิวเซียมสากล 2017 “Saying the unspeakable in museums”

เดือนพฤษภาคม นอกจากจะมีวันสำคัญของชาวแรงงาน คือวันแรงงานสากล (International Workers’ Day/Labour Day/May Day) ในวัน...

Nithinand

0

ถ้ามีประวัติศาสตร์ ‘สุรา’ ในพิพิธภัณฑ์ ก็คงจะไม่มีกฎหมายห้ามขายสุราในวันพระใหญ่

กฎหมายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ทั้งหลาย เพิ่งจะประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2552 ในรัฐบาลขอ...

Siripoj

14

เตาเวียงบัว พิพิธภัณฑ์เตาเผาโบราณ

     เมืองโบราณเวียงบัว  เป็นแหล่งโบราณคดี ค้นพบเตาเผาโบราณ ซึ่งมีอายุกว่า ๗๐๐ ปี ซึ่งเป็นเตาเผาโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในล...

FOTOBIKER

0